Article Interview

บทสัมภาษณ์สุดท้ายของ Degaruda วงดนตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งวงที่เล่นสดได้เดือดที่สุดในไทย

  • Writer: Krit Promjairux and Malaivee Swangpol
  • Photographer: Catherine Costa, Gracelin Moore, Khwan Atthawut and Degaruda

All good things must come to an end

degaruda3

แม้ชื่อของ Degaruda จะไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูคนฟังเพลงอินดี้เท่าใดนัก แต่ไม่ใช่กับซีนดนตรีใต้ดิน เพราะวงดนตรีวงนี้ได้รับการขนานนามโดยสื่อภาษาอังกฤษหัวต่าง ของกรุงเทพ ว่าเป็น ‘Kings of Bangkok underground’ ด้วยฐานแฟนเพลงเหนียวแน่นที่มาจากหลากหลายพื้นเพ และการแสดงสดที่ถ้าได้มาเห็นกับตา ได้ยินกับหู รับรองว่าคุณไม่อาจทนนิ่งเฉย ต้องกระโดดโลดเต้นราวกับคนบ้าที่มีความสุขที่สุดในโลก

Degaruda ก่อตั้งวงเมื่อปี 2013 มีผลงานสตูดิโออัลบั้ม 2 ชุดในชื่อ Self-Titled (2014) และ Monstrous Victorious (2016) ทัวร์คอนเสิร์ตทั้งระหว่างภูมิภาคและต่างประเทศ รวมถึงปาร์ตี้สุดเดือดในกรุงเทพอีกนับไม่ถ้วน การเดินทางของปิศาจตนนี้กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว เพราะทางวงประกาศว่าโชว์สุดท้ายของพวกเขาจะจัดขึ้นในวันที่ 13 พฤษภาคม นี้ที่ Soy Sauce Bar เจริญกรุง 24 พร้อมกับวงมิตรสหายทางดนตรีที่มาร่วมอำลาพวกเขากว่าอีก 10 วง ทีมงาน Fungjaizine จึงไปสัมภาษณ์พวกเขา เพื่อบันทึกเรื่องราวอีกบทหนึ่งของประวัติศาสตร์ดนตรีร็อกไทยที่กำลังจะจบลง

The Origin

degaruda1

ในประวัติของวงที่เขียนไว้บน facebook fanpage พูดถึงจุดประสงค์ของการรวมตัวกันว่า พวกคุณต้องการจะสร้างสัตว์ประหลาดสักตัวขึ้นมาผ่านดนตรี จนนำมาสู่ที่มาของชื่อวง Degaruda ทำไมต้องเป็นสัตว์ประหลาด

ดีโน่: I think because monsters are cool. (หัวเราะกันทั้งวง) คือสไตล์ดนตรีที่พวกเราชอบและทำออกมามันเหมือนกับปิศาจ รู้สึกว่าเพลงที่พวกเราเล่นมันออกมามีหลายแขนหลายขา (ท็อป: เหมือนรวมหลายอย่าง) และเราก็อยากให้เพลงของเรากลายเป็นสิ่งที่ใหญ่กว่าพวกเรา 4 คนที่เล่นดนตรี เหมือนเป็นทรานสฟอเมอร์ (หัวเราะ)

ช่วยอธิบายแนวเพลงของ Degaruda ให้กับทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จักวงมาก่อน เพราะแม้แต่คนที่เป็นแฟนเพลงของวงเองก็นิยามกันไม่ถูก

แวน: จริง พวกเราเองก็อธิบายไม่ถูก อย่างตอนที่ไปเล่นเชียงใหม่มาเมื่ออาทิตย์ก่อนมันก็มีคนมาบอกว่า เฮ้ย! ชอบนะ พวกคุณแต่งเพลงกันยังไงทำไมมันถึงออกมาเป็นซาวด์แบบนี้ แล้วถามว่านี่คือแนวไหน นี่อาจจะเป็นจุดแข็งหรือจุดด้อยของวงก็ได้ แต่สำหรับเราจุดแข็งมันอยู่ที่ว่าแต่ละคนวงฟังเพลงไม่เหมือนกัน สมมติถ้ามีคนในคนนึงวงพูดขึ้นมาว่า เฮ้ยมันเหมือนเพลงนั้นเพลงนี้เลยเลย คนที่เหลือก็จะรู้สึกว่า แล้วไงอะ ไม่เคยฟัง ก็เลย reference ไม่ได้ มันเลยยิ่งเป็นการบังคับให้ทุกคนต้องเป็นตัวของตัวเอง แล้วก็ต้องยอมรับคนอื่นด้วย คือถ้าสมมุติว่า ดีโน่ เล่นริฟฟ์กีตาร์มาแบบนี้แล้ว เราตีกลองมาแบบนี้ ก็ต้องปรับตาม กัน จะมาคิดว่าต้องเหมือนเพลงนี้ มันไร้ค่า เราก็เลยมีอิสระในระดับนึง ถ้าจะถามว่าซาวด์เราเป็นยังไง ก็คือซาวด์ที่เกิดขึ้นเมื่อสี่คนนี้รวมตัวกัน คือมันพูดได้แค่นั้นจริง

ท็อป: นาน ทีเราจะใช้ reference จากวงอื่น

ดีโน่: That’s why it’s a monster.

cnx1

อิทธิพลทางดนตรีและความชอบของแต่ละคน

ดีโน่: สำหรับสไตล์การเล่นกีตาร์ ผมจะมาทางพวก post rock และผมชอบเน้นเมโลดี้ที่มีความป๊อป ส่วนวงที่ผมชอบฟังมากที่สุดคือวง Murder by Death เป็นวงจากอเมริกา แต่วงนี้ซาวด์จะเป็นแบบ gothic folk ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกันเลย แต่วิธีการเล่นและเขียนเพลงของวงนี้ก็มีอิทธิพลต่อวิธีการการเล่นกีตาร์ของผมอยู่เหมือนกัน

ท๊อป: ส่วนผมจะฟัง metal เยอะ เมโลดี้ของดีโน่เขาจะมีเซนส์ของความเป็นป๊อป แต่ของผมจะมีความเป็นเมทัล ซึ่งไม่ใช่ว่าโหดหรือรุนแรงอะไร เพลงเมทัลมันก็มีเมโลดี้ในแบบของมันเอง แล้วก็พวกสาย grunge แบบ Alice in Chain ซึ่งเมโลดี้มันแปลกดีและมันเป็นคาแร็กเตอร์ที่มีอิทธิพลกับตัวเรา

แวน: ชอบฟัง emo เพราะช่วงสมัยเด็กที่เราเริ่มหัดเล่นดนตรีอีโมกำลังเป็นกระแสอยู่พอดี ส่วนวงที่ชอบ เราชอบฟัง Glassjaw มาก ชอบสุดๆ Thursday กับ Finch พวกวงอีโมดั้งเดิม (ช่วงต้นยุค 2000s) หรืออย่าง Fall of Troy ก็ฟัง

ท็อป: พวกเราก็ฟังแบบผ่าน ๆ เนื่องจากมันเป็นเพลงยุคที่พวกเรากำลังโต

ชิน: Red Hot Chili Peppers, Limp Bizkit แล้วก็พวก EDM อะไรประมาณนี้ซาวด์มันก็จะง่าย คือมันจะบิ๊ว พอถึงท่อนฮุคมันก็จะ ตึ๊ด ๆ ติ๊ดๆ ตู๊ดๆ @#[email protected]%@#$#!! (ทุกคนหัวเราะ) แล้วช่วงหลัง ๆ ก็จะอินกับเพลง hip hop มาก ๆ

ดีโน่: แต่สุดท้าย แม้พวกเราจะมาจาก background แบบไหน หรือชอบฟังเพลงอะไร แต่พอมาถึงเวลาที่เราต้องแต่งเพลงจริง ๆ แล้วมันมาจากตรงนี้ (ชี้นิ้วไปที่อกซ้ายของตัวเอง) พวกเรารู้เอง อันนี้โอเค อันนี้ดี อันนี้ใช่ แต่มันก็อธิบายอยากว่ามันดีเพราะว่าอะไร

ชิน: ดีของเราเหมือนแบบพวกเราสี่คนอนุมัติปะพี่ (ทุกคนพยักหน้า)

ท็อป: เพราะเพลงในอุดมคติของวงเรามันไม่ใช่ว่าอยากดึงอันนี้จากวงนี้หรือแนวนี้ แต่มันมาจากไหนก็ไม่รู้ พยายามจะไม่คิดว่าเสียงนี้ควรจะเป็นยังไงหรือต้องเหมือนวงไหน ถ้าเรามีไอเดียที่เราชอบและคิดว่ามันดี คือจบ

แวน: ซึ่งจริง ๆ แล้วนี่คือความสนุกที่พวกเราได้เล่นในวงนี้ อย่างที่บอก ในเมื่อมัน reference ไม่ได้ เราก็เลยต้องพร้อมที่จะเจอกับทุกอย่าง

ใน Bandcamp ของวงเขียนว่าได้รับอิทธิพลมาจาก D.C. hardcore + stoner metal + post rock and etc. แต่ไม่เห็นมีใครบอกว่าชอบวงฝั่ง D.C. hardcore สักคน อยากทราบว่า ความเป็น D.C. hardcore มีอิทธิพลกับ Degaruda ยังไง

ดีโน่: จริง ๆ แล้วตอนที่ผมเริ่มเล่นดนตรีผมจะฟังจากทางฝั่ง D.C. hardcore (ดนตรีฮาร์ดคอร์ที่มาจากแถบวอชิงตันดีซี สหรัฐอเมริกาเยอะ ที่นั่นเป็นต้นกำเนิดของดนตรีอีโมด้วย (แวน: วงอย่างพวก Fugazi, At the Drive-in) ซึ่งมันก็มีความเชื่อมโยงกัน เมโลดี้จะเพี้ยน ๆ หน่อย คอร์ดกีตาร์ไม่เป็นไปตามสูตร แต่มันสามารถเอามารวมกันแล้วทำให้เพลงเพราะในแบบแปลก ๆ ของมันได้ รวมทั้ง pattern ที่ไม่ได้มีแค่ verse-chrous-verse-chorus

vans2

ที่ถามตรงนี้เพราะตอนที่เราอธิบายซาวด์ของ Degaruda ให้กับคนที่ยังไม่เคยฟัง ก็จะบอกว่าเป็นวงที่เล่นออกไปทางอีโมยุคแรกแบบ Fugazi แต่คนอื่นที่ฟัง Degaruda เหมือนกันเขาจะอธิบายต่างออกไป อย่างบางคนบอกว่าออกไปทางวง Smashing Pumpkins ก็มี

ดีโน่: นี่คือสิ่งหนึ่งที่ผมภูมิใจนะ พอทุกคนฟัง Degaruda แล้วจะได้ยินและตีความซาวด์หรือแนวเพลงของวงไม่เหมือนกัน โดยชึ้นอยู่กับว่า background การฟังเพลงของคน ๆ นั้นมาจากอะไร แล้วมันก็กลับกลายเป็นว่าดนตรีของพวกเราสามารถ relate กับคนได้หลายกลุ่ม

แวน: เหมือนทุกคนจะได้ยินในสิ่งที่ตัวเองอยากได้ยิน ด้วยความที่เราใส่กันมั่ว คือใส่กันตามใจ มันก็ทำให้คนฟังรู้สึกว่าซาวด์มันเหมือนแบบนั้นเลย ซึ่งที่เขาพูดมามันก็อาจจะจริง แต่เราไม่ได้ทำเพลงตามสูตร อย่างเช่น ถ้าเราบอกว่าพวกเราเป็นวงเมทัล เราต้องทำอย่างงี้นะ แต่วงเรามันดีตรงที่ไม่ฟิกซ์อะไรขนาดนั้น

ดีโน่: We just do what sounds cool.

ก่อนจะมาเป็น Degaruda ทุกคนผ่านวงดนตรีมากี่วง

ดีโน่: 5

ท็อป: ผมประมาณ 12 วง

แวน: ของผมก็น่าจะ 4 วง มี Ghost Story, aire, From the Makers of Casablanca, Degaruda

ชิน: ของผมมี 4 วง มี Low Fat, Poorfolk, Degaruda และก็วงผมเอง (แวน: เคนดริก ละเมอ หรอ ฮ่า ๆ)

แต่ละวงมีอิทธิพลอะไรต่อ Degaruda ไหม

แวน: มันมีอยู่แล้ว มันเป็นประสบการณ์ สำหรับตัวเรา ความที่เราเล่นตำแหน่งในแต่ละวงไม่เหมือนกันด้วยก็ให้มุมมองที่ไม่เหมือนกัน อย่างตอนทำ Ghost Story เราเป็นนักร้อง เราก็จะ aware มากว่ามือกลองไม่ควรตีอย่างนั้น ควรตีอย่างนี้เพื่อที่มันจะได้ไม่กลบนักร้อง พอมา aire เราเล่นเบส มือกลองตีแบบนี้แล้วมือเบสควรจะทำอะไร ความสัมพันธ์ระหว่างกลองกับเบสมันเป็นยังไง

ท็อป: แต่บางครั้งมันก็ผสมกัน ตอนนี้เราเล่นกีตาร์แต่เราจะเล่นเหมือนเล่นกลอง เนื่องจากเราเล่นกลองมาก่อน เราเลยชอบเล่นกีตาร์แบบ aggrassive หน่อย มีจังหวะเหมือนเหวี่ยง ๆ หวด ๆ

ดีโน่: ส่วนผมเล่นกีตาร์กับร้องอย่างเดียวไม่เคยเปลี่ยนเลย

chin2

แล้วการที่ต้องยุบวงแต่ละทีรู้สึกยังไง มันเหมือนหรือแตกต่างจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจาก Degaruda ไหม

ดีโน่ข้อดีของวงอื่น (ที่ผ่านมามันดีตรงที่ว่าเราได้ร่วมงานกับคนอื่น สำหรับผม Degaruda เป็นวงแรกที่เรารู้สึกว่ามันมาจากใจ ในที่นี่มันไม่ได้หมายความว่ายินดีหรือไม่ยินดีจะเล่น แต่ทุกเพลงมันเป็นกูอะ เป็นเพลงที่เรา comfortable 100% ที่เรารู้สึกอย่างเล่นให้เต็มที่ในทุกครั้ง

แวน: มันก็เกี่ยวกับการที่เราเล่นมาหลายวง เหมือนเราจะต้องโตพอจนสามารถบอกได้ว่าเนี่ยแหละคือวงที่เราอยากทำ พอเราผ่านไปสัก 4-5 วงเราจะรู้ว่า โอเค แบบนั้นกูจะไม่ทำ กูจะไม่เล่นกับคนแบบนี้ หรือกูจะไม่เป็นคนแบบนี้ในวง ถ้าพวกเราสี่คนจะเจอกันเมื่อ 10 ปีที่แล้วมันก็อาจจะออกมาคนละแบบนึกออกไหม เราต้องผ่านหลายวงมาเพื่อที่จะบอกกับตัวเองว่าแบบไหนเวิร์ก อันนี้ไม่เวิร์ก

ดีโน่: แล้วสิ่งที่ Degaruda มีและวงอื่นที่ผมเคยเล่นไม่มีก็คือดราม่า ไม่มี bullshit อะไรเลย เพราะเหมือนทุกคนเขาผ่านมาแล้วไง พอมาถึงตอนนี้แล้ว I just fucking hate bullshit. We’re just wanna play fucking music. เป็นสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดละ 

ท็อป: ถ้าเราจะเถียงอะไรกันมันก็จะเป็นเรื่องดนตรีอย่างเดียวเลย

ชิน: เย่! (ทุกคนหัวเราะ)

ดีโน่: แล้วอีกอย่างนึงที่ดีของวงนี้คือ ชินเป็นคนที่โคตรเอ็นเตอร์เทนเลย

Degaruda มีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกวงเพียงแค่ครั้งเดียวใช่ไหม อยากให้พูดถึง ฟิล อดีตสมาชิกนิดนึง

(ทุกคนหยุดคิดครู่นึง)

ดีโน่: พี่ฟิลเขาช่วยพวกเราจนเรามาถึงในระดับนึง แต่ว่าพอจนถึงระดับนั้นแล้ว เหมือนเราก็ต้องไปคนละทาง

แวน: คือฟิลเองก็มีอะไรที่เขาอยากทำ แล้วตอนหลังมันชัดขึ้นว่าไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งมันก็ไม่ได้มีดราม่าอะไร เราก็แค่มี priority ที่ไม่เหมือนกัน เขาอยากจะโฟกัสบางอย่าง และเราก็อยากจะโฟกัสอีกอย่าง

แล้วชินมาเล่นเบสให้ Degaruda ได้ยังไง

ท็อป: ผมกับชินเคยเล่นด้วยกันตอนอยู่ Low Fat แล้วผมก็เห็นว่าชินเป็นคนมีความสามารถ มี energy ดี แล้วทุกคนใน Degaruda มี energy อยู่แล้วก็เลยเข้ากันได้ดี attitude เขาเหมาะด้วย เพราะเขาไม่ค่อยสนใจใครเท่าไหร่ เป็นตัวของตัวเองดี

แวน: มันเริ่มจากมีช่วงแรกที่ฟิลเขาไปเมืองนอกแล้วพวกอยากเล่น เราเลยบอกให้ท็อปชวนชินมาหน่อยเพราะก็สบาย ๆ รู้จักกัน แล้วมันก็เวิร์กนะ แล้วพอเราเริ่มคิดว่าฟิลกับพวกเราอาจจะไปกันต่อไม่ได้ จะเอาใครมาเล่นดี ก็ต้องชินนี่แหละ

degaruda4

Life on the Roads

ความแตกต่างระหว่างคนดูใน กรุงเทพ ฯ ต่างจังหวัด และต่างประเทศ (มาเลเซีย)

ท็อป: ส่วนมากตอนนี้ที่กรุงเทพ จากแฟนเพลงก็กลายเป็นเพื่อนกันแล้วเพราะเจอกันบ่อยมาก ซึ่งมันก็ทำให้เรามีความสุขระดับนึง แต่พอเราไปทัวร์อีสาน คนดูจะเป็นคนละอารมณ์ คือเป็นคนที่เราไม่รู้จักแต่เขาติดตามงานตลอด ก็จะเป็น satisfaction อีกแบบนึง

แวน: ต่างจังหวัดนี่ก็จะยิ่งฟีลลิ่งเข้าไปใหญ่ อย่างที่ไปทัวร์อีสานนี่ เขาก็จะเน้นแบบ โห วงพี่มัน แบบไม่แตกความอะไรไปมากกว่านี้ ถ้าไม่มันส์ก็ไม่พูดอะไรเลย

ชิน: เป็นอะไรที่บริสุทธิ์มาก

ท็อป: แล้วก็มีแบบ ขอบคุณที่มา อะไรแบบนี้ พอมาถึงต่างประเทศ…. (ทุกคนหันไปมองหน้ากัน)

ดีโน่: เนื่องจากว่าในมาเลเซียเขามีทางเลือกเยอะ พอพวกเราไปเล่นแล้วมันก็ได้แฟนเพลงหน้าใหม่ ๆ แต่คนดูก็จะไม่รู้สึกแบบว่า “Oh! it’s a new thing.” เพราะพวกเขาเคยเจอมาแล้ว ในมาเลเซียโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน KL เนี่ย วงดี ๆ ไปทัวร์โคตรเยอะ ทำให้เขาได้เสพเพลงและได้ดูวงดี ๆ อยู่แล้ว

ท็อป: แต่มันไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบเรานะ แค่การฟังเพลงของพวกเขามันแตกต่างจากบ้านเรา อย่างเล่นที่กรุงเทพ ฯ เนี่ย ด้วยความที่เราอยู่กรุงเทพ ฯ ทำให้เขาน่าจะรู้สึกว่าเราเป็นคนของเขา คือมองเป็นเพื่อน เป็นครอบครัว เขาก็เลยจะไม่พูดว่า เฮ้ย จังหวะตรงมากเลยนะ อะไรแบบนี้ ก็จะบอกแค่ ขอบคุณมากเลยนะ สนุก แค่นั้นเอง

แวน: คนมาเลย์ที่เราไปเจอส่วนมากนะ ถ้าเขาชอบเขาจะเข้ามาบอกว่า “เนี่ย วงคุณเจ๋งมาเลย คุณเล่นเหมือนวงนั้น วงนี้ เขาจะวิเคราะห์ให้ฟัง แต่ถ้าที่ไทย ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งที่อยู่ไทยหรือคนไทยด้วยกันก็ตาม เขาจะบอก “โหพี่ โคตรมันอะ” หรือ “โหพี่ ผมกระโดดมันโคตร ๆ โยกหัว” เขาไม่ค่อยขยายความอะไรมาก

ดีโน่: มันจะมีสองอย่างคือพวกพี่แม่งโคตรมันกับกูเมาโคตร” (หัวเราะทั้งโต๊ะ)

โชว์ที่ประทับใจมากที่สุดตั้งแต่ทำวงกันมา

ดีโน่: Noise Market ทั้งฝนตก (แวน: เลทด้วย) พวกเราไม่คิดว่าจะมีคนมาดูด้วย แต่พอพวกเรากำลังจะเล่น…

ท็อป: ท้องฟ้าเปิด ฝนหยุด แล้วก็มีคนเข้ามานั่ง เราก็งงแบบ อะไรวะ มาจากไหน

ดีโน่: คือเราไม่ได้คิดเลยว่าวันนั้นมันจะเป็นอย่างนั้น สุดยอด สามารถไปหาวีดีโอดูใน YouTube ได้ เหนื่อยมาก แวนทำหน้าแบบ What the fuck?!! Where the hell are these people come from?

เป็นโชว์แรกที่ได้เล่นต่อหน้าคนที่ไม่ได้อยู่ในซีนปกติที่วงอยู่

Degaruda: ใช่ๆๆ

แวน: ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่ดี เพราะเราคิดว่าคนที่ชอบเราอาจจะเป็นเฉพาะกลุ่มนี้ แล้วไม่น่าจะแตกออกไปจากนี้ได้แล้ว แต่พอไปเล่นที่อื่นแล้วมันโอเค เราก็แฮปปี้

ดีโน่: แต่หลังจากงานนั้นแล้ว เรารู้สึกว่า เฮ้ยจริง ๆ แล้วเพลงพวกเรามันมีอะไรสำหรับทุกคน แล้ววันนั้นทุกคนก็ยิ้ม เฮฮากัน มันไม่ได้แบบว่า โมโห แล้วก็มาเต้น slam dance อะไรแบบนั้น (ท็อป: อารมณ์เหมือนปาร์ตี้ที่จัดที่บ้านใครก็ไม่รู้) ซึ่งอันนั้นมันเป็นความรู้สึกที่ดี

พูดถึงโชว์หรือประสบการณ์ที่แย่ที่สุดกันบ้าง

ดีโน่: อย่างตอนไปเชียงราย จริง ๆ มันก็มีอะไรอย่างนั้นนะ (บรรยากาศสนุก ๆ แบบงาน Noise Market) ก่อนจะมีบรรยากาศแบบนั้น มันก็มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นก่อน

ท็อป: เราก็ไม่อยากพูดถึงด้วย

แวน: ซึ่งจริง ๆ เราก็ต้องยอมรับด้วยว่ามันก็เป็นความผิดของเราในระดับ… (ดีโน่, ท็อป, ชิน: ใช่ ๆ นิดนึง) บางทีพวกเราก็ทำอะไรที่มันไม่ควรจะทำ (ดีโน่: อย่าไปพูดถึงมันดีกว่า) แล้วอย่าง

ดีโน่: เออ แล้วก็มีอีกอัน the worst one หัวหิน

แวน: No, That was weird. That was the weirdest one.

ดีโน่: I had fun though.

ท็อป: Yeah, because you were drunk.

แวน: อย่างโชว์นั้น ส่วนที่ดีคือ คนเป็นเจ้าของร้านและคนที่ชวนเรามาเล่น เขาเต็มที่มาก แบบเนี่ย มาเล่นเลย ผมอยากให้คุณเล่น ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่แปลกที่เกิดขึ้นวงเราบ่อย คือมีคนที่มาบอกว่าเนี่ยเราชอบวงคุณ เราอยากให้คุณมาเล่น แต่บริบทในการเล่นเนี่ยมันไม่ได้เลย คือหัวหินเนี่ยเราไปเล่นตรงที่แทบจะข้างถนน ในที่ ๆ เราไม่ควรจะทำเสียงดัง เลย (เน้นเสียง) และในถิ่นที่ไม่มีใครอยากดูเพลงอย่างนี้เลย แต่เจ้าของเขาใจดีมาก อันนี้ต้องยอมรับ เพราะเขาบอก เนี่ย ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องห่วงอะไรเลย ถ้าตำรวจมาเขาก็บอกเดี๋ยวจะไปคุยให้ นู่นนี่นั่น เขาพร้อมที่จะจ่ายตังค์ให้พวกเรารอดออกมาให้เราเล่นต่อ แต่เราก็แบบ เพื่ออะไรครับ 

ดีโน่: พวกเราก็แบบว่า We can stop right now if you want.

แวน: ถ้าตำรวจมาก็ไม่เป็นไร เราก็หยุดได้ คืองานมันก็ไม่มีใครดูเราด้วย

ท็อป: มีนักท่องเที่ยวชาวจีนดูแค่สองคน

ชิน: แล้วงานที่พี่ปากเบี้ยวล่ะ?

แวน: อ๋อ อันนั้นวันไหล งานที่พัทยา คือโชว์วันนั้นมันก็ไม่เป็นไร นอกจากเกือบตาย เพราะมันร้อนมาก

ท็อป: สนุกด้วยนะ ร้องเท้าละลายอะ อันนี้ไม่ได้พูดเล่นนะ แล้วก็ปากเบี้ยว

แวน: แต่เอาจริง ๆ ทุกวงมันก็มีโชว์แปลก เหวอ ๆ แต่ส่วนมากมักจะจำแต่โชว์ที่ดี เพราะมันก็จะลบเรื่องแย่ ๆ ที่ผ่านมาออกไปหมดด้วยใช่ไหมล่ะ งั้นขอบคุณร้านที่หัวหินไว้ ที่นี่ด้วยครับ ที่ดูแลเป็นอย่างดี

ท็อป: ขอบคุณครับ Shout out to Retro Bar!

แล้วอย่างการได้ไปเล่นงานใหญ่ ๆ อย่าง Cat Expo เนี่ย feedback เป็นยังไง

ชิน: ดีมาก

แวน: เขาก็ดูแลดี

ดีโน่: Cat Radio เขาดีกับเราตลอดเลย ชวนเราไปเล่นตลอดช่วงสองปีหลัง แต่วงเรามีข้อเสียอย่างนึง คือพวกเรา pr กันไม่ค่อยดี เวลาจะส่งเพลงไปให้ Cat เปิดก็แบบส่ง email เป็น mp3 ไป ไม่มี press kit ไม่มีอะไร mv ก็ไม่ค่อยมี

Inside Questions

พูดถึง Harmony, CA มิวสิกวิดิโอตัวเดียวของวงหน่อย

ท็อป: ผมมีเพื่อนที่เป็นผู้กำกับ ผมถามเขาว่าสนใจทำ mv ให้พวกเราไหม ไม่ได้ทำมาเพื่อโปรโมตนะเพราะส่วนตัวไม่ค่อยชอบ คือตอนนั้นเราอยากจะทำอะไรที่เป็น visual ที่ช่วยซัพพอร์ตเพลง เขาบอกว่าเขาเคยไปถ่ายสารคดีที่อีสานมาแล้วมี footage อยู่ส่วนนึง  ไม่ได้ถ่ายมาเพื่อให้ทำมิวสิกวีดีโอ ซึ่งเราก็ว่ามันน่ารัก น่าจะเป็นอะไรที่แปลก เพราะเพลงเราก็มีความซีเรียสระดับนึง เป็นไอเดียที่น่าสนใจ เราก็เลยตัดต่อดูกับเพื่อนผู้กำกับ ซึ่งมันก็เวิร์กเหมือนกัน

ช่วยพูดถึงแฟนเพลงของ Degaruda หน่อย เป็นยังไงบ้าง

ท็อป: They’re the fucking best. (ดีโน่: They’re the best people.)

โดยส่วนมากแฟนเพลงเป็นคนประเภทไหน

ท็อป: หลากลาย

แวน: ขี้เมา ๆ (หัวเราะกันทั้งโต๊ะ)

ท็อป: มันมีครั้งนึงที่เราเล่นที่ Rockademy เป็นโรงเรียนสอนดนตรีที่มีแต่เด็กแล้วก็พวกคุณแม่ที่ชอบเราอะ ผมแปลกใจมากเลยเพราะเขาซื้อซีดี ซื้อเสื้อ น่ารักมาก แล้วมีพวกขี้เมาด้วย ฮ่า ๆ I’m not gonna say it. No drunk people there. (หัวเราะ)

แวน: คือเหมือนว่าที่จะชอบ Degaruda จะต้องเป็นคนที่ยินดีที่จะร่วมสนุก คนที่ appreciate ความสนุกของชีวิต ไม่ค่อยคิดอะไรมาก เพราะจริง ๆ เพลงเราก็ไม่ค่อยคิดอะไรมากด้วย คนจะไม่มาแบบ เพลงคุณก็ดีนะ แต่มันขาดนู่นนี่นั่นอะไรแบบนี้ ส่วนมากคนที่ชอบ Degaruda ก็จะแค่แฮปปี้และอยากดูวงที่เล่นเต็มที่

ซึ่งผมเห็นด้วย เวลาจะชวนเพื่อนที่ไม่รู้จัก Degaruda ผมจะบอกว่า มึงมาเลย ไม่ต้องรู้จักเพลงก็ได้ ยังไงสุดท้ายมึงก็เต้นอยู่ดี

แวน: อันนั้นคือสิ่งพวกเราทุกคนพยามจะทำอยู่แล้ว เพราะคนที่จะชอบส่วนมากเขาจะเป็นคนที่มันไม่ได้บอกว่าผมชอบแต่เพลงแนวนั้น แนวนี้ไม่ชอบ โดยทั่วไปคืออะไรก็ได้ขอให้สนุกไว้ก่อน

ท็อป: แต่เราก็ซีเรียสกับการทำเพลงนะ โดยผิวเผินมันฟังสดแล้วมันก็สนุก แต่เวลาคนอยากฟังแบบละเอียด ๆ มันก็มี detail อีกหลายอย่างที่ฟังลงลึกได้

khonkaen

อยากให้พูดถึงวงที่จะมาร่วมงาน The Farewell Show ทำไมถึงได้เยอะขนาดนี้

ชิน: คือจริง ๆ งานนี้เราวางไว้จริง ๆ ว่าจะมีเล่นแค่สองวงก็คือ Brandnew Sunset เล่นเปิด แล้วก็จะเป็นโชว์ของ Degaruda แล้วพอวงอื่นได้ข่าวอย่าง ฮอน จาก Hope the Flowers ก็แบบ เฮ้ยขอเล่นด้วยดิ หลังจากก็มีวงนู้นวงนี้ที่เป็นเพื่อน ๆ เราที่ทราบข่าวอีกก็อยากจะขอเล่น พอมีวงมาขอเล่นด้วยเยอะ ๆ เข้า เราก็เลยคิดว่า หรือว่าพวกเราควรจะจัดเป็นเฟสติวัลไปเลยดีวะ สุดท้ายพวกเราก็เลย โอเค มาให้หมดเลยงั้น (หัวเราะ)

ดีโน่: คำตอบง่าย ๆ ของคำถามนี้ก็คือ ทุกวงที่เราชวนมาเล่นในงานนี้คือวงที่ช่วยเราหรือเป็นแรงบันดาลใจให้เรา หรือว่าเราเคยได้ดูแล้วโคตรประทับใจ และประทับใจตลอด ปีที่พวกทำวงกันมา

ท็อป: มากกว่านั้นคือ ตอนนี้ทุกคนก็คือเพื่อนของเรา

วันนี้พวกเราอยู่กันที่ 630 Recording Studio ตอนนี้กำลังบันทึกเสียงอะไรกันอยู่

ท็อป: EP

ดีโน่: จะเป็นเป็นดิจิทัลอย่างเดียว เพราะไม่มีเวลาผลิตแผ่นแล้ว

เพลงใหม่จะมีความแตกต่างจากอัลบัมก่อน ๆ ไหม

ท็อป: Nope (ตอบด้วยความมั่นใจ ทุกคนหัวเราะ)

ดีโน่: เป็นเหมือนส่วนขยายต่อจากอัลบัมที่แล้ว แต่เพลงน่าจะดูเพี้ยน ๆ กว่าหน่อย

เนื้อหาเพลงจะพูดถึงอะไร

ท็อป: เฮ้ย ไม่ได้เขียนเนื้อ (เฮ้ย!)

ดีโน่: ยังไม่ได้เขียนเลยเพราะอัดร้องกันพรุ่งนี้

งั้นไหน ๆ ก็พูดถึงเนื้อเพลงแล้ว เพลงของ Degaruda โดยทั่วไปพูดถึงอะไร

ท็อป: จริง ๆ มันต้องแยกเป็นอัลบัม อย่างอัลบั้มแรกมันเกียวกับความตาย เพราะเรามองว่าชีวิตเรามันไม่ได้น่าสนใจมากนัก เราเลยต้องดึงเรื่องราวมาจาก mythology กับเรื่องเล่าเกี่ยวกับสงครามอะไรแบบนี้ แต่พอมาอัลบัมที่สอง Monstrous Victorious เนื้อหาจะมีความส่วนมากกว่าเพราะมันพูดเรื่องความเปลี่ยนแปลง ซึ่งมัน relate กับอะไรก็ได้

งั้นอย่างเพลง Harmony, CA ตั้งใจอุทิศให้ร้าน Harmonica (สถานที่แสดงดนตรีที่ปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว) รึเปล่า

ท็อป: ใช่ เราตั้งชื่อเพลงว่า Harmony, CA (อ่านว่า ฮา โม นิ ก้า) เพราะเราเคยไปเล่นที่นี่บ่อยมาก แต่เนื้อหาเพลงจริง ๆ แล้วเกี่ยวพวกเราเองที่ได้ค้นพบการทำเพลงที่ทำให้เราเห็นว่ามันบางสิ่งที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมาในโลกนี้

ชิน: แต่ว่าเพลงใหม่เนี่ยมันมีกลิ่นความเป็น old school มากขึ้นแล้วก็น่าจะเข้าถึงคนง่ายขึ้น

แวน: คอนเซปต์ตอนแรกของ EP นี้คือตอนนั้นยังไม่ได้คิดว่าจะยุบวง พวกเราวางแผนว่าเรามาทำเพลงเพื่อที่จะได้ถ่ายเอาวัตถุดิบพวกนี้ไปทิ้ง คงเป็นเหมือนกันทุกวงนะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา การเดินทางระหว่างอัลบัมนึงไปอีกอัลบัมนึง เขาแต่งเพลงไว้หลายเพลงที่มันอาจจะไม่เวิร์กและสุดท้ายก็ต้องทิ้ง หรือยังไม่อยากเอาเข้าอัลบั้ม (FJZ: แต่งเพลงที่ไม่ใช่ เพื่อจะให้มีเพลงที่ใช่ออกตามมา) ใช่ คือเหมือนเราต้องคายอะไรสักอย่างออกมาจากตัวก่อน 3 เพลงนี้ก็คือสามเพลงแรกที่เราคายมันออกมา ซึ่งมันก็จะเป็น Degaruda ที่เพียวหน่อย เพราะเราไม่ได้คิดว่าเราจะต้องไต่ขึ้นไปอีกระดับนึง คือมันออกมาจากใจสุด ๆ แต่ว่ามันก็มีอะไรใหม่ ๆ เพราะเราไม่ได้พะวงเท่าแต่ก่อน คือเราไม่รู้ว่าคนในวงจะจำได้รึเปล่าที่เราพูดไว้ ตอนเราทำชาจีนอ่ะ แก้วแรกคือมันต้องเททิ้ง เพราะมันจะไม่อร่อย คือเป็นคอนเซปต์ของชา แก้วต่อไปมันจะเป็นส่วนเนื้อ ส่วนที่อร่อย ซึ่ง EP นี้มันจะเป็นแก้วแรก

Famous Last Words

โชว์วันเสาร์นี้จะเป็นโชว์สุดท้ายแล้ว เสียดายอะไรไหม

Degaruda: ไม่

หลังจากยุบวงแล้วทุกคนวางแผนอนาคตไว้อย่างไรบ้าง

ดีโน่: สำหรับผมนะ สิ่งแรกเลยคือ พักจากการทำดนตรี เนื่องจากทำ Degaruda มาผมไม่เคยได้มีเวลาฟังดนตรีจริง ๆ เลย เพราะพวกเราซ้อมกันทุกอาทิตย์ แล้วการซ้อมมันก็เหนื่อย เหมือนการออกกำลังกาย แล้วก็คงได้เห็นพวกเราไปดูงานดนตรีมากขึ้น

ท็อป: ก็เหมือนพักแล้วชาร์จพลังใหม่ แต่คงไม่ได้ทำในฐานะ Degaruda สำหรับผมนะ พวกผมมีเงินเก็บกันในวง ผมก็จะใช้ให้หมดเลย ไม่เหลืออะไรไว้ แบบเอาให้จบเลย จบแบบเท่ ๆ

แล้วอย่างท๊อปที่จะย้ายไปอยู่อังกฤษเร็ว ๆ นี้แล้ว คิดว่าพอไปอยู่ที่นู่นยังจะทำดนตรีอยู่รึเปล่า

ท็อป: ก็คิดว่าคงต้องมี เพราะอย่างผมก็ไม่ได้เด็กแล้ว เล่นมาจนอายุขนาดนี้แล้ว มันก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องทิ้ง

แล้วแวนกับชินล่ะ

แวน: ก็คงพอแล้ว อันนี้คือพูดไม่ได้ว่าจะเล่นดนตรีต่อหรือเปล่า เพราะเรายังไม่มีแผนอะไรเลย ไม่ได้คุยกับใครว่าจะทำอะไรต่อ ส่วนนึงก็เหมือนดีโน่ก็คืออยากพัก เหนื่อย เหมือนไม่เคยหยุด ไม่เคยพัก เริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่อายุ 16 แล้วก้เล่นมาตลอด จนตอนนี้ 32 แล้ว

ชิน: คงเริ่มเขียนเพลงของตัวเอง และมีเนื้อเพลงที่พูดถึงอะไรที่ผมอยากจะบอก น่าจะเปลี่ยนไปร้องในแนวตนตรีที่เราอยากลองทำอย่าง

dergaruda2

อยากให้ฝากอะไรถึงวงดนตรีหน้าใหม่ ๆ หรือวงดนตรีที่ยัง active อยู่ในซีนดนตรีอิสระของบ้านเรา

ดีโน่: Don’t drink too much.

ท็อป: ทำต่อเนื่อง อย่าห่วงว่าจะดังไม่ดัง ทำสิ่งที่เราชอบ

ชิน: ผมว่าการทำเพลงมันก็เหมือนกับการทำหนัง สมมติว่าถ้าเราทำหนัง เราจะทำหนังซ้ำ ๆ เหมือนที่คนไทยส่วนใหญ่ทำตอนนี้หรือเปล่า หรือเราจะดูอย่างผู้กำกับต่างประเทศที่บางคนเลือกทำหนังอินดี้แต่เสือกดัง เริ่มคิดอะไรที่เป็นของตัวเองบ้าง อย่างที่เราเริ่มทำเพลงร็อกอาจจะไม่ใช่เพราะเราอยากร็อกก็ได้ อาจจะทำเพลงร็อกเพราะ เออเพลงนุ่มมันเยอะแล้ว กูขอทำเพลงแรง ๆ บ้างแล้วกัน ก็ขอฝากไว้เท่านี้ครับ

แวน: ถ้าอยากจะเล่นดนตรีหรืออยากเป็นนักดนตรีเนี่ย ให้อยาก 100% จริง ๆ เพราะว่าเราเล่นดนตรีมานานแล้ว มีวงดี ๆ เยอะมากในไทย ขอย้ำว่าในไทย คนชอบพูดว่าเนี่ยเพลงไทยมันไม่ค่อยดีนู่นนี่นั่น ซึ่งจริง ๆ แล้วเราเห็นว่าประเทศเรามีวงดนตรีดีอยู่เยอะ แต่มันไม่ได้ไปไหน เพราะเราจะมักเจอคนที่มีพรสวรรค์ แต่เขาชอบคิดว่า อ่อ พอดีผมยังอยากจะทำงาน ยังเรียนไม่จบ นู่นนี่นั่น เราอยากให้ลองสังเกตวงอื่น ๆ ในหลาย ๆ ประเทศที่วงดนตรีของพวกเขาไปได้ไกลมาก ๆ พอลองไปถามเขาว่าเนี่ย เล่นดนตรีแล้วยังไปเรียน ไปทำงานอะไรไหม ทุกคนจะบอกไม่ พอผมตัดสินใจเล่นดนตรี ผมก็ลาออกจากโรงเรียน ซื้อรถมาคันนึง แล้วผมก็ไปเลย ซึ่งผมคิดว่าคนไทยก็ทำได้ แต่น้อยคนมากที่ทำ ซึ่งผมยังคิดว่าถ้าทำมันก็น่าจะเวิร์ก คนพูดนี่ยังเด็กอยู่นะ 20-22 อะไรแบบนี้ จบมหาลัยแล้ว คือถ้ามันมี 100 วงที่เฟล อย่างน้อยมันจะต้องมีสักหนึ่งวงอะที่มันได้ไปไกลเหี้ย ๆ ทุกวันนี้เสียดายมาก เพราะเราเจอนักดนตรีเยอะมากในบ้านเราที่เก่งและมีดีทุกอย่างเลย แต่แบบพี่ แม่ผมเขาไม่อยากให้ผมเล่นดนตรีแบบเต็มเวลาอย่าไปคิดเว่ย ถ้ามึงจะพูดนะว่ามึงอยากเป็นนักดนตรี มึงต้องลุยเลย ทุกวันนี้คนที่มีพรสวรรค์จริง ๆ และเก่ง ๆ เยอะมากที่เลิกเพราะคิดว่ามันจะไม่เวิร์ก ซึ่งจริง ๆ ถ้ามึงชอบอะไร รักอะไร มึงทำไปเลย เพราะเมืองไทยต้องการคนอย่างนี้ มันอาจจะไม่ได้เวิร์กในเวลาที่เราต้องการ แต่ในที่สุดมันก็จะเวิร์ก ที่มันจะไม่เวิร์กเพราะว่ามึงใส่ไปแค่ 20-80% กั๊กตัวเองไว้นิดนึงมันไม่ได้ มันต้องลุยเว้ย

ท็อป: ซึ่งมันก็ relate กับเราด้วย ก็เป็นคนนึงที่ตัดสินใจสายไปในชีวิตว่าเราจะทำแบบนี้ เราจะเต็มที่กับมัน เพราะคนก็มีงานแล้วก็ไม่ใช่เด็ก ๆ กันแล้ว

แวน: ใช่ ๆ เพราะมันจะถึงจุด ๆ นึง ยกตัวอย่างวงเราเองอย่างเงี่ย บางคนก็มีลูก บางคนก็แต่งงาน ซึ่งนั่นคือชีวิตจริง มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แล้วเราก็ไม่ได้จะไปว่าอะไรใคร คือพอคนเราโตแล้วมันก็ถึงจุดอิ่มตัว เพราะฉะนั้นก่อนที่มึงจะโต มึงต้องลุยเลย เพราะชีวิตคนเรามันจะถึงจุดนึงที่ชีวิตมันจะเป็นฝ่ายบังคับให้เราทำไม่ได้ แต่ช่วงที่มันยังไม่บังคับ มึงอย่าไปบังคับตัวเอง อย่ารอ ลุยเลย

สุดท้ายแล้ว นี่คงจะเป็นบทสัมภาษณ์แรกและสุดท้ายของ Fungjaizine กับ Degaruda เชิญชวนผู้อ่านและแฟนเพลงมางานคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายนี้หน่อย

ท็อป: ขอบคุณทุกคนมากเลย เราจบแล้ว มาด้วย วันเสาร์นี้ ครั้งสุดท้ายแล้ว

lastshow

คอนเสิร์ต Degaruda : The Farewell Show จะจัดขึ้นในวันที่ 13 พฤษภาคม นี้ ที่ Soy Sauce Bar เจริญกรุง 24 พบกับวงดนตรีเดือดที่เราคุ้นเคยกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้ง Hope the Flowers, Wednesday, Pistols99, Low FAT, STARFIS, The GINKZ, Hariguem Zaboy, Count the Thief, Brand New Sunset และแน่นอน โอกาสสุดท้ายแล้วที่จะได้ดู Degaruda ห้ามพลาดเด็ดขาด

Facebook fanpage: https://www.facebook.com/DegarudaMusic/
Bandcamp: https://degaruda.bandcamp.com/

Facebook Comments

Next:


Krit Promjairux

kicking and screaming in Pistols99 อยากใช้ชีวิตเหมือน William Miller ในหนังเรื่อง Almost Famous.