Interview

Luss อีกด้านที่คุณไม่เคยเห็นของ เบน และ ปั้น Jelly Rocket กับแนวดนตรีที่พวกเขารัก

แฟน ๆ Jelly Rocket น่าจะตื่นเต้นกับโปรเจกต์เดี่ยวของสมาชิกที่ทยอยปล่อยออกมาให้ได้ฟังกัน ก่อนหน้านี้เราพูดคุยกับ ภัค Fluffy Pak ก็ได้เวลาของ ปั้น และ เบน ที่ตั้งใจถ่ายทอดตัวตนของพวกเขาที่ไม่ค่อยมีใครรู้ออกมาผ่าน urban sound ในฉบับของ Luss ศิลปินรายล่าสุดจากค่าย Wayfer Records หลังจากมีเพลงแรก Trippin’ เพลงสไตล์น่ารักสดใสแต่มีบีตเท่ ๆ ให้ได้โยกกันมีกระแสตอบรับที่ดีมาก ๆ ล่าสุดไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งปล่อยเพลง Fool ออกมา ซึ่งทั้งสไตล์เพลงและลุคค่อนข้างฉีกจากเพลงแรกไปพอสมควร อะไรคือเหตุผลที่ทำให้แนวทางของวงเปลี่ยนไปขนาดนี้ หาคำตอบได้ที่ย่อหน้าถัดไป

ทำไมถึงใช้ชื่อว่า Luss

เบน: จริง ก็ชอบคำว่า ‘lust’ คืออยากให้ดนตรีฟังแล้วรู้สึกเซ็กซี่ แต่ถ้าใช้ t เลยก็จะลงตัวไปหน่อย เลยใช้เป็น s หน่ึงคือไม่ตรงตัวขนาดนั้น สองคือมันดูสวยกว่า

ปั้น: มีเบื้องหลังด้วยคือรู้สึกว่ามันคือความหลงใหลในดนตรีที่มี ก็คือ lust กับดนตรีเนี่ยแหละ (หัวเราะ)

แล้วสองคนมาเจอกันได้ยังไง

เบน: เราเล่นเบสให้ Jelly Rocket

ปั้น: แล้ว first impression คือเรารู้สึกว่าเบนทำได้หลายอย่างมาก ไม่ใช่แค่เล่นเบสอย่างเดียว ทางคอร์ดที่เบนคิดมันซับซ้อนกว่าที่เคยเห็นมา ด้วยความที่เราไม่รู้เรื่องด้นตรี

เบน: ที่เราเล่นได้หลายอย่างเพราะงี้ โดนบังคับเรียนเปียโนตั้งแต่เด็กประมาณ 5 ขวบจน 15 แล้วทุกครั้งที่ไปเรียนคือร้องไห้ตลอด ไม่อยากเรียน แล้วก็ไม่ได้เล่นเปียโนเก่ง แต่สิ่งที่มันได้มาคือเรื่องหู พอได้ยินคอร์ดแล้วจะรู้ว่าเมโลดี้ต่อไปควรจะเป็นแบบนี้ คือมันทำให้แต่งเพลงง่าย แล้วพอโตมาหน่อย เป็นวัยรุ่นก็อยากมีวง ทำเท่ จะเล่นกีตาร์ก็ฝึกเล่นกีตาร์ แต่สุดท้ายในวงไม่มีใครเล่นเบส เราก็เลยเสียสละไปเล่นเบส (FJZ: จุดจบมือเบสส่วนใหญ่) จริง แล้วหลังจากนั้นก็สอบเข้ามหาลัยก็เรียนเบส แล้วก็เล่นเบสเป็นแบ็คอัพมาตลอด 4-5 ปี สุดท้ายพอได้กลับมาโปรดิวซ์เพลงก็ได้ใช้คีย์บอร์ดที่เราเรียนมาสักที เบสก็มีบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะขึ้นจากเปียโนก่อน

ปั้น: เออ ก็เลยเป็นเหตุผลที่คิดว่าน่าจะเข้ากันในการเขียนเพลง ก็ไว้ใจมาก สไตล์ต่าง ก็เข้ากัน หลาย ทีที่ได้ฟังดนตรีก็รู้สึกว่าเบนเจ๋งดี แบบชอบมาบอกว่า เฮ้ยลองฟังเพลงนี้ดิ คอร์ดแม่งล้ำสัส แล้วจะเป็นคน perfect pitch คือจะบอกได้ว่าโน้ตไหนคือโน้ตไหน ตอนนั้นเลย คนคนนี้ซับซ้อน

ตอนที่ปล่อยเพลง Trippin’ ออกมา กระแสตอบรับเป็นยังไงบ้าง

ปั้น: ด้วยความที่เพลงแรกเหมือนเราทำกันเอง แล้วก็ไม่ได้โปรโมตเท่าที่ควร ส่วน feedback ก็ดี มีคนคอมเมนต์ว่าชอบเยอะมาก ยอดวิวก็โอเค แต่เราว่าไปได้มากกว่านั้นอีก ถ้าเรามี connection ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราขาด เลยเป็นเหตุผลที่ลองเข้าค่าย Wayfer Records ดู

เบน: พี่โน่เขาทักมาบอกว่าชอบเพลง ตอนแรกก็ดูนิ่ง อยู่ แบบ เขาทักมาแปลว่าอะไรหรือเปล่าว้า แต่ก็นานนะ จนเราทำเพลงสอง เพลงสามเสร็จแล้ว ลองส่งให้เขาฟังอีกที

ปั้น: ปรากฏว่าเพลงที่สองเนี่ยเขาฟังแล้วเขาชอบ มันมีแนวทางของมันที่จะไปต่อได้อยู่ เพลงนี้จะค่อนข้างโตกว่าเพลงแรกมาก เขาเลยบอกว่าลองเข้ามาคุยกันไหม เพราะเหมือนเขาก็อยากลองหาศิลปินแบบนึงที่ยังไม่มี แล้วเราเองก็ต้องการคนที่มาซัพพอร์ตการโปรโมตด้วย

ก่อนหน้านี้ก็มี Wonderframe กับ D-Gerrard นี่

เบน: มี แต่ของเราไม่เหมือนเขานะ จริง เพลง Trippin’  นี่คือทำนานมาก ประมาณเกือบ ต้นปีที่แล้ว ทำกับพัด Folk 9 ไม่ได้โฟกัสอะไรมากมายเพราะทำอย่างอื่นไปด้วยเยอะมาก แล้วความจริงเราชอบฟังฮิปฮอปอยู่แล้ว r&b ก็ฟัง เลยคิดว่าลองมาทำอะไรที่ฟังง่าย ก่อนดูไหม แล้วถามว่าชอบอันนี้ขนาดนั้นไหม มันก็เป็นความชอบ เวลานั้น

ปั้น: แต่ตอนนี้ก็ยังชอบอยู่นะ เพราะมันเป็นส่วนนึงของความชอบที่แตกออกมาอีกมากมาย แต่ถ้าได้ลองฟังเพลงสองมันจะเป็นตัวเรามากขึ้น แต่ถ้าพูดถึงเพลงแรกที่เราบอกว่าใช้เวลาทำงาน จริง พวกเราก็ยังฟังฮิปฮอปที่ไม่ได้หนักมาก คือมีหลายแบบ แต่ ตอนนั้นแค่รู้สึกว่า ที่บ้านเราอาจจะมีแนวโหดมากอยู่ เราก็อยากจะลองทำแนวเบา บ้างก็ได้ ไม่ได้นั่งนึกถึงเรื่องทาร์เก็ต แค่อยากจะทำออกมาให้คนได้รู้จักในอีกด้านนึง แล้วก็ได้ออกมาเป็นเพลงนั้น

ย้อนกลับไปหลายปีหน่อย ตอน หวาย Kamikaze ออกมาแรก ก็ใช้คำโปรโมตว่าเป็น baby hiphop คิดว่าเพลงแรกของเราเป็นแบบนั้นไหม

เบน: มันก็ไม่เชิงแบบนั้นนะ เพราะเราไม่ได้ใส น่ารัก เต้น จริง ก็ไม่อยากให้เรียกว่าเป็นฮิปฮอปขนาดนั้น อยากให้เรียกเป็น ป๊อป r&b ที่ใส่แร็ปลงไปนิดนึงดีกว่า

ปั้น: สิ่งที่ทำให้เราต่างจากคนอื่น ในค่ายเพราะเพลงเป็นภาษาอังกฤษด้วยแหละ แล้วเขาก็ไม่ได้มองแค่จะให้อยู่แต่ในบ้านเรา เพราะ Luss น่าจะมี potential ที่เราไปต่อได้ เหมือนเราก็โปรดิวซ์งานที่แปลกใหม่ได้ด้วย

เบน: ไม่ใช่แค่เนื้อเพลง ซาวด์ โครงสร้างเพลง คอร์ดอะไรต่าง จะซับซ้อนหน่อย เราก็ตั้งใจทำไม่ให้เป็นแค่ฮิปฮอปมัน เดือด อย่างเดียว ด้วยความที่เราเป็นคนเล่นดนตรี เล่นวงสดมาก่อน ก็ไม่อยากทิ้งสิ่งนั้นไป อยากให้คนดนตรีฟังแล้วรู้สึกว่าดนตรีเราแม่งโหดว่ะ ด้วย

หลังจากที่ผ่านมรสุมดราม่า mv ที่ผ่านมา ตอนนั้นจัดการรับมือกับมันยังไง

เบน: เหมือนตอนแรกที่ปล่อยเราก็ตั้งใจทำ ทำกันเองจริง วันที่ถ่าย mv คือคนทั้งกอง รวมตัวเองด้วยมี 5 คน คอสตูม พร็อพ ต้นไม้อะไรทุกอย่างเราขนกันมาเองหมดเลย ช่วยกันเตรียมกับเพื่อนที่เป็น art director เอาจริงมาก

ปั้น: พูดถึงตอนที่เพิ่งปล่อยไปแล้วมีคนมาคอมเมนต์ในทางนั้นก็รู้สึกใจแป้วนิดหน่อย แต่ไม่กี่วันก็หายเพราะรู้สึกว่ามันเป็นวงจรของสิ่งพวกนี้ ถ้าคนเขาจะคิดยังไงเราก็เปลี่ยนไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร

เบน: โฟกัสคนที่ชอบเพลงเราดีกว่า คนชอบมี คนไม่ชอบก็ต้องมีเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว

ปั้น: ก็มีหลาย อย่างที่เอามาปรับปรุงเหมือนกัน พวกคอมเมนต์ที่ไปในทางที่ดีเพื่อที่จะให้เราพัฒนา โตขึ้น มันก็มี รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ดีที่… (เบน: ที่เขาแสดงความเห็นมา พวกคอมเมนต์ที่ติเพื่อก่อ เราก็นำมาปรับปรุง) อันที่ติแบบไม่ลืมหูลืมตาเลย แรก เราก็เสียใจ ร้องไห้ มันไม่ใช่ intention ที่เราต้องการจะทำเลย ไม่รู้ว่าคนเขาคิดได้ไงขนาดนั้นวะ เรายังไม่รู้เลยนึกออกปะ นั่นแหละ แต่ก็หาย ฮึด ปรับปรุง แล้วคิดว่าเพลงสองก็เริ่มเป็นตัวของเรามากขึ้น มีคาแร็กเตอร์ขึ้นมาก ก็อยากให้ลองฟังดู

ปั้นอินฮิปฮอปมานานแล้วแต่ไม่ค่อยมีใครรู้

ปั้น: : โตมากับฮิปฮอป r&b ตั้งแต่เด็ก ๆ พวก Eminem, 50 Cent, Chris brown (เบน: คือถ้าเราเปิดเข้าไปในแอพ เลือกเพลย์ลิสต์ 2000 Hiphop ขึ้นมา ปั้นจะร้องได้ทั้งเพลงเลยเว่ย) โตมาหน่อยก็จะฟังพวก EDM, dubstep มันก็คือความชอบที่ค่อนข้างแหวกออกมาจากช่วงชีวิตที่ผ่านมาเหมือนกัน แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเราโดนดึงมาทางนี้จากสภาพแวดล้อม ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวนี้กระแสฮิปฮอปมาแล้วถึงทำ ไม่อยากให้คิดแบบนั้น นี่คือแก่นของเราจริง ๆ มันแค่ไม่ได้มีโอกาสเพราะเราก็ทำวงมา ก็เรียนรู้เรื่องดนตรีอะไรหลายอย่างมาก ๆ คือต้องขอบคุณพี่โม ภัค และประสบการณ์ที่ได้จาก Jelly Rocket มาตลอด 4 ปีมาก ๆ ที่สอนอะไรหลายอย่างกับเราให้เราโตขึ้น และขอบคุณเพื่อนในวงที่เข้าใจเราด้วย ตอนนี้ที่พักไป มันก็อาจจะถึงจุดที่พวกเราออกมาค้นหาตัวเอง ปั้นก็อยากเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ได้ลองใส่ input เรา 100% ในเพลงดู

เบน: มันเป็นเวลาที่ประจวบเหมาะพอดีที่เราได้เป็น co-producer ร่วมกับนีโน่ ซึ่งนีโน่เป็นคนทำเพลงฮิปฮอปเกือบครึ่งวงการ แล้วมันให้เราไปช่วยในพาร์ตดนตรีสดที่เครื่องดนตรีมันต้องอัดจริง เพราะเรามีความรู้เรื่องดนตรี ประกอบกับที่มันมีความรู้เรื่องโปรแกรม ซาวด์ คือเราก็เป็นคนชอบฮิปฮอปอยู่แล้ว แต่ฟังแต่ฮิปฮอปไทยอะ (ปั้น: ไม่นับตอนที่ฟัง Girls’ Generation นะ (หัวเราะ)) อันนั้นตัดไป! คือตอนเด็ก ไม่ตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษก็เลยฟังไม่ออกไง เลยฟังฮิปฮอปไทยมากกว่า ชอบ Dajim ทุกอัลบั้มเลย ตั้งแต่ใต้ดินจนถึงบนดิน ฟังจนโต แต่ไม่ได้ชอบดนตรีนะ ชอบที่มันแร็ปเร็ว แร็ปโหด โจอี้ บอย Thaitanium สิงเหนือเสือใต้ ก็ชอบ เพลง r&b ก็ชอบมาแต่ไหนแต่ไร พอได้มาทำงานตรงนี้จริง ก็รู้สึกว่า เราอยากจะทำของตัวเอง ในแบบของเราเองที่คิดว่าเราชอบ ก็มาลองทำกันดู แต่เราก็ไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นฮิปฮอป จริง กว้าง มันเรียกว่าดนตรี urban มันจะมีความ based on r&b ทางคอร์ดต่าง เราพยายามจะใส่ความแจ๊สเข้าไปในบีตฮิปฮอป มันเป็นการผสมกันหลาย แนว แล้วพอเราชอบฮิปฮอปก็เลยใส่แร็ปเข้าไปในแนวดนตรีที่เราชอบ

รู้สึกยังไงที่หลาย คนบอกว่าเพลง Luss อินเตอร์

ปั้นก็ไม่ได้รู้สึกยังไงเป็นพิเศษ เพราะยังไงก็อยากทำเพลงให้คนไทยฟังอยู่ดี แต่ก็ดีใจนะ คืออย่างเพลงไทยมันค่อนข้างแต่งยากด้วยความที่มีวรรณยุกต์ เลยทำให้เมโลดี้จำกัดมาก ๆ เพื่อให้คำที่ใช้ไม่เปลี่ยนความหมาย แล้วเราต้องใช้ความพยายามในการบิดเมโลดี้ให้เข้ากับคำนั้น ส่วนเมโลดี้ของเพลงพอเป็นภาษาอังกฤษก็ไม่รู้สึกว่าต้องฝืนแต่งหรืออะไรเพราะเราใส่คำอะไรเข้าไปก็ได้ ความหมายก็เหมือนเดิม โดยที่ยังได้เมโลดี้เดิมที่เราแต่งออกมา ปกติเวลาเราแต่งเพลงบางทีเมโลดี้ก็มาก่อนคำนะ

มีคนเคยบอกว่าการเขียนเพลง ถ้าคิดแบบภาษาไทย เมโลดี้จะออกมาแบบนึง ถ้าคิดแบบภาษาอังกฤษ เมโลดี้จะออกมาอีกแบบนึง

เบน: ใช่ มันมีผลมากเลยกับการแต่งเมโลดี้ออกมาให้ฟังแล้วดูสากล อย่างที่บอกว่าภาษาไทยมีอักษรสูงกลางต่ำ สมมติอยากใช้เมโลดี้นี้แต่สระมันไม่ลง ก็เกิดการโกงคำ เปลี่ยนเมโลดี้ เลยแก้ปัญหาโดยการทำให้เป็นภาษาอังกฤษไปเลย (ปั้น: แต่เพลงสองมีไทยด้วยนะ เพลงสามก็พยายามใส่ภาษาไทยมากขึ้นเพราะว่า ก็คนไทยอะ (หัวเราะ)) เพลงสาม 70% ไปเลย เพลงสองคือประมาณ 40% ค่อย เพิ่มไป

เล่าที่มาที่ไปของเพลง Fool ที่เพิ่งปล่อยไปหน่อย

ปั้น: ความที่ทำเพลง Trippin’ มานานแล้ว ความชอบก็เปลี่ยนไป เลยอยากลองทำเพลงที่มันไม่ได้มีทางคอร์ดที่สดใสขนาดนั้น เพราะจริง แล้วเราก็ฟังแบบนี้มาเยอะ

เบน: คอร์ดเปลี่ยนมาเป็น minor ทีแรกจะเป็น major ฟังแล้วสดใส รวมกับภาพด้วย อันนี้ดนตรีเป็นแอมเบียต์ดาร์ก เหมือนฝนตกอยู่นี่หว่า ถ้าหลับตาแล้วลองฟังจะรู้สึกเทา หน่อย

ปั้น: ส่วนเนื้อเพลง ทุกเรื่องที่แต่งไม่ค่อยได้มาจากชีวิตตัวเอง แต่มันมาจากชีวิตคนรอบข้างที่เราเห็นมา เพลงมันพูดเกี่ยวกับการที่เรามีความรัก แต่ว่าเลิกกันแล้ว แล้วยังก้าวผ่านจุดนั้นไปไม่ได้ คือรู้สึกว่าหลาย คนที่เราสนิทแล้วเจอเหตุการณ์แบบนี้เขาพยายามจะ move on แต่มันไปไม่ได้ ก็เลยแต่งออกมาประมาณ ‘I’m a fool for your love.’

เบน: ซึ่งเนื้อเพลงก็โตขึ้นกว่าเพลงที่แล้วด้วย (ปั้น: มันจะหนุก ความรักไม่จริงจัง) โตขึ้นทั้ง vibes ดนตรี ลุคเราก็เลยปรับให้มันดูผู้ใหญ่ขึ้น คุมโทน ไม่เอาแล้วสีสัน เป็นดำแดงแทน

ปั้น: ทุกอย่างมันมาจากความรู้สึกที่ได้ฟังเพลง ตีความออกมาเป็นภาพ คอสตูม โลโก้ แล้วปกติเวลาแต่งเพลงก็ไม่ได้มาจากเนื้อเพลงก่อน ส่วนใหญ่จะเน้นการขึ้นโครงเพลงก่อน แล้วใส่เมโลดี้ ค่อยใส่เนื้อ แล้วเพลงนี้ก็มีโอกาสทำกับนีโน่ ก็บอกฟีลไปว่าอยากจะได้ซาวด์ยังไงตาม direction ที่คิดมาในหัว แล้วเบนจะขึ้นคอร์ดมา

เป็นวงที่ให้ความสำคัญกับแฟชันด้วย

ปั้น: ค่อนข้างอยากจะแคร์เรื่องนั้นมากขึ้น

เบน: เราก็ชอบแฟชันอยู่แล้ว คือความชอบเราก็มีไม่กี่อย่าง ชอบการแต่งตัว แฟชัน ดนตรี ก็อยากจะทำสิ่งที่เราชอบออกมาในงานนี้ ก็บอกทีมงานว่าอยากได้อะไร แล้วเขาก็ช่วย หาให้

ในซีนฮิปฮอปรุ่นใหม่ Luss อยาก positioning ตัวเองไว้ในจุดไหน หรืออยากให้คนฟังมองเราแบบไหน

เบน: เราอยากให้บางคนที่ชอบฮิปฮอปมาก อาจจะยังไม่เคยมีโอกาสได้ฟังการแร็ปหรืออะไรที่มันกึ่ง จะเป็นฮิปฮอป แต่มีความเป็นแบนด์ด้วย (ปั้น: เพราะการที่เราเล่นสด เราพยายามเอาดนตรีสดมารวมด้วย) เราโฟกัสที่การเล่นสดมาก จะไม่เป็นแบบเอาแทร็คมาเปิด แล้วร้องตาม เราหาสมาชิกแบ็คอัพอีกสี่คนมาช่วยเล่น คือถ้าเกิดได้ฟังเพลงแล้ว มาดูเล่นสดของเพลงเดิมจะได้อีกฟีลนึง เป็นการผสมเครื่องดนตรีสดเข้าไปไม่ว่าจะเป็นกลอง เบส อยากให้คนมองเราเป็นแนวทางใหม่ที่อาจจะยังไม่เคยเห็นในไทยมากนัก

ถ้าให้เห็นภาพคือจะคล้าย Anderson .Paak หรือ Oddisee หรือเปล่า

เบน: จริง ก็ชอบแบบนั้นนะ ชอบมากด้วย แต่เขาอาจจะมีความกรูฟ ฟังกี้กว่า แนวเราไม่ได้สนุกขนาดนั้น ดนตรีจะดาร์ก กว่า แต่เวลาเล่นสดก็คำนึงให้คนดูสนุกด้วย

ปั้น: ทุกอย่างมันเบสมาจากความชอบของเรา ไม่ได้มีแค่ฮิปฮอป r&b แต่มีซาวด์อิเล็กทรอนิกเข้ามาด้วย ซึ่งเพลงต่อ ไปจะชัดขึ้นเรื่อย แหละ

เห็นว่ามี first listening session ที่เอาเพลงไปให้หลาย คนในวงการลองฟัง เป็นยังไงบ้าง

ดอกฝิ่น (AR): บางทีตามค่ายเพลง ศิลปิน ตอนเอาให้ฟังไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับวงเลย บอกแค่มีวงใหม่ของ Wayfer Records มาให้ลอง ที่เห็นเขาตอบกันไม่ได้บรีฟนะ เราก็ชอบอะไรที่มันจริง ซึ่งผลก็ออกมาอย่างที่หวัง คือของมันดีอะเนาะ (หัวเราะ) มั่นใจอยู่ อย่างพี่บอล Scrubb เขาฟังแล้วรู้เลยว่าเสียงปั้น เขาบอกว่าเป็นแฟนเพลงอยู่แล้ว

ปั้น: พี่ร้าน น้องท่าพระจันทร์ เขาก็จำได้แต่เขานึกไม่ออกว่าใครเว่ย เขานึกไม่ถึงว่าเราจะมาทำแบบนี้ (หัวเราะ) รู้สึกดีที่คนนึกไม่ถึง แปลว่าเราค่อนข้างฉีกมาจากเดิมในระดับนึงเหมือนกัน

งานแรกที่ได้เล่นเปิดให้ Tennyson เป็นยังไงบ้าง

ปั้น: งานนั้นโคตรตื่นเต้น ประหม่า มีเทคนิคขัดข้องหลายอย่าง

เบน: ด้วยความที่เป็นงานแรกด้วย เวลาซาวด์เช็กก็มีไม่เยอะขนาดนั้น แต่เราทำเต็มที่

ปั้น: เรื่องซาวด์เช็กด้วยความที่วงเราต้องเปิดแทร็คไปด้วยแล้วก็มีเครื่องดนตรีจริงไปด้วย แล้วถ้าคนที่ไม่เคยไปเล่นอะ ก็ไม่รู้ว่ามันจะเซ็ตนานขนาดนั้น

เบน: คือด้วยไลน์มันมีเยอะมาก เยอะกว่าการเล่นสดของวงที่เราเคยเล่นด้วยที่ผ่าน มา เพราะมันจะมีดรัมแพด มีกลองจริง เบส ซินธ์เบส ไมค์ กีตาร์ คีย์บอร์ด เยอะมาก นี่ยังไม่หมดนะ ยังมีอีกหลายอย่าง แต่มันต้องใช้เวลานานมากในการเซ็ตอัพ คนไม่พอด้วย งานแรกทุกอย่างเลยล่ก ทำให้เราเล่นได้ไม่เต็มที่ขนาดนั้นเพราะเรากังวลเรื่องซาวด์ด้วย แต่ว่าถ้าถามเราเราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแย่สำหรับงานแรก

ปั้น: ก็อะไรที่ผิดพลาดในงานแรกวันนั้นก็เอามาปรับปรุงในงานที่สอง ซึ่งรู้สึกว่ามันดีขึ้น งาน When I Say Hip เขา position ตัวเองว่าเป็นฮิปฮอปนอกกระแส เป็นงานที่เล่นแล้วสนุกมากถึงแม้คนจะไม่ได้เยอะ (เบน: เป็นงานแรกที่เขาเล่นเพลง ประเทศกูมี) เราแบบ ตอนแรกไม่กล้าอยู่ กลัว นึกว่างานจะไม่ได้มีแล้ว พี่เขามาช้าเพราะติดสัมภาษณ์ แล้วเราก็โทรหาเขาไม่ติด (หัวเราะ) นั่นแหละ ก็เอาไปปรับปรุง แล้วไม่ได้เล่นงานที่คนน้อยแบบนี้มานานแล้วแต่เป็นงานที่สนุกที่สุดและเป็นตัวของตัวเองที่สุดเท่าที่เคยแสดงมา

เบน: วันนั้นบนเวทีคือทุกคนในแบนด์บอกว่าปั้นดูเป็นตัวเองมาก อยู่ดี ปั้นก็ดูสนุก เต็มที่ เราไม่เคยเห็นปั้นเป็นแบบนั้นบนเวที ซึ่งพอเราได้ energy แบบนั้นก็ทำให้ทุกคนดูสนุกไปด้วย วงก็ลื่นไหลกว่าปกติ

ปั้น: มันลื่นไหลมาก เราเป็นคนขี้กังวลหนักมากทุกครั้งก่อนขึ้นเวที ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นนะ แต่ไม่เคยรู้สึกปลดปล่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต

เป้าหมายของ Luss ในตอนนี้

ปั้น: เป้าหมายไกล คืออยากจะทำอัลบั้ม แต่ใกล้ นี้คือมีเพลงสามรอแล้ว แต่อยากจะลองปล่อย Fool แล้วดูว่าทิศทาง กระแสจะเป็นยังไง แล้วเอามาปรับปรุง เผื่อจะทำเพลงที่ ยังเป็นตัวของตัวเองอยู่ด้วย แต่คนก็ฟังได้ด้วย

เบน: เป็นคำถามที่ตอบยากนิดนึง คืออนาคตก็อยากจะมีงานโชว์เยอะ แต่เป้าหมายจริง ที่อยากได้คืออยากได้การยอมรับมากกว่าว่า Luss เป็นวงที่มีส่วนผสมของหลายอย่างรวมกันแล้วมันลงตัว เหมือนพอพูดถึงวงเราแล้วคนดนตรีก็ชอบ คนฮิปฮอปก็ชอบ

ปั้น: ทั้งในไทย แล้วก็อยากจะมีโอกาสไปต่างประเทศด้วยเหมือนกัน ที่บอกว่าอยากเป็นที่ยอมรับในไทยเพราะเข้าใจว่า material อันนี้มันค่อนข้างไม่เป็นที่นิยม อาจจะใหม่สำหรับกลุ่มคนฟัง เนื้อเป็นภาษาอังกฤษด้วย ก็ลุ้นกับ feedback อยู่ว่าคนชอบไหม มันไม่ได้ฟังง่ายขนาดนั้น

เบน: ช่วงที่เราทำ เราก็ฟังบ่อย แต่พอทำเสร็จแล้ว กลับมาย้อนฟัง ก็รู้สึกว่าเพลงเราก็มีอะไรเยอะเหมือนกันนี่หว่า คิดว่าคนฟังจะรู้สึกว่าเพลงเราเหมือนเป็นการเดินทางไปเรื่อย แต่ละท่อนมันก็เหมือนการที่เราไปอีกห้องนึง เราเปลี่ยนหมดเลย อย่างพอเข้าท่อนนี้เป็นความรู้สึกนึง เข้าอีกท่อนจะเป็นอีกความรู้สึกนึง

ฝากผลงาน

ปั้น: ฝากติดตามวง Luss ด้วยนะคะ แล้วก็เพลง Fool ปล่อยออกมาแล้ว แชร์ กันเยอะ ด้วย ตอนนี้เราเข้ามาอยู่ในค่าย Wayfer Records แล้วก็อยากให้ติดตามศิลปินคนอื่น ในค่ายด้วย เดี๋ยวเราจะมีเล่นกับ Telex Telexs ที่งานโบกไก่ด้วย เล่นเปิด ตื่นเต้นมาก 20 ธันวาคมนี้ ไปดูสดกันเยอะ งานเปิดตัวอัลบั้มแรกของเขา ไปเชียร์เขา เชียร์เราด้วย ไม่ได้เล่นสดมาเป็นเดือน แล้ว ครั้งนี้ก็เตรียมเพลงมาไม่เหมือนเซ็ตที่แล้ว ถ้าอยากฟังเพลงที่ยังไม่ได้ปล่อยก็มาฟังสด ได้ที่นี่นะคะ

Luss

ติดตามความเคลื่อนไหวของ Luss ได้ ที่นี่

Facebook Comments

Montipa Virojpan

อิ๊ก เนิร์ดดนตรีที่เพิ่งกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนตอนอายุ 25 ชอบเดินเร็ว นอกจากขนมปังกับกาแฟดำแล้วก็สามารถกินไอศกรีมกับคราฟต์เบียร์แทนมื้อเช้าได้

More Interview...

Interview

VEGA ไซคีเดลิกร็อกจากเชียงใหม่ แวะมาบ้านฟังใจก่อนไปลุ้นรางวัล ‘สีสันอะวอร์ดส์’

VEGA กลับมาเยือนกรุงเทพ ฯ อีกครั้งในฐานะศิลปินจาก Minimal Records ซึ่งการมาครั้งนี้ไม่ได้พกมาแค่อัลบั้มเต็มชุดแรกในชีวิต Macaron Psych Trip แต่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสีสันอะวอร์ดส์ ในสาขาศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม ก่อนที่จะรู้ผลในค่ำคืนนี้ เราเลยชวนพวกเขามาคุยสบาย ๆ กันที่บ้านฟังใจ เพราะก็อยากรู้ว่าทั้ง 5 คนมีความเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหนหลังจากวันแรกที่เราได้เจอกัน

22 April 2019

Interview

ขุดชีวิต ปูม ปิยสุ กว่าจะมาเป็นนายห้างแห่ง Parinam Music และ Seen Scene Space

นอกจากจะเป็นโปรโมเตอร์แถวหน้าในวงการแล้ว ปูม ปิยสุ ยังควบตำแหน่งนายห้างแห่งค่ายเพลง Parinam Music ที่ศิลปินในค่ายก็เป็นขวัญใจเด็กวัยรุ่นทั้งซีน เราเลยชวนคุยถึงประสบการณ์สิบกว่าปีที่เดินอยู่ในวงการเพลงของเขา ซึ่งเขายืนยันว่าเป็นเจ้าของค่ายไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่มันก็คือความสนุกที่สุดในชีวิตของเขาแล้ว

19 April 2019

Interview

บอย ตรัย x ก้อ ณฐพล เบื้องหลังการทำงานกว่า 20 ปีสู่สงครามทำเพลง ‘Melody to Masterpiece’

Melody to Masterpiece สงครามทำเพลง รายการที่ไม่ใช่แค่แข่งร้องแต่จะแข่งกันทำ บอย—ตรัย ภูมิรัตน และ ก้อ—ณฐพล ศรีจอมขวัญ จะมาเล่าถึงความเป็นมาของรายการและประสบการณ์การทำงานในวงการกว่า 20 ปี ไปพูดคุยกับพวกเขากันได้เลย

9 April 2019