Interview

ผมก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง : ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะได้ยิน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กันบ่อยในช่วงนี้ ยิ่งสำหรับใครที่ติดตามข่าวสารการเมืองด้วยแล้วจะต้องรู้จักผู้ชายคนนี้แน่นอน

ครั้งแรกที่ผมได้รับมอบหมายจากทีมมาว่าต้องคุยกับเขา ยอมรับเลยครับว่าตกใจและไม่รู้ว่าจะคุยกันเรื่องอะไรดี เพราะนี่เรากำลังจะต้องคุยกับนักการเมืองนะ ซึ่งถ้าชวนคุยเรื่องการเมืองตรง ๆ มันก็คงน่าจะไม่เหมาะกับ Fungjaizine เพราะฉะนั้นผมเลยตัดสินใจคุยในสิ่งที่ถนัดและทำได้ดีนั่นก็คือเรื่องที่ง่าย ๆ ไม่ซีเรียส ดังนั้นบทสัมภาษณ์นี้จะเป็นชีวิตทั่วไปของผู้ชายคนนี้ เขาโตมาแบบไหน อะไรทำให้เขาตัดสินใจเข้าสู่วงการนี้ เรื่องราวทั่วไปที่เขาอยากให้เรารู้มีอะไรบ้าง บทสัมภาษณ์นี้เป็นบทสัมภาษณ์ที่ทำมาเพื่อความสนุกสนาน งดดราม่าทุกกรณีนะครับ

Thanathorn’s Playlist

สุเทพ วงศ์กำแหง และ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี – รัตติกาล

จิตร ภูมิศักดิ์ – หยดน้ำบนผืนทราย

ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี – หยดน้ำบนผืนทราย

John Lennon – Imagine 

กมล สุสำเภา – ด้วยรักแห่งอุดมการณ์ 

Exclusive Talk

ชีวิตวัยเด็กของธนาธร

ตอนนั้นผมเป็นเด็กสามัญธรรมดาคนนึงครับ เรียนไม่เก่งด้วย ถ้าเป็นช่วงสมัยมัธยมต้น ผมเรียนได้เกรด 2.50 ความสามารถด้านกีฬาก็อยู่ในระดับค่าเฉลี่ย ไม่เคยขึ้นเวทีร้องเพลงเล่นดนตรี ไม่เคยไปแข่งวิชาการระดับประเทศ ไม่ได้มีอะไรดีกว่าคนอื่นและไม่ได้มีอะไรแย่กว่าคนอื่น ชีวิตก็เป็นอย่างนั้นมาจนพอช่วง ม. 2-3 ที่เริ่มเปลี่ยนไปในแง่มุมที่มันเติบโตขึ้น เริ่มมีภาวะความเป็นผู้นำ โดยมันเริ่มเกิดขึ้นจากการต่อยตีครับ (ยิ้ม) ผมเป็นคนไม่ยอมคน ช่วงนั้นมันจะมีพวกที่ชอบรังแกคนอื่น รังแกเพื่อนเรา รังแกผมด้วย ผมก็ซัดกลับเลย ซึ่งพอเราเริ่มซัดกลับไปใส่กลุ่มคนเหล่านั้น พวกเขาก็หยุดกร่างกันไปพอสมควร เราเองก็ได้รับการยอมรับขึ้นมานิดหน่อย แต่พอมีภาวะความเป็นผู้นำตรงนี้เข้ามาชีวิตมันก็ค่อย ๆ เริ่มเปลี่ยนไป

ช่วงชีวิตตอนนั้นโดนเรียกเข้าห้องปกครองบ่อยไหม

ผมไม่เคยโดนครับ (หัวเราะ)

ความสนใจในวัยเด็ก

ตอนเด็ก ๆ ผมก็เล่นเขี่ยสติ๊กเกอร์ สะสมรูปหุ่นยนต์ เล่นการ์ดเกมต่าง ๆ  แต่ก่อนมันจะไม่มีเกมให้เลือกเล่นกันเยอะเหมือนปัจจุบันนี้ เราจะเล่นพวกไพ่กระดาษกัน คนไหนเท่ ๆ หน่อยก็จะมีไพ่เยอะ แต่ผมไม่เคยมีไพ่วิเศษกับเขาสักทีนะ ไม่รู้คนอื่นมันไปเอามาจากไหน ไพ่กรอบทองเท่ ๆ นี่มีกันเพียบเลย แต่ผมไม่มีครับ (หัวเราะ) 

ควรมีตู้ขายถุงยางขายในโรงเรียนไหม

ผมคิดว่า ใครที่เข้าใจเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ มีความรู้เพียงพอว่าการมีเพศสัมพันธ์จะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง แล้วเขารับกับผลกระทบที่ตามมาได้ เข้าใจในผลลัพธ์นั้นแล้วพร้อมรับมือกับมันได้ มีเพศสัมพันธ์เลยก็ได้ ประเด็นไม่ใช่อายุ ไม่ใช่ตู้ขายถุงยาง

จากเด็กมัธยมสู่ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย 

ต้องบอกว่า พอขึ้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ผมเกเรสุด ๆ เลยครับ นิสัยนั้นก็ยังติดมาถึงช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ผมเป็นคนที่มีพลังเยอะ แต่ไม่มีใครคอยชี้ทาง ไม่มีครูที่ดีในการแนะนำสั่งสอน มันเลยเอาพลังพวกนั้นไปอยู่กับการทะเลาะวิวาท เอาพลังไปอยู่กับการทำอะไรไม่มีประโยชน์ ไม่มีสาระ จนกระทั่งเริ่มทำกิจกรรมนักศึกษามันเริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย เราสามารถทำอะไรได้บ้าง เอาพลังเราไปใช้ประโยชน์ในทางที่มันควรใช้ แต่ถ้าไปในช่วงตอนเข้าปี 1 นี่ถ้าคุณอยู่รหัสปีเดียวกันแล้วเป็นคนที่เกเรพอสมควร ทุกคนต้องรู้จักผม (หัวเราะ) ในแง่ไหนสักแง่นึง ผมโด่งดังพอสมควร อย่างตอนผมอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ถ้านับในรุ่นเดียวกัน ผมคือที่สุดนะ แต่ในด้านเกเร

กิจกรรมรับน้องในช่วงมหาวิทยาลัยให้อะไรกับธนาธร แล้วมีคิดเห็นกับกิจกรรมนี้ในสังคมปัจจุบันอย่างไรบ้าง 

ผมเป็นคนที่เข้ารับน้องตลอด โดนว้ากตลอด ตอนปี 2 ผมยังเป็นพี่ว้ากเลย ผมคิดว่ากิจกรรมแบบนี้มันทำให้เราซึมซับวัฒนธรรมอำนาจนิยมไปได้โดยไม่รู้ตัว นอกจากเรื่องความรุนแรง เรื่องสิทธิในร่างกายของมนุษย์แล้ว กิจกรรมนี้มันยังถูกสอนให้เรายอมรับวัฒนธรรมอาวุโส วัฒนธรรมอำนาจนิยม มันเป็นวัฒนธรรมที่บอกว่า คุณอย่าท้าทายคนที่มีอำนาจเหนือคุณนะ คุณอย่าท้าทายกับสถานภาพที่มันเป็นอยู่ของสังคม

ผมคิดว่าการสร้างความคิดแบบนี้มันเป็นการตีกรอบให้คนรุ่นใหม่มากเกินไป มันทำให้คุณเจอรุ่นพี่แล้วคุณต้องยกมือไหว้หมดทุกคน ผมไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ มันไม่เห็นมีใครสนใจผมเลย อยู่ปีไหนก็พูดแค่คำว่า ‘you’ กับ ‘I’ แล้วเราจะมาเคารพกันทำไม ห่างกันแค่ปีเดียว จากตรงนี้มันก็เห็นได้ชัดเจนว่า เราต้องการวัฒนธรรมแบบไหน วัฒนธรรมแบบที่ทำให้เขาสงสัย เกิดการสังเกตและการตั้งคำถาม ท้าทายในเชิงวิธีคิดและจุดยืน ทุกคนยังเคารพสิทธิมนุษย์ซึ่งกันและกัน มันอาจจะต้องการแค่นี้ก็ได้ ในปัจจุบันกับวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นมันยังไม่ตอบโจทย์นะในมุมมองผม หากย้อนไปในช่วงเวลานั้น ผมก็คิดไม่ถึงนะในเรื่องราวเหล่านี้ ผมคิดว่า มันคงเป็นสิ่งที่เราโดนบอกมาว่า เราต้องสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ พบเจอกับแรงกดดันเพื่อต่อไปในโลกความเป็นจริง คุณจะได้รับแรงกดดันทั้งหลายได้ คิดมุมกลับกันกับสิ่งที่เราได้เจอนะ ผมไม่เคยเห็นฝรั่งมันต้องว้ากกันเลย มันโตขึ้นมาผมก็ไม่เห็นว่ามันจะรับแรงกดดันไม่ได้ ทุกคนก็รับกันได้ การเข้าเชียร์ไม่ได้หมายความว่า คุณจะรับแรงกดดันได้เหนือกว่าคนที่ไม่ได้ไปนะ  

ความแตกต่างของการศึกษาในประเทศไทยและต่างประเทศ

มันพูดยากนะเรื่องนี้ อย่างตอนที่ผมไปเรียนวิศวกรรมศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษ ส่วนใหญ่ก็จะมีแต่โปรเจกต์เต็มไปหมดเลย แต่ละปีก็เป็นโจทย์ที่แตกต่างกันออกไป จำได้ว่าผมทำโจทย์หลัก ๆ ช่วงนั้นข้อนึง เขาให้ออกแบบอะไรก็ได้เพื่อช่วยคนที่จมน้ำอยู่ คุณต้องออกแบบอุปกรณ์ช่วยเขา โดยมีแรงลม ค่ามวลอากาศต่าง ๆ มาให้เรา คุณต้องไปทำโจทย์นี้มา ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะให้เราใช้ความคิดในการประดิษฐ์ซึ่งเหล่านี้ออกมา เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากเหมือนกันที่ผมจะบอกว่า ความแตกต่างของการศึกษาไทยกับต่างประเทศมันต่างกันขนาดไหน ถ้าพูดในเรื่องนี้คงต้องมานั่งคุยตั้งแต่หลักสูตรการศึกษาเลยครับ 

จุดที่ชีวิตต้องโฟกัสเรื่องการศึกษา

ผมไม่เคยโฟกัสกับการศึกษาเลยจนกระทั่งเข้าไปทำงาน ผมจบปริญญาโท 3 ใบนะ ซึ่งปริญญาทั้ง 3 ใบมันมาจากการเข้าไปทำงานจริงแล้วทั้งหมดเลย สมัยก่อนที่ผมไปทำงานมันไม่มีอินเทอร์เน็ตให้เราหาความรู้ ก็ต้องอ่านจากหนังสือเอา ผมเข้าห้องสมุดในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมตลอด ตอนแรกที่เข้าไปทำงานด้านผู้บริหารมันก็ต้องมองภาพรวมเรื่องเศรฐกิจไม่ดี การลงทุนต่าง ๆ รวมไปถึงเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งตรงนี้มันก็ทำให้ผมต้องไปหาความรู้เพิ่มเติม ไปเรียนให้ครบทุกสิ่งที่เราอยากรู้ พวกด้านกฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศผมเรียนหมดเลย แต่ช่วงผมจบจากมหาวิทยาลัยมานี่เกือบจะไม่รอดนะ มันมาจริงจังตอนเรียนปริญญาโทมากกว่าครับ 

มหาวิทยาลัยในอุดมคติของธนาธร

ผมไม่เคยคิดเลย อยากเรียนอะไรก็เรียน ผมคิดว่าน่าจะสนุก ก่อนจะทำมหาวิทยาลัยอาจจะต้องทำวิชาแนะแนวให้ดีก่อนรึเปล่า ปัญหามันคือวิชาแนะแนวมันไม่ดี วิชานี้ตอนที่ผมเรียนมันกลายเป็นวิชาที่คุณอยากทำอะไรก็ทำ ครูมาหลับ ไม่เคยบอกเราว่าอาชีพวิศวกรจบไปทำอะไร ทนายเรียนจบไปมันต้องทำอะไรบ้าง  เรียนเศรษฐศาสตร์ไปทำไม ในองค์กรนึงมีตำแหน่งอะไรบ้าง

ถ้าให้ผมออกแบบมหาวิทยาลัย กฎระเบียบที่จะไปยุ่งกับชีวิตนักศึกษาควรจะน้อยกว่านี้ ตั้งแต่ทรงผมจนถึงรองเท้า อะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ไม่เกี่ยวข้องกับการขนขวายหาความรู้ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งกับเขา ผมคงจะให้ความสำคัญกับวิชาที่มันไม่ทำเงิน อย่างวิชาพวกปรัชญา เรารู้ว่ามันไม่มีใครมาเรียน แต่ก็คงจะต้องให้ที่ทางกับมัน ให้คนได้รู้ การเรียนการสอนต้องทำให้เกิดกิจกรรม กิจกรรมที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนถกเถียง โห ยากจริง ๆ คำถามนี้ (หัวเราะ)

เอาแบบนี้ดีกว่า ผมคิดว่า คุณเรียนมหาลัยจบแล้วคุณจะได้อะไรก่อนดีกว่า ต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อน มันแยกเป็นข้อ ๆ ในมุมผมได้ดังนี้ ข้อที่ 1 คุณต้องเข้าใจความคิดของคุณได้ก่อนว่า ทำไมคุณถึงชอบหรือเกลียดนายก ควรจะอธิบายเป็นขั้นตอนได้ มีเหตุผลในการคิดและแสดงออก ข้อ 2 ทำให้เกิดกระบวนการที่สามารถจะต่อยอดตัวเองได้หลังจากจบการศึกษา อาชีพที่จะทำมันต้องเห็นปลายทางอย่างชัดเจนมากกว่านี้ ข้อที่ 3 ภาษาอังกฤษควรจะพอได้ คอมพิวเตอร์โปรแกรมต่าง ๆ ต้องสามารถทำได้เบื้องต้น ผมคิดว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการสร้างมหาวิทยาลัยในอุดมคติขึ้นมาสักแห่ง จะไปซ้ายหรือจะไปขวา คุณต้องมีเหตุผล ใช้หลักเหตุผลให้ได้ สร้างให้เกิดการรักเรียน การหาความรู้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายสิ่งเหล่านี้มันก็จะทำให้คุณเติบโตไปเป็นคนที่เข้าใจโลกใบนี้ได้อย่างแข็งแกร่ง ถ้าให้ผมคิดก็คงจะเป็นประมาณนี้ครับ 

ช่วงเวลาไหนที่ทำให้ผู้ชายชื่อ ธนาธร เริ่มสนใจเรื่องการเมือง 

ตอนทำกิจกรรมทำนักศึกษาครับ เราเริ่มเห็นว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองแก้ปัญหาคนบุกรุกป่าไม่ได้ แล้วคนธรรมดาอย่างเราก็ไม่มีสิทธิ์จะไปแสดงจุดยืนในสิ่งที่เราคิดเห็นได้ คือถ้าเราไม่มีอำนาจทางการเมือง ปัญหาเรื่องการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาหลาย ๆ อย่างเราก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งเพื่อนรอบ ๆ ตัวของผมก็มองว่าผมเป็นตัวประหลาดนะช่วงนั้น แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะอะไรที่มันชี้แจ้งได้เราก็ชี้แจ้ง อะไรที่มันชี้แจ้งไม่ได้เราก็สงวนจุดต่างไว้ ไม่พูดคุยถึงมัน

นักการเมือง คือ คนที่เข้าถึงยาก จริงหรือเปล่า 

อาจารย์ปิยบุตรเพิ่งเขียนเรื่องนี้ไปนะครับ ‘การเมืองแบบใหม่’ กับ ‘การเมืองแบบเก่า’ ยกตัวอย่างเช่น พรรคการเมืองแบบเดิม พรรคเป็นคนให้เงินประชาชน ประชาชนเป็นคนออกเสียงลงคะแนนให้พรรคใช่ไหม สิ่งที่เราพยายามจะทำให้ได้มันกลับกัน ก็คือประชาชนต้องเป็นคนให้เงินพรรค พรรคจะต้องตอบสนองความต้องการของประชาชน เราขอเป็นตรงกลางให้ การทำการเมืองเรื่องนโยบาย เราคิดว่ามันไม่มีใครเหนือใคร มันไม่มีสมาชิกเหนือพรรค หรือพรรคเหนือสมาชิก ทุกอย่างมันมีอุดมการณ์ร่วมกันมากกว่า ทั้งสมาชิก ทั้งพรรค ต้องผลักดันเพื่อนำอุดมการณ์นั้นไปปฏิบัติจริงให้ได้ นี่คือพรรคการเมืองแบบที่เราอยากจะเห็นในประเทศไทย เรากำลังทำอยู่ครับ แน่นอนมันจะไม่มีความเชื่อใจกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะเราเป็นคนใหม่ที่ทุกคนยังไม่รู้จัก จะสร้างความเชื่อใจมันต้องใช้เวลา ต้องพิสูจน์แล้วพิสูจน์อีก เราทำในสิ่งที่พูด แล้วก็พูดในสิ่งที่ทำ ซึ่งถ้าทำได้ประชาชนจะเห็นเอง แล้วประชาชนก็จะให้ความเชื่อใจ ซึ่งความเชื่อใจในกันและกันมันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่เฉพาะ การทำการเมืองนะ ทุกอย่างมันต้องมีความเชื่อมั่นกัน หากความเชื่อมั่นมันยังไม่เกิดในตอนนี้ก็เข้าใจได้เพราะว่าเรายังไม่ได้ทำอะไร เราพูดอย่างเดียว คงต้องให้เวลาพิสูจน์จากคนเหล่านี้ครับ

ตัวตนที่แท้จริงของธนาธร 

ผมเป็นคนจริงจังนะครับ เป็นคนไม่ขี้เล่น ไม่ค่อยมีมุขตลก เป็นคนมองโลกในแง่ดีมาก ชอบความท้าทาย ส่วนเรื่องมนุษยสัมพันธ์ สมัยก่อนผมเป็นคนมีเพื่อนเยอะมากนะ แต่ยิ่งโตยิ่งปิด หมายความว่า ผมไม่เปิดให้กับเพื่อนใหม่ ๆ เรารู้สึกว่าเพื่อนเรามีเยอะแล้ว ยิ่งพอหลัง ๆ มันมีเรื่องการเมืองเข้ามาก็รู้สึกว่ามีเพื่อนเยอะพอแล้ว เราไม่ค่อยไปพบกับคนอื่น ยกตัวอย่างอย่างเช่น งานแต่งงานแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิทก็ไม่ไปนะ หรือมีงานปาร์ตี้ ถ้ามันไม่ใช่กลุ่มของเราจริง ๆ ก็ไม่ได้คิดจะไปเพื่อไปรู้จักกับคนใหม่ ๆ 

งานอดิเรกที่ชื่นชอบ 

ตอนนี้ผมไม่มีงานอดิเรกมา 2 เดือนแล้วครับ (หัวเราะ) ก่อนหน้านี้ผมชอบอ่านหนังสือ ชอบปีนเขา การปีนเขามันเป็นความหลงใหลที่เพิ่งค้นพบเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ถ้าเจอความชื่นชอบนี้ตอนนั้นอาจจะไม่แต่งงาน ไม่มีลูก เพราะมันเสี่ยงมาก การเดินแต่ละก้าว การปีนขึ้นเขาแต่ละก้าว มันพลาดจุดเดียวมันหมายถึงชีวิตเลยนะ แต่ผมชอบมากที่ได้อยู่กับธรรมชาติ การปีนเขาในช่วงเวลาที่เราปีนมันไม่มีอะไรเลย มันเหลือแต่เราและธรรมชาติ ทำให้เราเข้าใจตัวเราเอง มีเวลาได้หยุดคิดและท่องเที่ยวไปในจินตนาการ แต่ในปีนี้ก็ยังไม่ได้ทำเลยครับ

กิจกรรมการเล่นเกมที่ชอบเล่น

การเล่นเกม ROV ที่ทุกคนเห็นมันเป็นกลยุทธ์ครับ เราต้องการจะพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจแบบใหม่ เศรษฐกิจ e-sport เราเลยตัดสินใจเล่นและทำรายการในวันนั้น แต่ก่อนหน้านี้ผมก็เล่นเกมนะ ส่วนใหญ่จะเล่น Minecraft กับ ROV ซึ่งเหตุผลเดียวที่เล่นคือเราต้องการคุยกับลูกเราให้รู้เรื่อง ลูกผม 8 ขวบแล้ว นาน ๆ ผมก็ปล่อยให้เล่นที อย่างเกม Minecraft เราก็จะเล่นด้วยกันครึ่งชั่วโมง สร้างโลก สร้างถ้ำด้วยกัน มันเป็นเครื่องมือที่สื่อสารกับลูกได้ กับ ROV ก็เช่นกัน แต่ถ้าถามว่านั่ง ๆ อยู่เปิดมาเล่นก็คงจะไม่ใช่ (หัวเราะ)

ถ้าหากอยากดวลเกม ROV กับ ธนาธร ต้องทำอย่างไร 

ผมว่าน่าสนใจนะ ถ้าแข่ง ROV กันโดยที่มันมีเนื้อหาอะไรบ้างอย่างอยู่ในการแข่งขันด้วย เอาแบบนี้ดีกว่าครับแข่ง ROV กัน 8 ทีม ค่าสมัครทีมละ 1,000 บาท รายได้ทั้งหมดแบ่งให้ผู้ชนะครึ่งนึง อีกครึ่งนึงบริจาคนักโทษการเมือง อย่างนี้ผมลงไปแข่งด้วย ทักมาหาผมได้เลย แบบนี้น่าสนใจครับ (ยิ้ม) 

ติดตามดูกีฬาอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า 

ต้องบอกว่าดูผ่าน ๆ ปัจจุบันเลิกดูไปแล้วครับ คือชีวิตมันยุ่งเกินไป ผมไม่มีเวลาไปดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ครั้งสุดท้ายที่ติดตามจริง ๆ ผมว่าก็ 10 ปีแล้ว แต่ไม่มีทีมที่เชียร์นะ ตอนเด็ก ๆ ผมเป็นนักฟุตบอลโรงเรียน ฝีมือในการเล่นบอลก็มั่นใจตัวเองพอสมควร (หัวเราะ) ตำแหน่งแรกที่ผมเล่นในทีมโรงเรียนคือแบ็กซ้าย แล้วแบ็กซ้ายที่เก่งที่สุดในประเทศอังกฤษตอนนั้นคือ สจ๊วต เพียร์ซ เขาอยู่ทีม Nottingham Forest ผมก็เลยเป็นคนที่ติดตามดูทีมนี้ แต่แค่ดูผ่าน ๆ นะ 

คิดว่า ฟุตบอลไทยจะได้ไปบอลโลกไหม

ผมว่ามีความเป็นไปได้นะ ถ้าประเทศญี่ปุ่นทำได้มันก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะทำไม่ได้ ทุกอย่างมันต้องมีการสนับสนุนที่ดี ต้องการกำลังใจที่ดี ขอแค่เรามีความตั้งใจและก็มีความมุ่งมั่นกับมัน ถ้าจะทำ ทำได้ครับ

บทบาทความเป็นคุณพ่อ

นี่ล่ะปัญหา คือผมไม่มีเวลามากพอ เราอยากเห็นพวกเขาโตขึ้น เรามีความสุขทุกครั้งที่เห็นพวกเขาโตขึ้น อยากเป็นส่วนนึงของการเติบโตที่สวยงามของพวกเขา เมื่อกี๊ก่อนที่ผมจะให้สัมภาษณ์ ผมพาลูกไปเล่นน้ำฝนข้างนอกมา พาไปวิ่งเล่นกัน ผมเชื่อว่าการที่จะให้เขาเติบโตมาขึ้นมาในชีวิตกลางแจ้ง ไม่ได้เติบโตอยู่แต่ในห้องเรียน ในบ้าน มันจะทำให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ได้ ดังนั้นตอนเด็ก ๆ เราต้องปล่อยให้เขาเล่นเยอะ ๆ ให้เล่นทั้งปีนต้นไม้ อยากเล่นอะไรก็ปล่อยให้เขาเล่นไปเลย ผมคิดว่านั้นแหละจะเป็นวิธีที่ทำให้เด็กรักสิ่งแวดล้อม รักในชีวิตกลางแจ้ง รักในการค้นหาสิ่งใหม่ ๆ รักในการสงสัย ซึ่งคุณค่าเหล่านี้ ผมคิดว่ามันเป็นคุณค่าที่ดีทั้งหมด มันไม่สามารถสร้างได้นะการอยู่ในบ้านอย่างเดียว เมื่อเขาโตขึ้นสิ่งที่ผมอยากจะให้เขาทำคือมีเพื่อนทุกชนชั้น ตั้งแต่คนรวย คนชนชั้นกลาง คนที่มีรายได้ต่ำ ปากกัดตีนถีบ ผมอยากให้เขามีเพื่อนทุกชาติพันธุ์ มีตั้งแต่เพื่อนผิวขาว ดำ แดง คนที่นับถือศาสนาต่างกัน อยากให้เขาเจอความหลากหลายในชีวิต นั้นคือสิ่งที่เราพยายามสอนเขามาตลอด

มุมมองความรักของธนาธร

ผมคิดว่าเรื่องนี้มันก็สมบูรณ์อยู่นะ ผมเป็นคนที่พยายามจะให้เวลาที่เหลืออยู่ให้กับครอบครัวทั้งหมด ผมโชคดีที่ได้อยู่กับครอบครัวที่ดี แต่ตอนนี้เขาก็เริ่มบ่น ๆ น้อยใจผมบ้างแล้ว (หัวเราะ)

BNK48 รู้จักวงนี้มากน้อยขนาดไหน

ผมคิดว่ามีหลายคนใน BNK48 ที่น่าสนใจ เขาไม่ใช่สวย น่ารักอย่างเดียว หลายคนสนใจปัญหาสังคม หลายคนออกมาทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อมีส่วนในการแก้ปัญหาของสังคม วงนี้ผมก็ติดตามน้องแคนเป็นพิเศษครับ 

เรื่องราวของ ‘เสือดำ’ ในมุมมองของคุณ 

เรารักเสือดำ ทุกคนรักธรรมชาติ แต่เรื่องนี้มันไปไกลกว่านั้น คุณจะพูดแต่เรื่องเสือดำไม่ได้ คุณต้องพูดถึงความเท่าเทียมกันต่อกฏหมายภายในประเทศไทยด้วย ผมว่าเรื่องนี้ต่างหากเป็นเรื่องสำคัญ คนพูดถึงน้อย ไม่กล้าพูดถึง สมมติคนที่ยิงเสือดำเป็นชาวบ้านป่านนี้อยู่ในคุกแล้วครับ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องตราชั่งกฏหมาย ทุกคนควรจะต้องมีสิทธิ์เท่ากัน

สิ่งที่เป็นห่วงเด็กรุ่นใหม่ยุคนี้

สองประเด็นนะ ประเด็นแรกผมคิดว่า เด็ก ๆ ถูกวาทกรรมปลูกฝังมาว่า การเมืองมันเป็นเรื่องเลวร้าย เป็นเรื่องของผลประโยชน์ เป็นเรื่องไกลตัว มันเป็นเรื่องสกปรก ดังนั้นอย่าไปยุ่งกับมันเลย คำเหล่านี้มันมาเป็นรุ่นต่อรุ่น ทุกคนถูกปลูกฝังมาแบบนี้เยอะเกินไป ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกเกลียดและกลัวการเมือง จริง ๆ การเมืองมันเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ๆ นะ ผมอยากทำลายมายาคติตรงนี้ไปแล้วบอกว่า คุณไม่ยุ่งกับมันไม่ได้นะ มันมีผลกระทบอย่างร้ายกาจกับชีวิตคุณ ผมอยากบอกเด็กรุ่นใหม่ว่า ไอ้วาทกรรมที่เคยได้ยินกันมามันเป็นวาทกรรมที่จงใจให้นักการเมืองดูเลว เพื่อให้อำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมีที่ว่างในการสอดแทรกขึ้นมา ชีวิตของเราทุกวันนี้ทำอะไรไม่มีเรื่องการเมืองบ้าง น้ำประปาเป็นเรื่องการเมืองรึเปล่า ไฟฟ้าที่ใช้เป็นเรื่องการเมืองไหม อินเทอร์เน็ตคุณเร็วไม่เร็วเป็นเรื่องการเมืองไหม กลับกัน สิ่งที่เราต้องบอกกับคนรุ่นใหม่ก็คือ ทุกคนมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างสร้างสรรค์ได้ ทุกคนมีพลังในการแก้ปัญหา การเมืองเป็นหนึ่งในเครื่องมือนั้น อย่าไปปฏิเสธมัน เราควรเรียนรู้และใช้มันให้เป็นเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้

ความฝันของธนาธร

เปลี่ยนแปลงประเทศคือฝันสูงสุดแล้ว ผมคิดว่าผมต้องทำให้สำเร็จไม่มีทางเลือก ถ้าทำไม่สำเร็จก็ไม่ลงมาทำ ถ้าทำไม่สำเร็จประเทศไทยก็จะเป็นแบบนี้ คนที่ไม่มีเสียงก็จะถูกกดหัวแบบนี้ต่อไป

ถ้ามีโอกาสเจอนายก อยากพูดอะไรกับเขา

ผมอยากพูดว่า อยากให้คุณดูประวัติศาสตร์ ไม่มีเผด็จการคนไหนลงสวยสักคนหรอก คุณจะไม่ได้ถูกจารึกไว้ในฐานะวีรบุรุษ คุณจะถูกจารึกไว้ในฐานะเผด็จการที่มีส่วนในการกดขี่และปิดปากประชาชนนะครับ แล้วคุณก็ทำให้คนธรรมดาที่มีความเห็นแตกต่างกันกับรัฐบาลต้องเสียอนาคตเพราะการเข้าคุกเข้าตาราง คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ยังหนุ่มยังสาว ยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้กับบ้านเมืองได้ด้วยซ้ำ

คิดว่าปีหน้ามีเลือกตั้งไหม

เราไม่มีอิทธิพลเหนือมันเลยในเรื่องนี้ เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด มีหรือไม่มีก็จงพร้อมกับมันครับ ผมพร้อมเสมอครับ

ธนาธร

Facebook Comments

Gandit Panthong

กันดิศ ป้านทอง อดีตนักศึกษาฝึกงานนิตยสาร Hamburger Magazine, ทำงานในกองบรรณาธิการ MiX Magazine และ บก.คนแรกของ Fungjaizine ที่มีความมุ่งมั่นว่าจะตั้งใจสร้างสรรค์วงการเพลงให้เกิดแต่สิ่งดี ๆ ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

More Interview...

Interview

ความ ‘ไม่สมประกอบ’ ที่น่าหลงใหลในเพลงล่าสุดจาก The Dai Dai

ใครที่ถามถึง The Dai Dai ว่าวงนี้เขาหายไปไหน จริง ๆ พวกเขาหลบไปซุ่มทำเพลงมาแปปนึง จนตอนนี้ปล่อยซิงเกิ้ลล่าสุด 'ไม่สมประกอบ' ออกมาให้ได้ฟังกันแล้ว และอีกหน่อยจะมีผลงานต่อเนื่องมาให้ติดตามกันอย่างแน่นอน

11 December 2018

Interview

Welfare 6 สวัสดิการดนตรีที่อยากให้วงการเพลงไทยมีอะไรแปลกใหม่กว่าที่เคย

ช่วงหลังมานี้เราอาจจะเห็นศิลปินอิสระทำกลุ่ม collective หรือค่ายเพลงเล็ก ๆ ออกมามากมายเพื่อกำหนดแนวทางดนตรีเฉพาะของตัวเอง หรือเพื่อทดลองการบริหารจัดการบางอย่าง เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบผูกขาดในอุตสาหกรรมดนตรีของบ้านเรา เพราะพวกเขาเชื่อว่าการมีทางเลือกมากกว่าจะทำให้วงการดนตรีของเราสนุกขึ้น และนี่ก็เป็นอีกกลุ่มสร้างสรรค์ผลงานเพลงโดยมีเบื้องหลังเป็นยอดฝีมือของวงการ ทั้ง บิว Lemon Soup รัฐ Tattoo Colour และ ออฟ Rats Records เรามาฟังเหตุผลที่ทำให้พวกเขาสร้าง Welfare 6 ขึ้นมาเป็นตัวเติมเต็มระบบนิเวศน์ของวงการเพลงกัน

7 December 2018

Interview

นั่งคุยกับ TELEx TELEXs ถึงอัลบั้มแรกของวงและความรักในโลกอินเตอร์เน็ต

ชวนคุยอัพเดตวงนิดหน่อยเพราะวงเพิ่งไปเล่น Cat Expo ครั้งล่าสุดมา และผลตอบรับที่คาดเดาจากสายตาของเราก็พบว่าแฟนเพลงเขาเพิ่มขึ้นเยอะจริง ๆ กับอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกของพวกเขา และคอนเสิร์ตที่กำลังจะมาถึงเร็ว ๆ นี้

4 December 2018