Article Story

Major 13th, Love, Snake Plant ความงดงามในสิ่งเล็ก ๆ ที่ Soft Pine อยากบันทึกไว้ผ่านอัลบั้มเต็มชุดแรกของพวกเขา

  • Writer: Montipa Virojpan

Soft Pine วงดนตรี bedroom pop, hypnagogic pop, lo-fi 4 ชิ้น ที่ตั้งแต่ซิงเกิ้ลแรก เผลอนอนต่อ ถูกปล่อยไป มารู้ตัวอีกทีเราก็รู้จักวงนี้มาเกือบปีนึงแล้ว และก็คงเป็นเวลาอันสมควรที่พวกเขาจะได้ปล่อยอัลบั้มเต็ม Major 13th, Love, Snake Plant รวบรวม 13 บทเพลงที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งละอันพันละน้อยที่พบเจอและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา บอกเลยว่าต้องมีไว้ติดบ้าน ลองหาเวลาเหมาะ ๆ นั่งลงบนเก้าอี้ตัวโปรดเอนหลังผ่อนคลายและกดปุ่มเล่นเพลงไปพร้อม ๆ กับเรา

Greeting

Prelude เปิดอัลบั้ม ทักทายผู้ฟังด้วยซาวด์ซินธ์แอมเบียนต์สุดล่องลอยชวนฉงน ดวงไฟเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขยายขึ้นและโอบอุ้มเรา ก่อนจะแผ่ความอบอุ่นผ่านเสียงวูบวาบแล้วจางหายไป

You’ll be fine

แทร็คที่ถูกปล่อยเป็นซิงเกิ้ลที่สี่ เป็นเพลงให้กำลังใจที่ฟังเพลิน ฟังง่าย ตามตำรับของ Soft Pine แต่แฝงไว้ด้วยท่อนบริดจ์ร้าย ๆ ของเมโลดี้เบสที่ได้กลิ่นอายแจ๊สบาง ๆ กับเสียงร้องกระซิบกระซาบสุดผ่อนคลาย ตัดสลับมาที่ซาวด์กลองฟุ้งที่ตีสม่ำเสมอ และไลน์กีตาร์ขี้เล่นมาโซโล่ในช่วงท้าย

Morning

เมโลดี้สุดแสนน่ารักและอัดแน่นไปด้วยองค์ประกอบสุดมึนเมา เสียงร้องงัวเงียคล้ายว่ายังตื่นไม่เต็มตา สร้างบรรยากาศของตอนเช้าได้ชัดมาก แต่ก็บาลานซ์ความโดดเด่นของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นได้อย่างลงตัว หากได้ฟังเพลงนี้ในเวอร์ชันเล่นสดจะพบว่าจะเล่นเร็วกว่าฉบับออดิโอ ซึ่งก็ให้ความรู้สึกดีไปคนละแบบ

Keep It In Mind

แฟนเพลงของวงป๊อป Ariel Pink, Mac DeMarco, Homeshake อาจจะยิ้มกว้างทันทีที่ได้ฟังเพลงนี้ ความย้วยยานแบบคุ้นเคยที่ได้อิทธิพลมาอย่างล้นหลาม ฟังแล้วเหมือนมีคนมานวดหัวให้ผ่อนคลายยังไงอย่างงั้น

MSE

ช่ือเดิมของเพลงนี้คือ My Sweet Egg เป็นเพลงบรรเลงจังหวะน่ารัก เมโลดี้มีความยุกยิก ชวนโยกตามไปกับเสียงเบส และโน้ตกีตาร์เองก็มีความขี้เล่นอยู่ไม่น้อย ซึ่งเพลงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก ไข่หวาน สุนัขของฟรอนต์แมนของวงที่เขาใช้เพลงนี้อธิบายคาแร็กเตอร์ของไข่หวานได้อย่างเห็นภาพ (น้องน่าจะเป็นตัวย้วย ๆ เด๋อ ๆ วิ่งด๊อกแด๊ก แสนซน ประมาณนั้น)

Only You Know

เพลงจังหวะสนุก กระฉับกระเฉง แตกต่างจากเพลงอื่น ๆ ในอัลบั้มที่สุดเลยก็ว่าได้ แถมเนื้อหาที่ร้องยังเป็นการบ่นชีวิตขมขื่นจากการทำงานเสียอีก ชอบมาก ๆ คือการร้องประสานรับส่ง ‘You know. I know.’ เป็นอะไรที่น่ารักเหลือเกิน ไหนจะท่อนโซโล่ท้ายเพลงสุดจะปั่น มีความไซคีเดลิกเข้ามา เท่มาก

As I Lay At Some Rest

ดรอปจังหวะลงมา คราวนี้เป็นเหมือน interlude ให้ได้ฟังพักหูก่อนจะไปต่อเปิดขึ้นมาด้วยซาวด์ซินธิไซเซอร์ยวบๆเพี้ยนๆมีเสียงอะนาล็อกแกรกๆแทรกเข้ามาให้รู้สึกจั๊กจี้หูนิดๆ

Lido

ซิงเกิ้ลที่ถูกปล่อยไปเป็นเพลงที่สาม โดดเด่นด้วยซาวด์กีตาร์สุดย้วยกับกลองจังหวะหน่วง ๆ ดนตรีน่ารัก ถูกนำมาพูดถึงโรงภาพยนตร์ในความทรงจำอย่าง Lido ที่เราต่างเคยไปใช้บริการ ไปคนเดียวบ้าง ไปกับเพื่อนบ้าง แต่เชื่อเถอะว่าช่วงเวลาที่ได้ไปดูหนังกับคนคนนั้น เป็นอะไรที่ตราตรึงในความทรงจำเราที่สุดละ

Indoor Plants

เพลงช้าจังหวะ slow rock, doowop กับเนื้อเพลงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี แต่กลับมีความเหงาปกคลุมอยู่จาง ๆ เสียงคอรัสเบาบางเข้ามาเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย บวกกับความรู้สึกถึงนอยซ์นิด  จากการบันทึกเสียงที่เซ็ตไมค์ให้เก็บเสียงแอมเบียนต์ได้ เนื้อหาก็อบอุ่นหัวใจเหลือเกินเธอมาปลูกต้นไม้กับฉันไหม มันทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นได้จริง ๆ นะ

Spinach Coffee

อีกเพลงบรรเลงในอัลบั้มที่มีชื่อเรียกน่าสนใจทีเดียว ผักโขมกับกาแฟ มันเกี่ยวกันยังไงนะ แต่เพลงนี้มีท่วงทำนองที่ผ่อนคลาย และน่ารักไม่หยอก เสียงกีตาร์สองตัวยั่วล้อกันไปมา เหมือนจะเป็นภาคต่อกลาย ๆ ของ MSE ด้วยคอร์ดที่นำมาเขียนเมโลดี้ใกล้เคียงกัน แต่เป็นเทมโปที่ช้ากว่า ฟัง ๆ ไปก็นึกถึงเพลงตอนสร้างบ้านในเกม The Sims เหมือนกันแฮะ

New Song

กลับมากระฉับกระเฉงด้วยโน้ตสุดดีดดิ้นที่โผล่มาแบบโดด ๆ ก่อนจะตามมาด้วยกลองจังหวะเท่า ๆ กันแบบที่ Soft Pine เขาชอบเขาล่ะ แต่พักนึงก็เริ่มเพิ่มรายละเอียดของบีตเข้ามา เสียงกีตาร์นัว ๆ ดูเมามายพอ ๆ กับเสียงร้อง ทำเอาเรามึนไปพักนึงก่อนจะดึงเข้าจังหวะกระชากวิญญาณที่สนุกและสดใสเอามาก ๆ แต่ตอนท้ายก็เหมือนดักตีหัวเข้าถ้ำกับพาร์ต instrumental ที่ถึงจะเล่นโน้ตเหมือนจะวนลูปแล้วไล่ออคเตฟเอา แต่ก็เป็นการเรียบเรียงที่เท่เหลือเกิน เพราะเขาไม่ปล่อยให้เพลงจบไปง่าย ๆ มีลูกเล่นต่อท้ายเพลงอีกยาว ๆ บอกเลยว่าเพลงนี้ฟังสด ๆ ต้องมีอันโยกตัวย่ำเท้าตามแน่นอน

Smiley Aesthetic

ซินธิไซเซอร์ให้ฟีลแบบพวก internet age memes ความวนลูปของซาวด์ที่เหมือนจะเชย แต่ก็ไม่เฉิ่ม คอยสะกดให้เรา

La Couronne

เท่มากจ้า เป็นเพลงที่กรูฟที่สุดในอัลบั้มเลยก็ว่าได้ ขึ้นมาก็เจอเบสดุ่ม ๆ ไล่เรียงทำนองเพลง ไป ๆ มา ๆ แทบจะเป็นตัวหลักของเพลง กับกีตาร์ที่เหมือนจะ mistune แต่พอกีตาร์อีกตัวขึ้นมาก็มอบความละมุนละม่อม ดรอปความแหลมและกวนของกีตาร์ตัวก่อนหน้า รวมถึงเสียงกระซิบกระซาบที่พูดถึงการชื่นชมในสิ่งเล็ก ๆ ในชีวิต และเกิดตกหลุมรักในสิ่งเหล่านั้นแบบไม่ทันตั้งตัว เป็นอะไรที่น่ารักมาก ส่วนโซโล่นี่ก็ประหลาดเหลือเกิน (ในทางที่ดี) ฟังแล้วเผลอยิ้มไม่รู้ตัวเลย

ถ้าใครคาดหวังให้เพลง เผลอนอนต่อ ถูกบรรจุรวมในอัลบั้มนี้ ก็ขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะถ้าเอาเพลงนั้นมารวมในอัลบั้มอาจจะรู้สึกว่ามันจะไม่ค่อยไปในทางเดียวกัน ซึ่งก็ต้องพูดตามตรงว่า พอได้ฟังทั้ง 13 เพลงที่ Soft Pine เขาคัดมาให้เราฟังแล้วในอัลบั้ม Major 13th, Love, Snake Plant แบบเรียงกันตั้งแต่ต้นจนจบ ก็รู้สึกว่านี่เป็นอัลบั้มที่กลมกล่อมและรื่นรมย์มาก

วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม นี้ พวกเขาจะไปเล่นในงานเปิดอัลบั้มที่ De Commune พร้อมด้วยวงเปิดวงโปรดของพวกเขา Kunst ถ้าใครอยากฟังเพลงเหล่านี้สด ๆ ก็ตามไปเจอกันได้ และเราขอย้ำอีกทีว่าควรมีอัลบั้มนี้ไว้ครอบครองจริง ๆ นะ

Facebook Comments

Next: