Article Interview

The Whitest Crow กาขาวออกบินไปตามเสียงเพลง

  • Writer: Gandit Panthong
  • Photographer: Chavit Mayot

The Whitest Crow : Bangkok Story

ตื่นเช้าเป็นกำไรของชีวิตนี่คือคำกล่าวทักทายจากหนึ่งในสมาชิกของวง The Whitest Crow ที่ทักทายผมในเช้าของวันอาทิตย์ วันที่ผมควรจะพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนเตียงนอน แต่วงดนตรีวงนี้คือหนึ่งในวงร็อคที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้มีหรือผมจะปล่อยเวลาให้ผ่านไปง่ายๆ ประเด็นในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ของผมแปลกไปกว่าทุกครั้ง เพราะมันเป็นครั้งแรกที่ผมและวง The Whitest Crow จะคุยกันถึงเรื่องอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกในชีวิตของพวกเขาที่มีชื่อว่า Bangkok Blondie เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไรอีกาขาวกลุ่มนี้พร้อมเล่าให้คุณผู้อ่านทุกท่านได้ทราบแล้ว

wcrow_03

Bangkok Blondie : ปฐมบทของอัลบั้มเต็มกาขาว 

สิ่งแรกที่ผมอยากรู้เลยเกี่ยวกับวงนี้คือเรื่องอัลบั้มเต็ม เพราะฉะนั้นคำถามที่ผมจะกระหน่ำใส่วง The Whitest Crow ต้องเป็นคำถามเรื่องราวอัลบั้มเต็มของพวกเขาแน่นอน  การเดินทางของเด็กหนุ่มทั้ง 4 คนกับระยะเวลาก่อตั้งวงดนตรีวงนี้ที่เกือบจะมีอายุครบ 5 ปีแล้วเร็วๆ นี้ พวกเขาผ่านเรื่องราวมามากมาย

“จริงๆ จุดเริ่มต้นการทำเพลงในอัลบั้มนี้ทั้งหมด พวกเราเริ่มทำกันตั้งแต่อายุ 20 ปีเลยก็ว่าได้นะ ทำตั้งแต่อายุยังน้อยเพียงแต่ไม่มีใครรู้มากกว่า การแอบซุ่มทำของพวกเราครั้งนี้ ต้องขอบคุณค่าย Rats Records มากๆ ที่ให้โอกาสพวกเรา เห็นศักยภาพของเราทำให้มันเกิดอัลบั้มนี้ขึ้นอย่างที่ทุกๆ คนได้เห็น” – เติ้ล นักร้องและมือกีต้าร์หนุ่มจอมเกรียนได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการทำอัลบั้ม Bangkok Blondie ด้วยสายตามุ่งมั่นอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน แถมพวกเขาได้เล่าเสริมทันทีว่าในอัลบั้มนี้ เพลง Be With You จะถูกนำมาเรียบเรียงและบันทึกเสียงใหม่อีกด้วยมันต้องน่าตื่นเต้นมากแน่นอน เพราะ สายตาของสมาชิกในวง หลังจากพูดถึงเรื่องนี้ทุกคนดูตื่นเต้นกันมาก เพราะผู้ฟังทุกท่านยังไม่มีใครได้มีโอกาสฟังเพลงเวอร์ชั่นนี้อย่างแน่นอน

The Whitest Crow เริ่มเกริ่นถึงอัลบั้มเต็มอัลบั้มนี้อย่างออกรสออกชาติผมไม่รอช้ารีบถามคำถามต่อไปในทันทีกับเรื่องราวความเป็นมาของชื่ออัลบั้มนี้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เติ้ล ฟร้อนท์แมนสุดเกรียนได้บอกกับผมว่าเดี๋ยวเราจะเริ่มเล่าเรื่องอัลบั้มเต็มให้ฟังเลยละกันว่าเป็นมาอย่างไร” 

“อัลบั้มเต็มนี้จะมีทั้งหมด 9 เพลงครับ ซึ่งแต่ละเพลงจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นผมอยากให้รออ่านในท้ายของบทสัมภาษณ์นี้เลย ถ้าให้อธิบายตรงนี้มันต้องยาวแน่ๆ ส่วนในอัลบั้มนี้วงเรามีแขกรับเชิญมา Featuring ด้วยส่วนจะเป็นใครนั้น เราไม่ขอบอกตอนนี้ ต้องเป็นเจนิเฟอร์ คิ้มแน่ๆ ครับ ผมล้อเล่นฮะ ยังไงรอติดตามกันให้ดี แล้วก็เราจะขายอัลบั้มนี้ในราคา 250 บาทที่สำคัญล็อตแรกจะผลิตออกมาก่อน 500 แผ่นครับ”

“ส่วนชื่อของอัลบั้มคือ Bangkok Blondie ย้ำกันอีกทีครับ Bangkok Blondie เราได้ไอเดียมาจากเรื่องราวในสังคมไทยเราครับ จริงๆ มันสามารถแปลได้หลายแบบนะสำหรับชื่ออัลบั้มนี้ มันจะหมายถึง กรุงเทพมหานครเมืองสีทองน่าอยู่ของเราก็ได้ หรือจะเป็นเรื่องการจิกกัดคนที่พยายามแบบเป็นอินเตอร์ในการใช้ชีวิตก็ได้ มันได้หลายความหมายเลย แต่จริงๆ แล้วจุดประสงค์สำหรับเราในชื่ออัลบั้มนี้คือ พวกเราอยากทำให้ฝรั่งรับรู้ว่าพวกเราทำเพลงแบบนี้ มันเป็นภาษากลางที่เขาสามารถเข้าใจได้ง่าย เราใส่ความเป็นกลางตรงนี้ที่มันมีความเป็น Bangkok ลงไปในเพลงเราด้วย มันเลยกลายมาเป็นตีมของอัลบั้มนี้ครับ”

“ด้านของ Artwork อัลบั้มนี้หลักๆ เลยมันจะมาจากคำว่า Bangkok Blondie ครับ เราเอาอะไรที่มันเป็นไทยมาทำให้มันเป็นสมัยใหม่ ในนั้นมีรูปพี่เสก โลโซด้วย ไปหากันเองในแผ่นนะ คือ มันไทยมากจริงๆ มันไม่ได้ไทยขนาดอลังการ อยากให้รอดูนะ” – เติ้ล กล่าวพร้อมกับนั่งไล่จำนวนชื่อเพลงในอัลบั้มให้ผมดูว่ามีเพลงอะไรบ้างและความพิเศษของอัลบั้มนี้ โดยเจ้าตัวกล่าวไปหัวเราะไปอย่างมีความสุขและบอกกับผมว่า อัลบั้มนี้เราดูแลทุกขั้นตอนจริงๆ ซึ่งแต่ละเพลงนั้นเป็นอย่างไร ผมขออนุญาตใส่ไว้ท้ายบทสัมภาษณ์นี้นะครับ

จุดประสงค์สำหรับเราในชื่ออัลบั้มนี้คือ พวกเราอยากทำให้ฝรั่งรับรู้ว่าพวกเราทำเพลงแบบนี้ มันเป็นภาษากลางที่เขาสามารถเข้าใจได้ง่าย เราใส่ความเป็นกลางตรงนี้ที่มันมีความเป็น Bangkok ลงไปในเพลงด้วย

wcrow_01

หลังจากที่พวกเขาเล่าเรื่องอัลบั้มเต็มของตัวเองกันไปได้สักระยะนึงแล้ว ผมชักอยากรู้เรื่องราวอื่นๆ ของวงนี้ซะแล้ว ซึ่งจากประสบการณ์ที่เคยมีโอกาสยืนดูการซาวด์เช็คของ The Whitest Crow วงนี้เป็นวงดนตรีที่ซาวด์เช็คเร็วมาก เร็วซะจนผมรู้สึกว่า เอ๊ะหรือวงนี้มันมีสูตรในการซาวด์เช็ครึเปล่า  จนคำตอบแท้จริงจากปากพวกเขา คือ ความเคยชินทำให้การซาวด์เช็คของพวกเขามันรวดเร็วนั้นเอง 

“เรารู้สึกว่าบางครั้งการเล่นดนตรีของพวกเรามันไม่จำเป็นต้องมีมอนิเตอร์บนเวทีก็ได้ พวกเราทำบ่อยมาก มันเป็นความเคยชินที่เกิดขึ้นจากการซ้อมของพวกเราด้วยนะที่ทำให้การซาวด์เช็คของพวกเราแต่ละครั้งเร็วมาก เร็วจนรู้สึกว่า สถิติโลกของการซาวด์เช็ควงดนตรีทั่วโลกน่าจะอยู่ที่เรา (หัวเราะ) ซาวด์ดนตรีในการแสดงสด ถ้าโดนเนื้อโดนตัวมันก็เพียงพอแล้ว” – เติ้ล บอกเล่าถึงเรื่องราวนี้ด้วยสีหน้าทะเล้นพร้อมกับยังคงย้ำให้ผมฟังอยู่เสมอว่า พวกเขาไม่ได้ขี้เกียจนะ แต่มันเป็นสไตล์การเล่นดนตรีแบบวงดนตรีวงนี้ตะหาก จากนั้น เบน มือกลองกล้ามโตเสริมต่อเกี่ยวกับคำตอบนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า “วงเราซาวด์ดนตรีมันจะถูกคุมมาตั้งแต่แรกแล้ว ด้วยความเคยชินที่เราซ้อมในห้องซ้อมที่ซาวด์ดนตรีไม่ได้สมบูรณ์มาก ซ้อมให้มันเกิดความเคยชินมากกว่าจึงทำให้เวลาเล่นจริงๆ เราก็ไม่ได้ยินจริงๆ ว่าเราเล่นอะไรบ้าง มันเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆเลย”

ระหว่างที่บทสนทนาของผมและวง The Whitest Crow กำลังเดินทางไปอย่างเมามันส์ ภาพที่นึกออกตอนนี้คือวงดนตรีวงนี้เพลงเคยถูกไปประกอบซีรีย์นิหน่า แน่นอนครับในฐานะนักดนตรีการมีเพลงไปอยู่ในซีรีย์ทางโทรทัศน์มันต้องน่าตื่นเต้นมากแน่ๆ แล้วพวกเขารู้สึกอย่างไร 

“ตอนนั้นรู้อยู่แล้วว่า เพลง Be With You จะไปอยู่ในซีรีย์ Gossip Girl Thailand ทางทีมงานเขาติดต่อมาซึ่งพวกเราเองก็คงคิดว่าไปเปิดประกอบๆ ตอนไม่สำคัญรึเปล่า (หัวเราะ) ปรากฏว่าไม่ใช่เลยมันเป็นโชคดีมากๆ ที่เพลงเราไปอยู่ในช็อตที่พีคพอดี ช็อตกำลังป๊าปป๊าปเลย แถมก็ไม่คิดว่าวันนึงในชีวิตจะมีคนมาคอมเม้นท์ในเพลงตัวเองว่า ตามมาจาก Gossip Girl Thailand มันรู้สึกบอกไม่ถูกจริงๆ นะ เรามั่นใจว่ามันต้องเป็นคนฟังกลุ่มใหม่แน่ๆ ดีใจมากที่เพลงเราไปไกลขนาดนี้ครับ” – เติ้ล อธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตหลังจากเพลงพวกเขาถูกนำไปประกอบซีรีย์ชื่อดังเรื่องนี้ พร้อมทำท่าป๊าปป๊าปเรียกเสียงฮากันไปทั้งวงสัมภาษณ์ครั้งนี้ สำหรับตัวผมเองคิดว่าตอนนี้การสนทนาของตัวเองและวงดนตรีวงนี้เริ่มรู้สึกเมามันส์มากๆ แล้ว ไฟในตัวพวกนายทำไมมันแรงเช่นนี้ หลังจากที่ขำกันอยู่พักใหญ่ได้เวลาที่จะคุยเรื่องเครียดๆ กันบ้างแล้วครับ

วง Arctic Monkeys กับ The Whiest Crow มักถูกเปรียบเทียบกันโดยตลอดจากแฟนเพลงทั้งหลายก็ดี จากนักวิจารณ์หลายๆ คนก็ดีว่า ตกลงแล้ว The Whiest Crow ใช่ Arctic Monkeys ของประเทศไทยรึเปล่า เชื่อว่าพวกเขามีคำตอบให้เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะหลังจากที่ผมพูดชื่อ Arctic Monkeys ลงไปกลางวงสัมภาษณ์ ทุกคนพร้อมใจกันตอบถึงคำถามนี้อย่างรวดเร็ว 

“ก็มีบ้างนะ ผมว่าเรื่องนี้พวกเราเจอจนชินแล้ว” – แบงค์ มือเบสหนวดสวยตอบคำถามนี้เป็นคนแรก

“รู้สึกเหมือนคนที่พูดถึงเรื่องเนี่ย เขายังไม่ได้เสพย์วงดนตรีเราแบบจริงจังนะ อยากให้ศึกษาให้แน่ใจก่อน เพราะพวกเราทำพวกเราไม่ได้คิดถึงว่าเราจะไปเหมือนใคร เราเป็นเรามาตั้งแต่แรกแล้วครับ” – เบน รีบเสริมต่อจากแบงค์ในทันที

“ทุกวันนี้เพื่อนยังพูด แม่ยังพูดเลยครับ (หัวเราะ) จริงๆ เรื่องนี้มันมีทั้งแง่บวกและลบนะ ถ้าเขาฟังเพลงวงเราชอบก็คือชอบไปเลย เพราะ เคยมีงานนึงเล่นที่เจเจ กรีน เล่นเสร็จสาวเดินมาบอกว่า ชอบวงพี่มากเลยค่ะ เหมือนได้ดูวง Arctic Monkeys เลย จริงๆ พวกเราเคยคิดว่าดนตรีน่าจะไม่เหมือน แต่เบ้าหน้าออกไปทางวงนี้แน่นอนครับ อันนี้ผมล้อเล่นนะครับ” เติ้ล ตอบคำถามนี้พร้อมกับเสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา ทำให้ผมเชื่อแล้วว่าพวกเขาต้องเจอคำถามนี้มาจนชินแล้วแน่นอน

“แต่เอาจริงๆ ตอนนี้เราฉีกมาเยอะแล้วนะ พยายามไม่ไปยุ่งเกี่ยวให้เหมือนกันเท่าไรแล้ว เราห้ามคนฟังให้คิดแบบเราไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นพวกเราทำอะไรพวกเรารู้ดีครับ” – อ๋อง มือกีต้าร์ผู้ทรงเสน่ห์กล่าวปิดสำหรับคำถามนี้อย่างสุขุม

wcrow_02

Bangkok Story : กรุงเทพมหานคร ชีวิตดีดี ที่ลงตัว 

เมื่อพูดถึงเรื่องราวของกรุงเทพมหานครกันแล้ว มีหรือผมจะไม่ถามพวกเขาถึงความเป็นอยู่ในจังหวัดของชื่ออัลบั้มนี้แถมเท่านั้นไม่พอไหนๆ คุยกันเรื่องราวของกรุงเทพมหานครแล้ว ถ้าเด็กหนุ่ม 4 คนนี้ได้มีโอกาสเป็นผู้ว่ากทม. 1 วันละ พวกเขาจะทำอะไรกัน

“จริงๆ จังหวัดกรุงเทพมหานครเป็นจังหวัดที่….. (เติ้ลทำหน้าหยุดคิด) เป็นที่มีแทบทุกอย่าง มันมีความเจริญหมดเลยนะ แต่สิ่งที่มันขาดไปจริงๆคือ ความเจริญทางด้านจิตใจของคน มันขาดไป มันไม่น่าอยู่ มันรู้สึกว่าทุกอย่างมันดีหมดเลย เขาเรียกว่าทุกอย่างมันเกือบจะครบแล้วจิตใจมันยังไม่ดีขึ้นเลย ซึ่งปัญหานี้มันก็แก้ไม่ได้นะให้ผมไปเป็นผู้ว่าผมก็ปรับทัศนคติของคนไม่ได้หรอก ถ้าผู้ว่าผมขอเปลี่ยนเครื่องแบบนักเรียนให้ใส่เสื้อวงผมครับ (หัวเราะ) คงเปลี่ยนเรื่องการศึกษามากกว่าอันดับแรกเลย ปัจจุบันนี้ส่วนตัวผมเองรู้สึกว่า ยังอยู่ในยุคที่เรื่องราวที่สอนกันในห้องเรียนไม่มีประโยชน์แก่เด็กเลย คือ ไปนั่งเรียนทั้งวันแล้วไม่ได้ใช้จริงในชีวิตประจำวันมันก็ไม่ถูกต้องนะครับ เออลืมเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาด้วยนี่นโยบายผมเลย เข้าคูหา กาเบอร์ 5 เลยครับเลือกผม” เติ้ล กล่าวติดตลกพร้อมอธิบายถึงความวุ่นวายที่พบเจอจนผมรู้สึกว่าเรื่องที่เขาอธิบายผมเขียนออกอากาศไม่ได้แน่ ๆ

จังหวัดกรุงเทพมหานครเป็นจังหวัดที่มีแทบทุกอย่าง มันมีความเจริญหมดเลยนะ แต่สิ่งที่มันขาดไปจริงๆคือ ความเจริญทางด้านจิตใจของคน มันขาดไป มันไม่น่าอยู่ เขาเรียกว่าทุกอย่างมันเกือบจะครบแล้วจิตใจมันยังไม่ดีขึ้นเลย ซึ่งปัญหานี้มันก็แก้ไม่ได้นะให้ผมไปเป็นผู้ว่า ผมก็ปรับทัศนคติของคนไม่ได้หรอก

“ว่าจะเปิดฟิตเนสทั่วประเทศครับได้เป็นผู้ว่า (หัวเราะ) จริงๆ เรื่องการศึกษาเนี่ยละสำคัญสุดแล้ว อย่างต่างประเทศเวลาเขาไปเรียนกัน เขาเรียนที่ไหนก็ได้ให้มันใกล้บ้านเขา โดยที่การศึกษามันยังเท่ากันอยู่ แต่บ้านเรามันไม่ใช่ บ้านเรามองว่าโรงเรียนนี้อาจารย์ดี อีกโรงเรียนอาจารย์ไม่ดี ไม่เข้าโรงเรียนนั้นดีกว่า เหมือนเด็กเลือกเรียนได้เพราะเรื่องแบบนี้ พอปัญหาเรื่องนี้มันเกิด อีกเรื่องที่ตามมาเลยคือปัญหาการคมนาคม มันเลยเหมือนทุกอย่างแม่งยุ่งกันไปหมดและเหมือนบางจุดในกรุงเทพมหานครก็เจริญไป บางจุดก็ไม่เจริญเลยในส่วนของผังเมืองก็มีปัญหาจริงๆ เรื่องนี้ถ้าให้คุยมันยาวเหมือนกัน” – เบน ตอบคำถามนี้พร้อมกับคิดถึงเรื่องราวในการเป็นชาวกรุงเทพมหาครในวัยเด็กว่ามันช่างแตกต่างจากตอนนี้มากน้อยแค่ไหน

“ส่วนผมขอไม่ทำอะไรเลยละกันครับ อยากให้ทุกคนมีความสุขเปิดเพลงกันดังๆ สนั่นเมืองเลย แล้วก็ติดไฟที่ราคาหลายล้านด้วยแฮปปี้แน่นอน” แบงค์ ตอบคำถามพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะทันทีเมื่อตอบคำถามนี้เสร็จ

“เอาจริงนะ เราเกิดในกรุงเทพมหานคร แต่เรื่องที่มันยังแย่อยู่ทุกวันนี้คือการเดินทางเนี่ยละ รู้สึกว่าแม่งก็ยังไม่สะดวกอยู่ดี เวลาจะเข้าเมืองทีลำบากมากจากใจเลย ถ้าเป็นผู้ว่าคงแก้เรื่องนี้ก่อนเลย” อ๋อง คิดไปคิดมาเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่นานจนได้คำตอบนี้มาอย่างที่เจ้าตัวพอใจ

wcrow_04

นโยบายเกี่ยวกับกรุงเทพมหานครที่แต่ละคนเสนอมานั้นล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้นในความคิดของเด็กทั้ง 4 คน แต่ประโยคนึงที่เติ้ลบอกกับผมคือ “บางทีมันฝืนธรรมชาติเกินไปอ่ะ การใช้ชีวิตพวกเราทุกวันนี้จนกลายมาเป็น Bangkok Blondie เนี่ยล่ะ” ทำให้คำถามต่อมาของผมที่ยิงไปหาพวกเขาคือแล้ว The Whitest Crow เคยฝืนธรรมชาติรึเปล่า 

“ฝืนทำเพลงไทยเนี่ยละ คือ เราไม่ได้เว่อร์หรืออะไรนะ แต่เราเป็นคนที่เรียนสองภาษามาแล้วถนัดภาษาอังกฤษมากกว่า พวกแกรมม่ามันจะอ่านตรงตัวของมันอยู่ ถ้าให้เราไปเขียนเพลงไทยแบบที่เขาฮิตๆ กันมันยากเกินไปอ่ะ อย่างสมัยก่อนเพลงของ The Whitest Crow เป็นภาษาไทยนะ แต่ทำไปทำไมมันเหมือนบทสวดเลยอ่ะ (หัวเราะ) พอมาเขียนภาษาอังกฤษเลยรู้สึกว่ามันเข้าปากกว่า เขียนง่ายกว่า ตอนนั้นเพลงไทยที่เคยทำชื่อเพลง เรืออัปปาง มาลี แล้วก็กาวมนุษย์ ซึ่งผลลัพธ์ที่เราได้กลับมาคือมันไม่เวิร์คมาก เราไม่เคยกลับไปเล่นเพลงเหล่านั้นอีกเลย คือ เรารู้สึกว่าตอนนี้เราสบายใจแล้วที่จะสื่อสารเพลงของเราให้ออกมาเป็นรูปแบบภาษาอังกฤษ” – เติ้ล กล่าวพร้อมกับทำเสียงร้องเพลงไทยให้ผมดูว่าจริงๆ แล้วมันเหมือนบทสวดมนต์มากเพียงใด ซึ่งหลังจากที่ เติ้ล ตอบคำถามนี้เสร็จ อ๋อง เสริมต่อทันทีว่า

“เราไม่ถนัดเพลงไทยตั้งแต่แรกแล้ว คือ เราทำเพลงคนอื่นไม่ได้อ่ะ เล่นเพลงวงอื่นไม่ได้จริงๆ คือ เราเล่นเพลงคนอื่นผิด คนอื่นเขารู้ไง แต่ถ้าเราเล่นเพลงตัวเองผิด คนอื่นไม่รู้นะ (หัวเราะ) อย่างเพลง Be With You นี่บางทีเติ้ลยังร้องผิดอยู่เลย (หัวเราะ)”

เรารู้สึกว่า ตอนนี้เราสบายใจแล้วที่จะสื่อสารเพลงของเราให้ออกมาเป็นรูปแบบภาษาอังกฤษ

หลังจากที่แสดงความเห็นในมุมมองเกี่ยวกับจังหวัดกรุงเทพมหานครกันเรียบร้อยแล้ว สลับฝั่งกลับมาในมุมมองของแฟนเพลงที่มีต่อพวกเขากันบ้าง การเล่นดนตรีสดของ The Whitest Crow ย่อมติดตาตรึงใจผู้ชมอยู่แล้วหากใครได้มีโอกาสดู รวมไปถึงการฟาดกีต้าร์ลงพื้นที่เป็นเสมือนเอกลักษณ์ของเติ้ลไปเป็นที่เรียบร้อยจนทำให้ผมได้ยินบ่อยครั้งที่คนดูวงนี้จะชอบพูดกับผมเสมอว่า วงนี้ซาดิสต์แน่ๆ ใช้ความรุนแรงในการเล่นนดนตรี ไม่เสียดายกีต้าร์หรือไง แต่สิ่งที่ได้ยินจากปากเติ้ลในวันนี้ “เขาเพียงต้องการคืนกำไรให้คนดูเพียงเท่านั้นเอง”

“เรื่องการฟาดกีต้าร์เหรอ (หัวเราะ) จริงๆ อยากอธิบายให้คนอ่านเข้าใจก่อนว่า เราไม่ได้ฟาดแบบไม่มีที่มาที่ไปนะ คนดูจะชอบมองว่า ทำลายข้าวของรึเปล่าว่ะ มีคนเคยบอกเหมือนกันว่า ถ้าทำแบบนี้เอากีต้าร์ไปบริจาคเลยดีกว่าเสียดายของ แต่ในมุมมองจริงๆ แล้วคือ มันเป็นอะไรที่คืนกำไรให้กับคนดูมากกว่านะ แต่รอบงานเห็ดสด ครั้งที่ 1 ที่ผมฟาดก็เพราะกีต้าร์วันนั้นมันแย่มากะ ซึ่งเป็นกีต้าร์ผมเองเนี่ยละ เราก็รู้สึกว่าในบรรยากาศวันนั้นทุกอย่างมันดีมาก เราทำอะไรไม่ถูกแล้ว แต่กีต้าร์มันไม่ดีเราเลยกระทำสิ่งนั้นลง” เติ้ล อธิบายเรื่องนี้พร้อมกับสัญญากับแฟนเพลงทุกคนว่า “ถ้างานเปิดอัลบั้มเห็นผมฟาดกีต้าร์เมื่อไร ไม่ต้องจ่ายค่าบัตรเลย”

wcrow_05

เมื่อพูดคุยกันถึงเรื่องทั้งหมดของอัลบั้มนี้ไปกันจนเสร็จสิ้นแล้ว คำถามอีกหนึ่งอย่างที่เชื่อว่าแฟนเพลงหลายๆ คนอยากรู้ก็คือ งานเปิดอัลบั้มในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ความพิเศษในงานที่ทางวงเตรียมไว้ แขกรับเชิญหน้าไฟแรงที่พวกเขาเชิญมาคือใคร ผมยิงคำถามถึงเรื่องนี้ให้กับพวกคุณผู้อ่านเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ     

“งานนี้มีแต่สิ่งดีๆ ครับ รอบนี้มันจะเป็นเหมือนว่า ปาร์ตี้กันเอง อย่างตอนเราเล่น ฟังใจ (งานเห็ดสด ครั้งที่1) เวทีมันจะเป็นทางการ เราจะชอบอะไรที่สนุกกับคนดูได้อ่ะ พี่บิว วง Lemonsoup เขาให้ คำนิยามเกี่ยวกับวงเราไว้ว่า เราเป็นวงแนว Comedy Rock พวกเราก็รู้สึกว่าเออคำนี้มันเหมาะดี อยากให้มันเป็นความสนุกสนานที่ง่ายๆ วันนั้นจะเล่นแม่งทั้งอัลบั้มเลย แล้วก็มีเพลงเก่าๆ ที่เราแต่งไว้ก่อนหน้านั้นก็จะเล่น ซึ่งก่อนโชว์ของเราจะมีวงเปิดด้วยคือ น้อง Phum Viphurit สุดหล่อของค่ายเราที่จะมาพร้อมกับเพลงใหม่ที่ชื่อว่า RUN ครับ อีกวงนึงก็คือ De Flamingo รุ่นน้องที่กำลังมาแรงมากในขณะนี้ครับ งานนี้มันส์แน่สำหรับวงนี้ วงสุดท้ายที่จะมาเล่นเปิดก็คือวง Irish Twin เป็นวงหน้าใหม่มีสมาชิกแค่ 2 คน แต่รอบนี้เขาจะพาฝรั่งมาแจมด้วยอยากให้ลองดูกันครับ จากนั้นก็มาเจอวงเราเป็นวงสุดท้ายในงานครั้งนี้ นี่จะเป็นที่แรกที่เราขายอัลบั้มเต็มด้วย เราจะทำเป็นล็อตๆ ไป ตอนนี้บัตรออนไลน์คนก็จองมาเรื่อยๆ แล้ว อยากให้มากัน ย้ำอีกทีรอบนี้ผมไม่ทุบกีต้าร์แน่นอน” – เติ้ล ให้คำมั่นสัญญากับผมไว้อย่างหนักแน่น แต่สมาชิกในวงคนอื่นก็ยังไม่เชื่ออยู่ดีว่าเติ้ลจะทำได้อยากให้ไปติดตามกันให้ดีในวันงานนะครับ

ถ้างานเปิดอัลบั้มเห็นผมฟาดกีต้าร์เมื่อไร ไม่ต้องจ่ายค่าบัตรเลย

จากที่คุยกันมากับพวกเขาในเรื่องราวของอัลบั้มเต็มอัลบั้มนี้กันไปแล้ว บอกได้เลยว่านี่จะเป็นอัลบั้มที่ยอดเยี่ยมอีกหนึ่งอัลบั้มในปีนี้อย่างแน่นอน ส่วนตัวผมเชื่อว่า The Whitest Crow จะเป็นฟั่นเฟือนสำคัญอีกหนึ่งชิ้นในวงการเพลงไทยบ้านเรา เพราะฉะนั้นแล้วอยู่ที่พวกคุณคนฟังแล้วละครับว่าจะเปิดใจให้กับพวกเขามากน้อยแค่ไหน ก่อนจะจากกันผมให้พวกเขาได้ขายของอย่างเต็มที่ครับ ไปดูกันว่าพวกเขาจะขายอะไร 

“ขอฝากไว้แบบนี้ครับ วงเราเป็นบอยแบนด์หน้าใหม่ ทำเพลงแนว Comedy Rock ครับ เพลงอ่ะฟังให้วิวมันขึ้นให้ชื่นใจหน่อย เล่นสดก็มาดูบ้าง (หัวเราะ) อัลบั้มนี้เราใช้เวลาทำนานมากจริง ๆ บางเพลงมันเป็นอะไรที่แบบ เนี่ยละเป็นการกรั่นกรองอีกรอบนึง อยากให้ลองฟังดูดีกว่า ถ้าไม่คิดว่าซื้อเพลงแล้วได้อะไร อยากให้เอาแผ่นเราไปสะสมดีกว่า อีกหน่อยร้อนเงินก็เอาไปขายได้ พวกเราเป็นกันเองด้วยนะ” เมื่อเสร็จสิ้นประโยคนี้พวกเขาทั้ง 4 คนก็ได้ไปถ่ายรูปกับฟังใจซีนต่อในทันทีพร้อมกับทิ้งเสียงหัวเราะชุดใหญ่ไว้ให้กับผม / แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าครับ

Track By Track [Bangkok Blondie] By The Whitest Crow

Bangkok Blondie

 เพลงนี้จริงๆ เป็นเพลงที่เราแปลงร่างมาจากโปรเจคเดี่ยวของเติ้ลกัน คือ เพลง Blondie And Smoker (เพลงที่เคยเล่นในงานเห็ดสดครั้งที่ 1) ซึ่งจริงๆ แล้ว เพลงนี้ตอนแต่งได้แรงบันดาลใจมาจากพี่สาวคนนึงที่เติ้ลเห็นแล้วรู้สึกประทับใจมาก เธอไว้ผมสีทองตลอด แล้วก็สูบบุหรี่ด้วย แค่นั้นเลย แต่พอแปลงร่างมาเป็น Bangkok Blondie เราก็มาขยายความถึงความเป็นคนไทย ไว้ผมทอง ก็ต้องตีความกันเองละว่ามันดีหรือไม่ดี

Your Soul

Your Soul คือเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Cross Road ซึ่งเป็นการทำ สัญญาแลกเปลี่ยนวิญญาญกับซาตาน ซึ่ง จริงๆแล้ว Your Soul เนี่ยพูดถึงความต้องการ ของคนๆนึง ซึ่งต้องการ สิ่งๆนึง ไม่ว่าจะเป็น คนรัก ของรัก หรือ ความสำเร็จอะไรก็ตาม ซึ่งพยายามจนเกือบทุกสิ่งอย่างแล้ว แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จจนสุดท้ายแล้ว เลยคิดว่า “ เออ นั้นกูซื้อวิญญาณมึงได้มั้ย ? ” อยากได้มาก แต่ไม่รู้จะทำยังไงแล้วหว่ะ

I.C.S.T.O.Y

I.C.S.T.O.Y เป็นคำย่อมาจากประโยคเต็มๆที่ว่า I can’t stop thinking of you นั่นเอง คือ การที่เราเสพย์ติดอะไรซักอย่าง ไม่ว่าจะเป็น บุหรี่ เหล้า ดนตรี งานศิลปะ หรือ การที่เราหลงไหลใครซักคน มันเป็นเรื่องยากที่จะตัดขาดมันไป หรือ หักดิบอย่างสิ้นเชิง นี่คือเพลงที่เล่าถึงอาการ ลงแดง ของการคิดถึงใครซักคนแค่นี้เอง

GIVE UP ON LOVE

เพลงนี้เป็นเพลง อกหัก ที่มีจังหวะสนุกสนาน เราอกหักได้กับหลายๆอย่าง ไม่ใช่แค่เพียงคนรักไม่ว่าจะเป็น หนังที่ดูแล้วเฟล ของขวัญปีใหม่ที่เปิดมาแล้วห่วยแตก หรือว่าเป็นความผิดหวังจากการตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินไป เพลงนี้พูดถึง ทั้งความสุข และ ความทุกข์จากการมีปฏิสัมพันธ์ ร่วมกับสิ่งที่เรารัก จนเราอาจจะท้อ ผิดหวัง หรือ เฟลกับมัน แต่สุดท้ายแล้ว กูไม่ยอมแพ้หรอก

SET THE LOVE ON FIRE

เพลงนี้จริง ๆ ได้แรงบันดาลใจมาจาก ไฟรัก ของพี่ ๆ วง CLASH คือ เราเคยได้ยินประโยคที่ว่า เราถูกไฟรักเผาเราจนมอดไหม้ แต่จริง ๆ แล้ว การแก้ปัญหา ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เรารู้สึกว่ามันง่าย ๆ เพียงนิดเดียว คือเผารักมันทิ้งซะก่อนที่รักมันจะเผาเราจนตาย แค่นั้นแหละ จุ้บ

FOLLOW THE HEART

Follow The Heart จริง ๆ เป็นเพลง ที่แต่งให้คน ๆ นึง แต่ว่าเป็น เพลงที่เขาพูดถึงเราในมุมของเราอีกที 555 หลัก ๆ ง่าย ๆ เลย คือ พูดถึง การเปลี่ยนไปของใครสักคน จริง ๆ แล้ว ไม่ต้องหาเหตุผลหรือตรรกะอะไรมาสนับสนุนอารมณ์ตัวเองหรอก แค่ไม่รัก แล้วก็ไปเถอะ จบ

Lotus Analysis

เพลงนี้เป็นเพลงที่อยู่กับเราตั้งแต่เราเริ่มทำ EP กันเอง เป็นเพลงที่เนื้อหาจริง ๆ แล้ว พูดถึง ดอกบัว 4 เหล่า เราทำให้มันดู
เป็นวิทยาศาสตร์ขึ้น จากความที่มันเป็นปรัชญาทางศาสนา จริง ๆ เพลงนี้อธิบายยากว่าอยากให้เข้าใจเกี่ยวกับอะไร อยากจะให้ไปลองตีความกันเองดูนะจ๊ะ

FOREVER HIDE AND SEEK

ในวัยเด็ก การเล่นซ่อนแอบมันเป็นเกมที่เรารู้สึกว่ามันมีจุดจบ ในเหตุที่ว่า ถ้าคนที่หา หาคนที่ซ่อนไม่เจอ ก็จะมีการเฉลยว่า อ๋อ อยู่นี่นะ แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่อถึงช่วงอายุนึง การที่สิ่ง ๆ นึง หรือ คน ๆ นึง หายไปจากชีวิตเรา มันไม่ใช่เกมอีกต่อไป มันไม่มีการเฉลย หรือ ร่องรอยใด ๆ มันเป็นการทรมานอย่างนึงที่เราจะต้องเล่นซ่อนหาแบบนี้ตลอดไปจนชั่วชีวิต จนกว่าคุณจะหาสิ่ง ๆ นั้นที่หายไปเจอ

BE WITH YOU  

จริง ๆ แล้ว Be With You ท่อนที่บอกว่า Come on เนี่ย เราได้มาจาก ภาพวาด The Last Supper ของ เลโอนาร์โด ดาวินชี ที่มีชายคนนึงชี้นิ้วท้าทายพระเยซู ซึ่งนักตีความบางคนแปลกริยานี้ว่า เป็นการท้าทายการมีอยู่จริงของพระเยซูและพระเจ้า ซึ่งสุดท้ายแล้ว เพลงนี้ถูกตีความไปถึงเรื่องความปรารถนาและความต้องการของมนุษย์ ต่าง ๆ นานา ซึ่งทำให้เรารู้ว่า กิเลสของมนุษย์เรา มันครอบคลุมอยู่ในทุก ๆ ภาคของความรู้สึกของเรานั่นเอง

Facebook Comments

Next:


Gandit Panthong

กันดิศ ป้านทอง อดีตนักศึกษาฝึกงานนิตยสาร Hamburger Magazine, ทำงานในกองบรรณาธิการ MiX Magazine และ บก.คนแรกของ Fungjaizine ที่มีความมุ่งมั่นว่าจะตั้งใจสร้างสรรค์วงการเพลงให้เกิดแต่สิ่งดี ๆ ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง