เอิ๊ต ภัทรวี - แจนจัง คุยกับสองสาว ที่บ้านฟังใจ เผยที่มาของการทำเพลงด้วยกัน

Feature Interview เห็ดหูหนู

มาคุยกับ Earth Patravee และ Jan Chan กับเรื่องราวของเพลง ‘อยากให้มาด้วยกัน’

  • Writer: Ratchanon Charoensettasilp
  • Photographer: Chavit Mayot

วันนี้ Fungjaizine ได้มีโอกาสชวน Earth Patravee (เอิ๊ต ภัทรวี) และ Jan Chan (แจนจัง) มาอัพเดทชีวิตเรื่องราวของพวกเธอกันสักหน่อย ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างช่วงนี้ ทำไมทั้งสองมาทำเพลงด้วยกัน รวมไปถึงประสบการณ์ชีวิตศิลปินของทั้งสองในช่วงที่ปีผ่านมา ยังไม่หมดแค่นี้ เรายังเก็บเรื่องราวสุดพิเศษไม่ว่าจะเป็นที่เก็บของสุดลึกลับของแจนจัง และประสบการณ์ที่ชาร์จแบตสำรองระเบิดไฟไหม้ของ เอิ๊ต ภัทรวี

แต่ก่อนจะไปอ่านเรื่องของทั้งสองกันแบบเต็มอิ่มสุด ๆ เรามาฟังเพลงที่ทั้งสองแนะนำกันก่อนดีกว่า ปรับอารมณ์ให้สดใสแล้วไปฟังเพลงจาก เอิ๊ต ภัทรวี – แจนจัง กันเลย

เพลย์ลิสต์รู้สึกดี ยิ้มไปทั้งวัน ของ Earth Patravee

The Beatles – Hear, There And Everywhere

มันจะมีเพลงที่เรารู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ฟังอยู่ไม่กี่เพลงนะ เพลงนี้เป็นหนึ่งในนั้น เรารู้สึกว่าเมโลดี้ของมันเพราะมาก! เวลาเราร้องก็จะมีความสุข

Stacey Kent – Happy Madness

เป็นอีกเพลงที่ฟังแล้วมีความสุขมาก ๆ ฟังแล้วไม่รู้เลยความทุกข์คืออะไร ฟังแล้วยิ้มเลย (แจนจัง: ขนาดนั้นเลยหรอ 55)

M2M – The Day You Went Away

เป็นวงที่เราฟังแล้วหลุด ร้องได้ทุกคำ คือ ตอนเด็ก ๆ เราต้องฟัง Walkman ในรถตู้ไปงี้ ฟังเทปตั้งแต่เด็ก แล้ว M2M ก็เป็นหนึ่งในศิลปินที่เราฟังตลอด 

เพลย์ลิสต์เติมความสุข ของ Jan Chan

Michael Bublé – Have Yourself A Merry Little Christmas

คือเป็นคนชอบวัน Christmas มาก ๆ ชอบทุกอย่างเลย และที่ชอบมากที่สุดก็คือการได้รับของขวัญ เราชอบเพลงนี้เพราะว่ามันเป็นเพลงที่อบอุ่นดี เปิดฟังได้ทุกตอนที่อยากให้ความรู้สึกของวัน Christmas นั้นมาอยู่ในห้องเรา 

Frank Sinatra – Fly Me To The Moon

มันจะพาเราขึ้นไปบนท้องฟ้า ไม่ต้องคิดอะไรมาก ตามเนื้อเพลงของมันไป ชอบเพลงที่มีความมหัศจรรย์นิด ๆ เหมือนมีเวทย์มนต์อะ

Michael Jackson – You Are Not Alone

เราไปร้องเพลงนี้วัน Halloween มา มันเป็นเพลงที่เศร้า แต่ก็มีความสุข ถ้าในมุมมองเศร้า มันจะเศร้ามาก ๆ เหมือนมีคนมาบอกเราว่า you’re not alone แต่ความจริงไม่มี มันเป็นกลไกอัตโนมัติในร่างกายของเราขึ้นมาเอง แต่ถ้ามองในแง่ของความสุข มันก็เหมือนมีความหวังว่ามีคนนึงคอยอยู่ข้าง ๆ เราตลอด ถึงกายหยาบเขาจะไม่อยู่กับเราแล้ว แต่กายละเอียดเขายังอยู่กับเรา 

แจน กับ เอิ๊ต JanXEarth
เอิ๊ต ภัทรวี – แจนจัง

แนะนำตัวเองหน่อย

เอิ๊ต: สวัสดีฮับ ชื่อเอิ๊ตซัง จาก Muzik Move Records ค่า

แจนจัง: แจนจังค่ะ วันนี้มาจากบ้านค่ะ ​(หัวเราะ)

สองคนนี้มาเจอกันได้อย่างไร

เเจนจัง: โลกเกิดกลียุค (หัวเราะ)

เอิ๊ตซัง: ที่คนดูตกใจอาจจะเป็นเพราะภาพลักษณ์มั้ง อย่างเราดูเซอร์ ๆ มึน ๆ กรัง ๆ แต่แจนจังเหมือนนางฟ้า (แจนจัง: ขนาดนั้นเลย) แล้วมาเจอกันได้ไง เหมือนอยู่คนละโลก

แจนจัง: นั้นแหละ อาจจะเป็นเพราะคนนึงดูฟรุ้งฟริ้ง ๆ สายไอดอล แล้วอีกคนนึงดูธรรมชาติมาก ๆ [เอิ๊ตซัง: สกปรกแหละ] คนก็จะติดภาพเราเป็นแบบนั้นมั้ง แต่จริง ๆ เวลาเราออกมา เราก็มีอีกมุมที่อยากนำเสนอด้วยเหมือนกัน เราก็เลยทำงานตรงนี้มาเรื่อย ๆ ตอนนี้ก็เหมือนหาโอกาสมากกว่า ที่จะได้โคจรไปทำงานกับศิลปินท่านอื่น ๆ 

จริง ๆ แล้วตัวตนของ เอิ๊ต ภัทรวี – แจนจัง เป็นคนแบบไหน

เเจนจัง: มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์แล้ว ถ้าสมมุติว่าตอนเป็นไอดอล มันเป็นตัวเราที่เราอยากทำให้เป็นคนแฮปปี้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งตัวตนนั้นอะ มันก็ไม่ได้เฟค แต่ว่ามันเป็นตัวตนอีกมุมนึงในสถานการณ์นั้น แต่พอเราออกมาปุ้ป สถานการณ์รอบข้างเราเปลี่ยน เราก็มีการผสมประสานตัวตนของเรา คือ คนเรามันก็ต้องมีหลายมุม มีเศร้า โกรธ หลง อะไรเต็มไปหมด

เอิ๊ตซัง: แต่พอมันเป็นเพลงเธอเอง เธอก็ไม่ต้องขึ้นกับใครปะ [FJZ: สัมภาษณ์แทนเฉย (หัวเราะ)]

แจนจัง: เราก็จะใส่ความเป็นตัวเองลงไป แต่ในช่วงแรกออปชั่นมันยังมีไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เราก็มีโปรดิวเซอร์ มีนักแต่งเพลง บางทีเราสามารถอธิบายความหมายของเราได้แค่เนี้ย ซึ่งเราไม่รู้ว่าเขาจะรับสารของเราได้กี่เปอร์เซนต์

สิ่งที่กระตุ้นให้ทั้งสองคนทำเพลง

เอิ๊ตซัง: สิ่งที่กระตุ้นการทำเพลงของเราดีที่สุดคือเดดไลน์ เพราะว่าเราสามารถแต่งเพลงที่มันไม่จบได้เยอะมาก แต่เราจะแต่งเพลงที่จบต่อเมื่อมันมีเดดไลน์

ถ้าจะให้เลือกระหว่างว่ามีเดดไลน์กับไม่มี?

เอิ๊ตซัง: ชอบเดดไลน์ รักเดดไลน์

เเจนจัง: ใช่ ๆ ทำทุกอย่างมันต้องมีตัวกระตุ้น

เอิ๊ตซัง: เช่นแบบแต่งเพลง ๆ นึงอะ เราสามารถแก้เนื้อไปเรื่อย ๆ คำนี้มันยังไม่โดน คำนี้ยังไม่ได้ แก้ไปแก้มา มันไม่ใช่เพลงเดิมละอะ แปลงร่างไปเรื่อย ๆ บางเพลงมีฮุคหลายแบบอะไรงี้ แต่มันจะหยุดการพัฒนาต่อเมื่อมีเดดไลน์แล้วเราปล่อยไปละ มันคือการแสตมป์เวลา เเบบเราเปลี่ยนไม่ได้แล้วนะ เราปล่อยไปแล้วนะ

มีเพลงไหนไหมทำออกมาแล้วเจอเดดไลน์เลยเปลี่ยนแปลง?

เอิ๊ตซัง: เราว่าทุกเพลงมันสัมพันธ์กับช่วงเวลานั้น ๆ มันไม่ใช่ว่าแบบเดดไลน์ทำให้เพลงเราออกมาเป็นแบบนี้ แต่ทุกเพลงมันสัมพันธ์กับช่วงเวลานั้นทั้งหมด อย่างของเอิ๊ต มีเพลง Starry’s night ที่ตอนนั้นแต่งช่วงเวลาที่เอิ๊ตอยู่เมลเบิร์นใช่ปะ

คือ เอิ๊ตอยากแต่งเพลง ปล่อยเพลงช่วง Christmas มันก็เลยเป็นช่วงเวลาที่แบบเเสตมป์ไว้ว่า “ฉันมีแค่ห้องนอนและไมค์หนึ่งอันให้อัด” หมายความว่าเพลงมันสวยงามตรงที่แบบมันแสตมป์เวลาช่วงนั้นอะ เราทำเพลงนี้ช่วงไหน เราทำเพลงนี้ในจุดที่ชีวิตเราเป็นแบบไหน เราคิดอะไรอยู่

เอิ๊ต ภัทรวี กับ แจนจัง สองสาวรวมกัน น่ารัก X2

แล้วอย่างเพลง ‘อยากให้มาด้วยกัน’ นี้รู้สึกว่ามันเป็นฟีลไหนที่เราบันทึกไว้

แจนจัง: ฟีลแบบญี่ปุ่นอะ มีความญี่ปุ่นเข้ามาแทรก เพราะอย่างเนื้อหา อยากให้มาด้วยกัน ความจริงเราก็อยากบอกรัก บอกคิดถึงตรง ๆ แต่เราไม่กล้า มันก็จะกลายเป็นแบบคนญี่ปุ่น แบบเวลาเขาจะบอกอะไรสักอย่างนึง เขาจะแบบอ้อมโลกมาก ๆ จะกลายเป็นวิถีของเขาไปด้วย

เอิ๊ตซัง: เราก็พึ่งรู้จากแจนจังเหมือนกันว่าแบบคนญี่ปุ่นเป็นแบบนี้ จะเป็นคนไม่พูดตรง ๆ แบบว่า สมมุติว่าอย่างเพลงนี้จะบอกว่า คิดถึง แต่จะไม่พูดคำว่าคิดถึงตรง ๆ ออกมา ฉันคิดถึงเธอ แบบนี้จะไม่มีแน่นอน ก็จะเป็นแบบอยากให้มาด้วยกัน อย่างท่อนที่เอิ๊ตร้อง เอิ๊ตชอบเป็นพิเศษเลย คือมันจะพูดประมาณว่า ขอสายลมอย่าเพิ่งพัดมาได้รึเปล่ฉันขอวอนเหล่าดอกไม้อย่าเพิ่งบานได้ไหม มันคือความรู้สึกว่าเสียดาย อย่าพึ่งเลย อยากเก็บความสวยงามตอนนี้ อยากให้เธอมาด้วย ซึ่งมันโคตรลีลาเลยอ่ะ! มันเก็กมาก แล้วเรารู้สึกชอบ มันเป็นการบอกรักที่แบบว่า ถ้าเขาเเปลออกนะ มันจะน่ารักมากเลย

แจนจัง: แต่ถ้าเขาเเปลไม่ออกก็เฟลอยู่ (หัวเราะ)

เอิ๊ตซัง: อย่างของแจนจังก็จะมีว่าแบบ ทำไมดูดาวนี้เฉย ๆ ซึ่งเราฟังแล้วเราจะเเบบ แล้วบอกทำไมอะ? มันต้องแปลอะ ถ้ามีเธอมามองมันก็สวยอะ ถ้าไม่มีเธอก็ไม่อยากมองละ รู้สึกเฉย ๆ ลีลาอ่ะ แต่คือฉันคิดถึงไง 

แล้วจริง ๆ ตัวสองคนเป็นคนตรง ๆ หรือว่าก็อ้อม ๆ

แจนจัง: เป็นคนมีอารัมภบทเหมือนในเพลงเลยอะ แต่ก็แล้วแต่เรื่องแหละ อารมณ์ด้วย (หัวเราะ)

เอิ๊ตซัง: ถ้าเป็นเรื่องทำงาน จะพูดตรงนะ เพราะเป็นคนเอาแต่ใจ รู้เลยว่าตัวเองเป็นคนเอาแต่ใจ อยากได้อะไร ถ้าไม่ได้พูดออกไป เราจะไปนอนไม่หลับ (หัวเราะ) ซึ่งทุกเรื่องก็เหมือนกันแหละ ถ้าเป็นเรื่องความรักงี้ เราก็จะพยายามพูดทุกอย่างที่อยู่ในสมองเราออกไป ไม่งั้นเราก็ไม่แน่ใจว่าเราสื่อสารไปครบหรือเปล่า 

แจนจัง: นี่คือใช้ชีวิตเหนื่อยมาก เพราะไม่กล้าพูดตรง ๆ จะต้องทำทุกอย่างให้มันได้ผลลัพธ์อันนี้ขึ้นมา ให้เขาเข้าใจความหมายอันนี้ อย่างบางอัน การทำงาน เราไม่ชอบอันนี้ แต่เราไม่กล้าพูดว่าเราไม่ชอบ เพราะเป็นเหมือนเป็นคนที่ไม่กล้าพูดว่า ไม่ชอบอันนี้อะ แต่ความจริงแล้วทำไมเป็นคนแบบนี้.. เอ้ะ

เอิ๊ตซัง: อาจจะเป็นคนขี้เกรงใจเปล่า

เเจนจัง: บางทีมันก็เกรงใจขั้นสุด จนบางทีมันก็เหนื่อยเหมือนกัน

เอิ๊ตซัง: แต่ดีนะที่ได้มาเจอกันอะ คือเราก็เคยเป็นคนแบบนี้ เคยเป็นคนขี้เกรงใจ แล้วเรารู้ว่าผลลัพธ์คือเราไม่ชอบอันนี้ คือการที่เราเป็นศิลปินอะ สิ่งที่เราทำออกมามันคือสิ่งที่เราต้องอยู่ด้วย มันเป็นผลงานของเราตลอดไปอะ แล้วถ้าเราไม่ชอบ มันก็จะเหมือนยังไงอะ ก็เคยเป็นคนยังงี้ แต่พอเป็นไปเป็นมา ก็ไม่เอาละ ก็เลยกลายเป็นแบบนี้ กลายเป็นคนโผงผาง 

แจนจัง: เราก็ต้องเรียนรู้ไปสินะ (ขำ)

เอิ๊ตซัง: สักพักอาจจะเจอแจนจังเวอร์ชั่นโผงผาง แต่เราก็รู้สึกว่ามันมีวิธีสื่อสารแหละ

แจนจัง: แต่ของเรา ส่วนใหญ่ก็จะแบบไม่เป็นไร เดียวก็มีซิงเกิ้ลหน้า แต่เป็นแบบนี้บ่อย ๆ ก็ไม่ดีแหละ (ขำ) 

เอิ๊ตซัง: เดียวเราจะสอนเอง 

แจนจัง: แปลงร่าง ๆ 

เอิ๊ต ภัทรวี - earth patravee มุมเผลอๆ

ช่วงนี้รู้สึกเพลงของเอิ๊ตหลากหลายขึ้น ดูไม่จำกัดแนวตัวเองหรือเปล่า?

เอิ๊ตซัง: ช่วงที่เราทำเพลงนี้กับแจนจัง มันเป็นช่วงที่เรารู้สึกว่าเราเปิดมาก มันเป็นช่วงต่อจากเพลง หวง ใช่ปะ ซึ่งเพลงนั้นเราเปิดมาก เพราะเราไม่เคยทำเพลงที่สดใสขนาดนี้ ไม่เคยทำเพลงที่คนอื่นแต่งให้ หวง เป็นเมโลดี้จากคนเกาหลีชื่อเจมี่ ซึ่งเรารู้สึกว่าเพลงนี้โคตรน่ารักเลย เปิดหัวตัวเองมาก ว่าแบบการทำเพลงที่ catchy ฟังแล้วแบบมีความสุข ยิ้มตามทันที มันดีนะ

นั่นก็คือสิ่งที่เอิ๊ตอยากแสตมป์ความคิดตัวเองไว้ใน อยากให้มาด้วยกัน ว่ามันคือการแต่งเมโลดี้ที่แบบ เฮ้ย อันนี้ดี แล้วก็รู้สึกว่าแบบไม่ต้องคิดมากว่าเพราะหรือไม่เพราะ ยากหรือไม่ยาก คนจะรู้สึกยังไง แค่รู้สึกว่าสนุกก็เลยทำ แค่นั้น อยากจะบันทึกไว้ว่าฉันเป็นคนที่เปิดขึ้นอะ พูดไม่ถูกเหมือนกัน ซึ่งรู้สึกว่ามันจะเป็นความรู้สึกที่นำต่อไปในซิงเกิ้ลต่อ ๆ ไปเพราะผลลัพธ์เอิ๊ตชอบมาก

ได้ยินว่าแม่ยังตกใจตอนได้ฟัง หวง ครั้งแรก

เอิ๊ตซัง: ใช่ แม่ฟังรอบแรกแล้วเดินกลับบ้านเลยอะ (หัวเราะ) แม่ฟังครั้งแรกแล้วแม่งงมาก พ่อกับแม่แบบว่า เพลงมันเกี่ยวกับอะไรนะลูก ตกลงเอิ๊ตเป็นคนสดใสหรอ เเม่พึ่งรู้ แล้วก็เดินกลับบ้านไปเลย ส่วนพ่อบอกว่า เออ ส่งเมลมาให้ฟังหน่อยนะ ฟังครั้งแรกยังงงอยู่เลย แต่กลายเป็นว่ามันเปิดประตูบานใหม่ให้กับเอิ๊ตว่าความเปิดมันเป็นยังไง

กลับมาที่ MV เพลง อยากให้มาด้วยกัน เห็นไปถ่ายที่ญี่ปุ่น เป็นยังไงบ้าง

เอิ๊ตซัง: จะบอกว่าเราเป็นคนชอบอ่านหนังสือท่องเที่ยวละรู้สึกว่าเราโคตรเป็นนางอิจฉาเลยอะ ดูไม่ได้เลยอะ พวกรีวิวเที่ยว คือดูแล้วมันพล่านอะ ไม่ไหวแล้ว รู้สึกว่า MV นี้กลัวเหมือนกันว่าคนดูจะรู้สึกเหมือนเรา แต่เรารู้สึกว่าเราดูเองแล้วเรายิ้ม มันเป็นการเก็บความทรงจำอะไรไม่รู้ที่แบบจุดประกายให้คนไปสูดอากาศดี ๆ ค่าอากาศในแอพ AirVisual เป็น 0 เลยอะ

สนุกเลยสิแบบนี้

เเจนจัง: เหมือนคนจะชอบคิดว่าเวลาเราไปทำงานญี่ปุ่น หรือไปถ่ายทำอะไรงี้ เป็นอะไรที่สบาย ๆ ได้เที่ยวด้วย แต่ความจริงแล้วเราต้องเร่งทำกับเวลา กับสถานที่และอะไรหลาย ๆ อย่างเยอะมาก และก็เกรงใจคนที่เขามาดูแลเราด้วย เราเลยต้องทำให้เสร็จ เพื่ออีกวันจะได้เป็น free day ของเราไป

เอิ๊ตซัง: เราแข่งกับพระอาทิตย์มาก คือในตารางอะ มันจะเขียนว่าหกโมงเย็น ถ่ายพระอาทิตย์ตก แล้วเรารู้สึกว่าแบบตอนนี้สี่โมงละ มันไม่มีพระอาทิตย์ออกมาเลยนะ พระอาทิตย์ไปไหน (หัวเราะ)

แจนจัง: เรารู้สึกว่าแผนมันจะต้องมีแบบแผนสอง แผนสาม แล้วแต่สภาพต่าง ๆ แต่รวม ๆ ก็สนุกดีนะ 

สนุกกว่าถ่ายคนเดียวไหม

เเจนจัง: สนุกกว่าถ่ายคนเดียว เพราะเราสามารถงอแงได้นิดนึง 

เอิ๊ตซัง: หันมางอแงใส่กัน

เเจนจัง: ก็เพราะเป็นความผู้หญิงบ้างนิดหน่อยมั้ง

เอิ๊ตซัง: จริง ๆ เขาถึกกว่าที่คิดมาก คือจริง ๆ คิดว่าแจนจังน่าจะอ่อนแอกว่านี้ไง (หัวเราะ) แต่กลายเป็นคนถึกเฉยเลย อย่างเราไม่ค่อยชอบออกกำลังกาย เเล้วเจอบันไดที่ต้องขึ้นเยอะ ๆ หลายรอบมันเหนื่อยมาก แต่เขาไปได้เรื่อย ๆ (แจนจัง: เราก็เหนื่อย) คือเขาแบบหิวนะ แต่ก็เดินขึ้นไปเรื่อย ๆ เฉยเลย ตอนเช้าให้ตื่นตีสี่ก็ตื่นได้ มีงัวเงียหน่อย แต่ตื่นมาน้องก็สดใสเลย อันนี้เป็นความเซอร์ไพรส์ ความเป็นขนแกะของเธออะ นุ่ม ๆ (หัวเราะ)

แจนจัง: เป็นคนน่ารัก ๆ งี้

เอิ๊ตซัง: เราไม่คิดว่าทำงานจริงเธอจะถึกเหลือเชื่อ!

เซนต์แจน แจนจัง ยิ้มใส ๆ

เอาจริง ๆ เวลาเห็นงานที่แจนจังไปจะเห็นยืนรอแฟนคลับนานมาก

แจนจัง: ฝึกมาดีด้วยแหละ จากงานจับมือค่า! (หัวเราะ) แบบเป็นงานที่เหนื่อยที่สุด ผ่านอันนี้มาแล้วงานอื่นก็สบายแล้ว ยืนคุยกับใครก็ได้ คือถ้ามีคนยืนคุยด้วยเราสามารถทำได้ทั้งวันอะ 24 ชั่วโมงก็ได้

เอิ๊ตซัง: เพราะฉะนั้นบันไดนั่นก็หมู ๆ เลย

เเจนจัง: บันไดอันนั้นก็หนักอยู่นะ (หัวเราะ) มันคนละแบบอะ เราว่าเราเหมือนคนเหงาเนอะ อยู่บ้านไม่ค่อยมีใครคุยด้วย เวลาคนมาคุยด้วยก็แบบ อ้าว ไปละหรอ หรือแบบเวลาที่เราต้องไปแล้วจริง ๆ  เราจะรู้สึกผิดมาก ๆ ที่ต้องบอกลาเขา

เอิ๊ตซัง: อย่างเอิ๊ตรู้สึกว่าเอิ๊ตไม่ค่อยได้เจอใครอะ เลยอยู่ให้คุ้ม พอคนเริ่มไม่เยอะมากก็ได้คุยกันด้วย มีแลกเสื้อแลกของกันไป

เเจนจัง: จริง ๆ ของที่เราได้มา เรามีที่เก็บ.. เขาเรียกว่าอะไรนะ ข้างเครื่องซักผ้า (หัวเราะ) ไม่รู้ทำไมเวลาเอาของกลับบ้าน ต้องเอาไปวางที่เครื่องซักผ้า แล้วก็ไม่รู้จะเล่าทำไมเนี่ย (หัวเราะ)

เอิ๊ตซัง: แล้วเธอไม่ต้องซักผ้าหรอ

แจนจัง: มันเป็นตู้แห้ง ๆ แล้วก็มีชั้น มีอะไรงี้ เลยวางไว้อะ เหมือนเวลาซักผ้าก็จะจับขึ้นมาดูทุกครั้ง

พูดถึงช่วงเป็นไอดอล มีอะไรที่คิดถึงช่วงนั้นไหม

แจนจัง: ก็มีหลายอย่างนะ กิจกรรมในนั้นมันค่อนข้างที่จะแปลกใหม่สำหรับไทยมาก เช่นแบบการจับมือ หรือการเต้นที่ปกติเราไม่เต้น เราก็เต้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คือแย่จนครูให้นั่งดูเพื่อนอะ แล้วเป็นคนเดียวที่ต้องนั่งดู

เอิ๊ตซัง: โอ๋ สงสาร เป็นเราอาจจะร้องไห้นะเนี่ย

แจนจัง: อือ มันก็เจ็บแหละ คือเราเป็นคนเดียวที่ต้องมานั่ง ไม่มีเพื่อนมานั่งกับเรา เเต่เราออกมาแล้วกลับคิดถึงช่วงเวลาที่ยากลำบาก เรากลับชอบมันเฉยเลย ส่วนช่วงเวลาดี ๆ ก็เก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีเหมือนกัน แต่เรากลับคิดถึงเวลาที่เราไม่ชอบสุดนะ มันเป็นความทรงจำที่ไม่ชอบแต่มันดีอะ

เอิ๊ตซัง: ก็คือแบบในชีวิตนี้ ถ้าเราทำตามใจตัวเอง เราคงไม่ต้องทำอะไรแบบนั้นหรอก คงไม่มีหรอกมาทำให้ตัวเองเสียใจอะ

เเจนจัง: เป็นสิ่งที่ไม่ชอบที่สุด แต่กลับคิดถึงมากที่สุด

แล้วตั้งแต่เดบิวต์มา 1 ปีกว่า ๆ จนถึงตอนนี้ แจนจังรู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรบ้าง

แจนจัง: อย่างช่วงเเรก ๆ เราก็จะเดินสายไปเรื่อย ๆ คืออยากให้คนบนโลกรู้ว่ามีแจนจังอยู่บนโลกนี้นะ ทำเพลงแนวประมาณนี้นะ มีทำงานกับทางญี่ปุ่นอะไรงี้นะ

อย่างตอนแรกอย่างที่เราสัมภาษณ์อะไร เราจะพูดถึงความเป็นไอดอลเยอะมาก เพราะมันอยู่ในห้วงเวลานั้น แม้ว่าเราจะออกมาแล้ว กลิ่นอายหรือประสบการณ์ที่ได้รับต่าง ๆ จนถึงตอนนี้เรารู้สึกว่ากลิ่นอายนั้นมาเริ่มจางลง แล้วมันมีกลิ่นใหม่เข้ามาที่เราเปิดรับมาทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นการร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ชาวญี่ปุ่น ศิลปินชาวไทย พี่ส้ม เอิ๊ตซัง งี้

เอิ๊ตซัง: เขาจะไม่เรียกเราว่าพี่ เพราะมู้ดแอนด์โทนไม่ถึง (หัวเราะ) ไม่มีความเป็นพี่เลย

สรุปแจนจังกลายเป็นพี่แทน?

เอิ๊ตซัง: ไม่หรอกมั้ง เป็นเอิ๊ตซังอะได้ แต่พี่เอิ๊ตนี้ไม่ไหว (หัวเราะ)

แจนจัง: เราก็อยากรู้เหมือนกันนะ ว่าต่อไปเรื่อย ๆ เราจะเล่าเกี่ยวกับอะไร เราจะทำอะไรต่อไป เราจะร่วมการทำงานกับญี่ปุ่นไปในแนวไหน เราเเฮปปี้กับมันมาก ๆ แต่จะเปลี่ยนไปแบบไหนเราก็ลุ้นด้วยเหมือนกัน จริง ๆ เธอจะเป็นไอดอล นักร้อง หรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็คือตัวเราอะ

เอิ๊ตซัง: อย่างวันที่ไปแต่งเพลง อยากให้มาด้วยกัน จริง ๆ ก็คือพูดถึงการคิดถึงไปทั้งวันเลย ไม่ได้แต่งเพลงเลย ก็นั่งคุยไปมากกว่า มันเลยเหมือนเรื่องที่แจนแชร์อะ มันก็เลยกลายเป็นแก่นนึงของเพลงนี้เหมือนกัน เรื่องอยากให้มาด้วยกัน มันคือการคิดถึงนี้นา การคิดถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

แจนจัง: อารมณ์แทนแฟนคลับของเราเหมือนกัน แต่เรากลับไปไม่ได้แล้ว 

เอิ๊ตซัง: มันเป็นมู้ดแอนด์โทนของเพลงนี้เหมือนกันนะ มัน bitter sweet จะหวานก็ไม่หวาน ขมก็ไม่ขม

เเจนจัง: เหมือนลาเต้

เอิ๊ตซัง: มอคค่ามั้ย (หัวเราะ) ก็รู้สึกเพลงนี้มันยิ้มไหม ก็ยิ้ม แต่ก็ไม่ยิ้ม เศร้าแต่ก็ไม่สุด อะไรงี้ เราก็เลยรู้สึกว่าแจนพูดเรื่องไอดอลแล้วมันเข้าถึงใจเหมือนกันนะ ทั้ง ๆ ที่เราไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับไอดอลอะไรเลย 

Jan Chan แจนจัง หรือ เชเช่ BNK48

แล้วต่อจากนี้ทั้งคู่มีเป้าหมายอะไรบ้าง

เอิ๊ตซัง: อยากทำเพลงด้วย mindset ใหม่ 

แจนจัง: ที่ให้แม่ตกใจน่ะหรอ (หัวเราะ)

เอิ๊ตซัง: แม่ฟังละแบบจื้ดไปเลย มาว้ากกกงี้ (หัวเราะ) คืออยากทำเพลงด้วย mindset ที่เปิดขึ้น เราอยากมอบความสุขให้คนมากขึ้น ปกติเราจะรู้สึกว่า inside out เอาตัวเองออกมา แต่อยากลองมอบความสุขที่ไม่ได้เป็นความส่วนตัวขนาดนั้นบ้าง แล้วก็มีอีกเป้าหมายนึงที่อยากทำมาก คืออยากทำ side project ที่เอาแต่ใจ 100% ไม่มีใครมาบอกอะไรทั้งนั้นเลย

สรุปคือจะได้เห็นเอิ๊ตว้าก

เอิ๊ตซัง: (หัวเราะ) ไม่ว้ากแน่นอน แต่หมายความว่าเราเป็นคนกำกับ ซ้ายขวาต้องเป็นเรา อันนี้ใช้ไมค์อะไร จะเเจมยังไง เราจะเป็นคนทำทั้งหมด เป็นอะไรที่เราอยากทำมาก ๆ ทำอะไรที่ออกมาจากมือเรา 100% ไม่แคร์อะไรเลย ปีหน้าก็อยากทำอะไรแบบนี้

แจนจัง: สู้ ๆ จะรอฟัง เตรียมแชร์ให้เลย

แล้วอย่างแจนล่ะ?

แจนจัง: อาจจะคล้าย ๆ กัน ทำสิ่งที่ไม่เคยทำ คืออย่างตอนนี้เวลาทำเพลงอะ จะมีคนคอยช่วยอยู่ทุก ๆ ด้าน เหมือนเราเป็นแค่ตุ๊กตาตัวนึงที่คนมาแต่งตัวให้เรา แต่ก็มีความเป็นตัวเองอยู่ก็แสดงมันออกไป แต่ว่าเราก็อยากแต่งชุดของตัวเองบ้าง ก็คล้าย ๆ กันแต่มันก็มีความแตกต่างเรื่องประสบการณ์แหละ อย่างตอนนี้เราแต่งเพลงเองไม่ได้ เราก็อยากลองแต่งเพลงของตัวเองบ้าง

ที่สำคัญคือ Production อะไรงี้ เช่น อย่างแผ่นซีดีเนี่ย เราจะถามตลอดปริ้นที่ไหน คือเราอยากทำด้วยตัวของเราเอง ไม่ใช่ให้ทีมงาน แล้วก็สบาย ๆ คือถ้าทำตรงนี้ได้ เช่นปริ้นเอง เลือกกระดาษเอง ถ้าได้ทำทุกอย่าง น่าจะเป็นอะไรที่เราเเฮปปี้ อยากมีเวลาที่จะทำตรงนั้น

ใส่ใจรายละเอียดมากเลยนะเนี่ย

เเจนจัง: จริง ๆ เป็นคนใส่ใจรายละเอียดจุ๊กจิ๊กจนบางครั้งเผลอลืมว่าภาพรวมอันใหญ่ไม่เสร็จสักที เราก็เลยถามตลอดว่าปริ้นท์ที่ไหนคะ ทำยังไง เหมือนตัวเรายังมีประสบการณ์น้อย เราอยากรู้มาก ว่าเขาทำกันยังไง ณ วันนึงเราอยากทำอะไรแบบนั้นบ้าง ทำด้วยตัวของเราเอง 

เอิ๊ตซัง: มันคือความฝันของคนที่เป็นศิลปินเเหละ ที่จะ express ตัวเองออกมา

เเจนจัง: ใช่ ๆ โดยที่เราไม่คาดหวังว่าผลงานของเราคนจะชอบหรือเปล่า คือถ้าชอบก็ดี ดีมาก ๆ แต่ถ้าไม่ชอบ ก็เดียวปรับปรุงอันใหม่ แล้วถ้าอันที่เขาชอบโดยชอบตัวเราที่แท้จริง เราจะโคตรมีความสุขเลย

เอิ๊ต ภัทรวี น่ารักมาก

นอกเรื่องนิดนึง คือสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับแบตสำรองของเอิ๊ต

เอิ๊ตซัง: มันคือไฟไหม้จริง ๆ นะ ไฟไหม้ขึ้นมายังงี้ (ทำท่า) หลับอยู่แล้วก็มีไฟไหม้ในห้องอะ เราก็งงมาก โคตรตกใจ กรี้ด ๆ มันแบบอ๊ากก มีเสียงออกมาจากตัวแต่ไม่ได้ออกมาจากปากนะ แล้วตกใจมาก เหมือนตื่นมาในรักสุดใจตอนอวสานอะ​ (หัวเราะ) คือ ควันมันเต็มห้องเลยอะ เราก็รู้สึกว่าทำไงดี มันน่ากลัวสุด ๆ เราไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหานั้นยังไง เห็นพาวเวอร์แบงค์ที่หลอมละลายติดพื้นอะ รอบ ๆ พื้นก็มีแต่ที่มันเหนียว ๆ ดำ ๆ ที่มันกระจายออก

เราก็แบบร้องไห้ แล้วก็ทำไรไม่ถูก ได้แต่นั่งร้องไห้อยู่ข้างล่าง สักพักก็ไม่รู้ทำไม เอ้อ ขึ้นไปถ่ายรูปดีกว่า (หัวเราะ) เราก็เหมือนเอาเครื่องกรองอากาศไปตั้งรอบบ้าน มันเหม็นอะ แล้วก็ไปถ่ายรูปทุกมุมเลยเท่าที่มันมี แล้วก็แงะพาวเวอร์แบงค์เหนียว ๆ ออกจากพื้น แล้วมันเหม็นมาก ไม่ได้เหม็นแบบควันเชงเม้งอะ มันเหม็นเหมือนพลาสติกละลาย แล้วก็ไอ ๆ คืนนั้นก็นั่งอ่านไปหมดเลยพวก lithium-ion lithium-polymer อะไรงี้ ตื่นมาก็ เอ้า เป็นข่าวเลย เอิ๊ต ภัทรวี นักร้องดังแบตระเบิด แต่ก็แบบเรานักร้องดังจริงปะวะ (หัวเราะ)

แจนจัง: ดังจริง มีคนแบบส่งมาให้ แล้วเราก็แบบหน้าคุ้น ๆ 

เอิ๊ตซัง: ก็เป็นเรื่องช็อคเนอะ เเล้วก็เกิดมาไม่เคยมีนักข่าววิ่งเข้าหา นี่เป็นครั้งแรก แต่ไม่เอาแล้วก็ดี มันไม่มีเหตุผลอะ อย่างอันนี้แบตสำรองใช่ปะ (FJZ & แจนจัง: หลบแป๊ป อันนี้ไม่ระเบิดใช่ปะ) จุดเนี่ย มันคือ usb-c ที่เสียบเข้าก็ได้ เสียบออกก็ได้ใช่ปะ เเล้วเราก็เสียบสายค้างไว้ แล้วก็วางไว้ที่พื้น ใคร ๆ ก็ทำปะ มันไม่ใช่เรื่องแย่ เราไม่ได้ทำอะไรผิด

แจนจัง: เป็นคนไม่มีพาวเวอร์แบงค์อะ ไม่มีความคิดเห็น (หัวเราะ)

เอิ๊ตซัง: ไม่น่าเชื่อ เธออยู่มาได้ไง

เเจนจัง: เดี๋ยวต้องไปชื้อมาบ้างละ

เอิ๊ตซัง: แล้วคือเราก็ไม่ได้ทำอะไรห่วยมากอะ แบบไม่ได้ทิ้งไว้ในรถ หรือใส่กระเป๋าละทำน้ำหกใส่ แต่เราไม่รู้ตัวอะ เรารู้สึกว่ามันน่ากลัวอะ อะไรที่เราไม่ได้ทำผิด แล้วมันไฟไหม้อะ มันเศร้าอะ ควันมันดำปี๋เลย เเล้วเวลาบอกคนอื่นให้ระวังอะ แต่พอตัวเองอะ ระวังก็ไม่รู้จะระวังอะไรอะ ก็ยังอยากชาร์จจุดที่มันสะดวกกับเราอยู่แบบตรงหัวเตียงอะ จุดนี้อยากให้มีบริษัทอะไรสักบริษัทแบบช่วยไปวิเคราะห์อะไรก็ได้อะ ว่าเราทำอะไรผิดอะ 

แจนจัง: แต่งเพลง ๆ เกี่ยวกับพาวเวอร์แบงค์

เอิ๊ตซัง: จริง (หัวเราะ)

Jan Chan & Earth Patravee เอิ๊ต ภัทรวี - แจนจัง ที่บ้านฟังใจ

สุดท้ายแล้ว มีอะไรอยากจะฝากแฟน ๆ ที่มาอ่านไหม

เอิ๊ตซัง: ฝากอัลบั้มละกัน ตอนนี้ทำ artwork อยู่ จะเป็นอัลบั้มที่มีประมาณ​ 8-9 เพลง เรารู้สึกว่ามันเป็นก้าวแรกของเรา เพราะว่าเราทำอัลบั้มแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ รู้สึกค่อย ๆ ทำเพลงไปอีกทีก็มันได้เป็นอัลบั้มเเล้วนี่นา ตอนนี้ก็นั่งทำ artwork นั่งวาดอยู่ใน iPad เอง ปกติเอิ๊ตจะเขียนอะไรเองอยู่แล้ว พวก Text อะไร

แจนจัง: เนี่ย เห็นจนอยากได้ iPad บ้างเลย อยากได้ ๆ ๆ 

เอิ๊ตซัง: จริง ๆ เราก็เป็นคน paper-based อยู่นะ แต่มันเวิร์คอะ เราอยากให้เป็น signature อะ ตอนนี้อย่างปฎิทินงานก็ทำเองทุกเดือน หรืออย่าง EP ล่าสุดนี้ก็ลายมือเรา จริง ๆ เอิ๊ตห่วยมากนะเรื่องการวาดรูปอะ คือชอบแต่ลายมือดีไหม ก็ไม่ได้ดีอะ แต่มันคือเราไง (หัวเราะ) ตอนนี้ก็ทำอยู่ เอาเป็นว่าปลายปีนี้น่าจะวางขายแน่นอน

แจนจัง: เตรียมขอรับบริจาค ไม่ชื้อ (หัวเราะ) จะเอาไปตั้งตรงเครื่องซักผ้า

เอิ๊ตซัง: เดียวเขียนไว้เลยว่า For Janchan’s Laundry Area แต่ไม่ต้องเอาลงไปในเครื่องซักผ้านะ

แจนจัง: (หัวเราะ) ฝากอัลบั้ม Photo Book ด้วย ไป Pre-order ได้ที่ Cat Expo มันเป็นความทรงจำของเราในเพลง อยากให้มาด้วยกัน

เอิ๊ตซัง: คือจริง ๆ ใน​ MV ที่ถ่ายมา มันเป็นแค่เสี้ยวเดียว จริง ๆ มันสวยมาก มีรูปเป็นพันกว่ารูป 

เเจนจัง: เราอยากโชว์หมาเราด้วย หมาเราออก MV นิดเดียวเอง

เอิ๊ตซัง: หมาอะไรของเธอไม่รู้ น้องฮวก 

แจนจัง: มันคือ Harrod! น้องคือตุ๊กตา เราติดมาก ต้องเอาไปเที่ยวด้วย

เอิ๊ตซัง: เราก็เลยตั้งชื่อว่าน้องฮวก แจนจังไม่ชอบมาก (หัวเราะ)

แจนจัง: (เปลี่ยนเรื่อง) ฝากเพลงด้วยละกัน อยากให้มันถึง 1 ล้าน อีกครึ่งเดียว ๆ เวลาเราเจอแฟนคลับ จะแบบเอาโทรศัพท์มารวมกัน แล้วทุกคนต้องเปิด (หัวเราะ)

เอิ๊ตซัง: เนี่ย แจนจังเป็นคนใส่ใจทุกรายละเอียดจริง ๆ นะ แบบการร้องเพลง ทุกคำเขาจะนึกว่าแบบคำนี้หมายถึงอะไร เขาทำทุกอย่าง

แจนจัง: จริง ๆ เราก็ไม่ชอบนะ บางทีมันขัดขวางการทำงานด้วยอย่างนึง แบบจมกับอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ จนไม่มูฟสักที แต่พอมาอยู่ด้วยกันแล้ว เป็นคนทำงานเร็ว จะเอาอันนี้ ๆ ก็พอดีกันดี

เอิ๊ตซัง: เเล้วพอเพลงออก เขาก็มานั่งดูวิว อ่านคอมเม้นท์ทุกอันถึงเช้า 

เเจนจัง: แอบเอาเครื่องคนอื่นมาคอมเม้นท์ละก็ส่งเอง (หัวเราะ)

เอิ๊ตซัง: คือเขาใส่ใจทุกอณูเลยอะ ใส่ไป 100% จริงจัง จนเราเห็นแล้วแบบ ถ้าเราเป็นแบบนี้ได้สักหน่อยก็คงดีนะ

เเจนจัง: เหมือนกัน ถ้าเราได้ความฉึก ๆ ของเอิ๊ตซังมานิดนึงก็ดี

เอิ๊ตซัง: อะ เดียวจะสอนความเอาแต่ใจให้ (หัวเราะ)

และนั่นก็เป็นทั้งหมดของการมาคุยครั้งนี้กับ Fungjaizine ของ เอิ๊ต ภัทรวี และ แจนจัง

สามารถไปติดตามพวกเขากันได้ที่ Earth Patravee และ Jan Chan และฟังเพลง อยากให้มาด้วยกัน ได้ที่ ฟังใจ

ขอขอบคุณร้าน Lido Café by Coffeelismstand สำหรับสถานที่สวย ๆ เช่นเคย

‘อยากให้มาด้วยกัน’ ซิงเกิลใหม่สุดสดใสจาก เอิ๊ต ภัทรวี และแจนจัง

Playlist ของ Jan Chan

เอิ๊ต ภัทรวี กับประสบการณ์ 1 ปีในออสเตรเลียที่เปลี่ยนมุมมองทางดนตรีของเธอไปตลอดกาล

Facebook Comments

Next: