Hockhacker

Interview

Hockhacker กับการผลักดันมุมมองใหม่ ๆ ผ่านแร็ปเปอร์ไทยใน ‘Cypherlogy’

  • Writer: Montipa Virojpan
  • Photographer: Chavit Mayot

HOCKHACKER คือหนึ่งใน content creator ของ Rap is Now โดยล่าสุดก็มีรายการ ‘Cypherlogy’ ที่โชว์สกิลแร็ปเปอร์สไตล์ต่าง ๆ และมีบล็อกอัพเดตข่าวสารวงการฮิปฮอปในชื่อ ‘WHAT DROPS’ โดยที่เขาก็ไม่ลืมที่สร้างแรงผลักดันต่อต้านอำนาจไม่ชอบธรรมผ่านเพลงแร็ป Rap Against Dictatorship ตอนนี้เราก็อยากจะเจาะลึกการเคลื่อนไหวในแวดวงต่าง ๆ ผ่านวัฒนธรรมฮิปฮอปว่ามีความยากง่ายต่างกันยังไง และเจอผลกระทบอะไรบ้าง

Hockhacker

ช่วยอธิบายหน่อยว่า ‘cypher’ คืออะไร

จริง ผมก็ไม่ได้รู้ประวัติว่ามาจากที่ไหน แต่ที่ถูกใช้กันในแร็ป หรือ B-boy ก็ใช้คำว่าไซเฟอร์เหมือนออกมาเต้นต่อกัน แร็ปต่อกัน แต่ไซเฟอร์ของ Rap Is Now อาจจะเป็นยุคใหม่ ไม่ได้เรียลแบบที่เขาทำกัน ไซเฟอร์โอลสคูลสมัยก่อน หรือในรายการต่างประเทศ อัดสดตรงนั้น มีเครื่องเก็บเสียง แต่เราก็อยากได้คุณภาพที่มันดีเลยเอาโปรดักชันเข้ามาช่วย คือต่างคนต่างอัดแทร็คมาแหละ แล้วก็มาทำวิดิโอพร้อมกันอีกที

‘Cypherlogy’ รายการล่าสุดของ Rap Is Now

‘Cypherlogy’ คือรายการที่ Rap Is Now อยากสร้างพื้นที่ขั้นต่อไปของแร็ปเปอร์ หลังจากที่ Rap Is Now ทำ rap battle มา 4 ซีซัน ด่ากันจนเอาตรง เราก็ฟังจนเบื่อแล้ว เลยคิดว่าจะทำอะไรให้คนที่มีสกิลอื่น ออกมาโชว์

แล้วพี่หลุยส์ก็บอกเฮ้ย ฮอคไปเรียกคนมา cypher ดิ๊ก็เลยคิดว่า งั้นเทปละ 4 คน คนละประมาณ 16 บาร์ เหมือนได้เพลงนึงพอดีในการฟังสกิลของแร็ปเปอร์ เราก็จะเลือกจากความต่างของคาแร็กเตอร์ position ในการแร็ปของเขา เลยจะเห็นคนที่เคมีตรงข้ามกันมาก หรือบางทีอาจจะคล้าย กันแต่ไม่เคยโคจรมาทำผลงานด้วยกัน เราก็เลยชวนเขามา ตอนนี้ก็รันไปถึงเทปที่ 6 แล้ว แต่ยังไม่ได้วางไกลว่าจะมีถึงเทปเท่าไหร่ ก็รอดูกระแส (FJZ: กระแสก็ดีนี่) ใช่ คือเหมือนช่อง Rap Is Now กลับมาแล้ว ตอนนั้นจบ rap battle มันก็เงียบไปเลย เราไม่รู้จะเอาคอนเทนต์อะไรมาดึงคน บวกกับ Rap Is Now ไปเปิดพาร์ตที่เป็นค่ายเพลงชื่อ Yupp คอนเทนต์ที่จะเป็นอะไรให้คนจดจำก็เลยหายไป พอ ‘Cypherlogy’ กลับมา เทปแรกเราก็ได้ตัวที่เดือดมาก มา แล้วเขาก็ทำให้เราประทับใจ อย่าง Repaze, Pee Clock มันทำให้คนตื่นตัวขึ้นมากับคำว่าแร็ป จนถึงเทปที่ 3 ก็ไปอีกเวย์นึงที่คนมาเสพสายอินดี้มากขึ้น คือ Ziggavoy, Sunthii ต้องบอกก่อนว่าในสายนี้บางคนยังไม่รู้จักเลยว่า Ziggavoy คือใคร ยิ่งเบล Sunthii นี่ขนาดไป ‘The Rapper’ มาแล้ว ซึ่งจริง การไปรายการนั้นเหมือนเป็นหมุดนึงว่าคุณขึ้นไปอยู่เมนสตรีมแล้ว แต่ปรากฏว่าก็ไม่ได้มีใครไปสนใจอะไรเขา (FJZ: มีคนถามว่าทำไมไม่เอาคนที่เคยแข่ง Rap Is Now มาแร็ป) ใช่ เราก็เลยอยากเอาตัวอินดี้ที่โคตรเท่มาให้คุณลองฟัง

เอาอะไรมาจำกัดความคำว่าเมนสตรีมของฮิปฮอป ตอนนี้มีใครบ้าง

การทัวร์เลยครับ ใครมีงานทัวร์เกิน 5-10 งานขึ้นไป ผมว่ามันคือเมนสตรีมแล้ว อย่าง OG-ANIC, YOUNGOHM, P-HOT, FIIXD, DIAMOND, LAZYLOXY, MAIYARAP พี่กอล์ฟ F.HERO เขาไปเล่นได้ทุกที่แล้ว อินดี้ก็อาจจะ LIBERATE P. กับ Rap Against Dictatorship เดือนนึงสองงาน หรือ Bang Sue Electrix เล่นร้านฝรั่งทุกวันเสาร์ มันก็ยังเป็นตัวอินดี้ บางคนยอดวิวเยอะมาก แต่ไม่มีงานไปเมนสตรีม คนไปรู้จักก็เป็นแค่เด็กที่ฟังใน YouTube ผมก็ไม่นับว่าเป็นเมนสตรีมขนาดนั้น ไปเล่นงานกลางแจ้งแล้วคนไม่รู้จักก็มีเพราะคนฟังคนละกลุ่ม

กะจะมีคอนเสิร์ต ‘Cypherlogy’ ไหม

เพิ่งคุยกันไปเลยว่าอยากจัดปาร์ตี้ เอาคนที่มา ‘Cypherlogy’ ทั้งไซเฟอร์ด้วย เล่นเพลงตัวเองด้วย เพราะเราเห็นของต่างประเทศเวลาเขามีโปรเจกต์อะไรก็จะจบด้วยปาร์ตี้ไลฟ์คอนเสิร์ต ก็ขอรอดูก่อนว่าจะไปได้ซักกี่เทป ก็วางซีซันแรกไว้ซัก 8-10 เทป เพราะมันมีข้อจำกัดเรื่องเอกลักษณ์ของแร็ปเปอร์กับสกิลของเขา ว่ากันตรง บางคนดัง เก่ง แต่เราไม่ได้จำเขาในด้านสกิล เราจำได้ในความป๊อปของเขา แล้วเรายังหาที่ลงไม่ได้ว่าต้องหยิบเขามาอยู่กับสกิลแบบไหนเขาถึงจะเด่นออกมา สมมติเอาตัวสกิลจ๋า มาเจอแล้วเขาโดนคอมเมนต์ YouTube ด่าก็ไม่เป็นผลดีกับเขา พยายามเลือกให้มันเป็นผลดีกับทุกคน ตัวออโต้จูนอะโดนแน่นอน ตอนนี้เรารู้ว่าคนชอบด่าอะไร เราก็จะเลือกว่าเดี๋ยวค่อยดีกว่า ไม่อยากให้มู้ดรายการหรือคอมเมนต์มันเสีย คือ EP3 ฟีดแบ็กเราดีมาก ทุกคนมาว้าวกับ Ziggavoy, Sunthii, Dondy ที่เก่งไปอีกขั้นนึง

บางคนมีสกิลด้วยซ้ำ แต่เพลงที่ทำออกมาแค่มีออโต้จูนคนก็อคติแล้ว

ใช้ อย่าง Cypherlogy เทปสอง MPEE เขาจะมีความดีดเด้ง แต่ในรายการเขาเลือกที่จะแร็ปและร้องแบบนั้น เสียงเขาก็แทบจะเป็นเสียงยืด ตามสไตล์เขา แล้วใส่ออโต้จูนช่วยนิดเดียว แต่คนก็มาตัดสินแค่นั้นแล้ว ทั้งที่เขาใช้โฟลวได้ชัดเจนมากในระดับนึง หรือแม้แต่บางคนใน EP เดียวกัน ใช้ลูกเล่นออโต้จูนเหมือนกัน แต่คนเลือกที่จะไม่ด่าอีกคนนึง ดูเป็นอคติส่วนตัวกับเรื่องออโต้จูน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิวมาก เราก็อยากให้มันข้ามจุดนี้ ด้วยการทำอะไรออกมาให้มันเห็นดีกว่า คือไปโพสต์ต่อต้านหรืออะไรก็ทำอะไรไม่ได้ คนเจอคอมเมนต์แย่ก็ยิ่งด่ากลับ ตีกันไปตีกันมา

ว่ากันตามตรงที่คอนเทนต์ Rap Is Now มีความแปลกใหม่เพราะเป็นกลุ่มที่รวมคนทำงานครีเอทิฟไว้ด้วยกัน

ต้องบอกว่าเคมีของคนทำ Rap Is Now ด้วย พี่ เขาพยายามหาอะไรใหม่ ทำตลอด แล้วก็ยังมีมุมธุรกิจที่ต้องหาเงินกลับมา เราก็เลยต้องบาลานซ์อะไรพวกนี้ ที่มาของคำว่าศิลปินไส้แห้งก็มาจากอย่างเนี้ยแหละ บางทีสร้างสิ่งใหม่มาก ไม่ได้เงินก็มี ก็ต้องเลี้ยงตัวเองให้ได้ เพราะถ้าไม่มีเงินทำงานออกมาไม่ได้อีก แต่ว่ามันก็เป็น passion นึงที่ต้องพยายามคิดอะไรใหม่ อยู่ตลอดให้มันเกิดขึ้นกับวงการเพลงแร็ป 

ตอนนี้คนที่เสพ Rap Is Now ชอบอะไร

ปฏิเสธไม่ได้เลยถ้าเป็นชื่อนี้ยังไงคนก็ชอบแร็ปด่า ถ้าเป็นคลิปแนะนำเพลงคนก็ไม่ค่อยอะไร แต่พอเป็น ‘Cypherlogy’ เทปแรก ท่อนที่มาด่าเนี่ยจะได้รับความนิยม ขนาด TORDED ที่เป็นคนเปิด เขา represent เส้นทางเขาที่โหดมาก แล้ว คนก็ไม่สนใจ ไปสน REPAZE ที่ด่า ๆๆๆๆ ต้องบอกว่าธรรมชาติของคนที่ชอบ Rap Is Now คือคนที่ชอบ rap battle มาก่อน แต่ถ้าลองไปอยู่ในเวย์อื่น ยกตัวอย่างค่าย Yupp คนในนั้นก็ชอบฟังเพลง ติดหูเท่าไหร่ยิ่งกระแสดี มันก็มีคนที่ชอบต่างกัน ตอนนี้เราเลยพยายามทำให้ทุก กลุ่มโตขึ้นไปพร้อม กันนั่นแหละ คือคนชอบด่ามีอยู่แล้ว เราก็อยากให้ไปฟังเพลงมากขึ้น จนตอนนี้เราก็อยากให้ฟังสกิล ฟังเทคนิคการแร็ป เอกลักษณ์ เมสเสจที่เขาเล่า เอาไรห์มเขามาขยายต่อว่าตีความว่ายังไงบ้าง เป็นเวย์ที่อยากทำให้มันเกิดขึ้นไปพร้อม กัน

 

รู้สึกยังไงเวลามีคนบอกว่า Rap Is Now เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ผลักดันซีนนี้ในยุคนี้

ต้องบอกว่าทุก วงการมันต้องมีคนที่เป็น movement หลัก อาจจะไม่ได้ถูกยกย่องโดยคนอื่นแต่เราจะรู้ตัวเราเอง คนที่เขาติดตามจะรู้ว่าซีนนี้เป็นซีนที่แข็งแรง ทุก วงการมันต้องมีแบบนี้ นอกจาก Rap Is Now เดี๋ยวนี้มีหลาย กลุ่มที่ช่วยกันขับเคลื่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี มีการทำผลงานออกมาเสริมกัน มีบุคลากรเพิ่มขึ้น ภาพใหญ่มันก็แข็งแรงขึ้น แล้วพอวัยรุ่นแสดงออกมากขึ้น มีพื้นที่เยอะขึ้น อนาคตประเทศเราจะแข็งแรง พอมีพื้นที่แสดงออกตั้งแต่เด็ก ยังไงตอนโตเขาไม่มากังวล ไม่มาตัดสินคนนู้นคนนี้ แล้วเขาก็รู้ว่ายังมีอีกหลาย กลุ่มที่ชอบเหมือนกัน ในประเทศไทยกำลังเกิดวัฒนธรรมแบบนี้ขึ้นเยอะในยุคนี้ Rap Is Now ก็เป็นพาร์ตนึงที่คนจดจำได้เพราะพูดถึงในด้านแร็ป

ส่วนนึงที่ทำให้คนจดจำฮิปฮอปด้วยก็คือแฟชัน จริง แล้วในวัฒนธรรมฮิปฮอป แฟชันสำคัญไหม

มันสำคัญด้วยความเป็นตัวของตัวเอง คนที่แต่งตัวบางทีมันก็ไม่ใช่แฟชันแต่มันคือการเอาตัวเองออกมาจริง ใส่ในสิ่งที่ตัวเองเป็น เขาจะนำเสนอตัวเองผ่านกางเกงขาสั้น หรือว่ารองเท้าของเขายังไง บางทีใช้ของถูกแต่แมตช์สีกันได้เท่มาก บางทีกูไม่ได้มีเงินเยอะแต่อยากแต่งแปลก ใส่จนคนจำกูได้จนแม่งดูแพงขึ้นมา แล้วมันกลายเป็นแฟชันทีหลัง บางทีจับคนดูไม่ดีไปใส่ชุดที่หวังว่าเขาจะดูดีมันก็ไม่ได้ดูดีถ้าเขาไม่ได้เป็นตัวเองแบบที่เขาต้องการ

แล้วที่เขาชอบอวดว่าแต่งตัวแพงล่ะ

ต้องบอกว่าพอฮิปฮอปขายได้ แฟชันมันก็เข้ามา ไม่ผิดหรอกที่เขาจะแต่งของแพง เพราะมันเป็นการ represent ตัวตนของเขา จะให้เขารวยแต่แต่งถูก ก็ไม่ใช่ แต่สมมติเราไม่มีอย่างนั้นจริง แล้วพยายามไปฝืนใส่อะไรที่ไม่ใช่ หรือเมสเสจเราไม่ใช่อย่างที่เราแสดงออกมันก็ขัด เราต้องเลือกเวย์ของตัวเองให้ชัด จริง ฮิปฮอปมันมีเวย์เยอะมาก แต่ถูกนำเสนอในพาร์ตที่มีความ dramatic เข้ามา พออวดรวยแล้วคนก็จะเฮ้ย แม่งอวดรวยว่ะบางคนก็อวดแก๊ง อวดจน แบบสังคมกูก็มียา (หัวเราะ) คือมันมีเยอะแยะเลยแต่คนไม่ได้สนใจเพราะมันไม่ได้ dramatic ขนาดนั้น บ้านเราชอบ judge กัน ซึ่งจริง การทำเพลงฮิปฮอปเป็นสังคมที่เปิดมาก จะทำเพลงที่บอกว่ากูมีตัง ก็คือกูมีไง มันไม่ผิดอะ 

อะไรเป็นแรงผลักดันให้ Hockhacker กล้าออกมาพูดในเรื่องที่คนในสังคมไม่กล้าพูด

ย้อนไปตอนประมาณ 8-9 ปีแล้ว เราอยู่ในมหาลัยรัฐแล้วมันมีกฎรับน้อง ตอนปีหนึ่งมีช่วงนึงเราเป็นนักกีฬาก็เลยไม่ต้องเข้ารับน้อง ซึ่งเราก็ไม่ชอบอยู่แล้วด้วย เราก็รู้สึกว่าทำไมวะ แล้วมันมีเหตุผลอะไรวะพี่ไม่หวัดดีน้อง น้องไม่หวัดดีพี่ ไม่มาเอาขนมที่พี่ให้ เรื่องมันไร้สาระสำหรับเรา เราเลยหาวิธีเอาออกจากตรงนั้น

เราจบปีหนึ่ง เป็นรุ่นพี่ละ ก็พยายามขวางเพื่อน ว่าเวย์ที่เขาทำปีที่แล้วไม่เวิร์ก เปลี่ยนได้แล้ว สุดท้ายก็เปลี่ยนไม่ได้ เราก็เลยเลือกที่จะไม่ไปช่วยงานรุ่นเลย ที่เราทำออกมากับเพื่อนคือหนังสั้นเรื่องโศกนาฏกรรมทางความคิดตอนปีสอง ส่งประกวดเทศกาลหนังสั้น ได้รางวัล ได้ทุนด้วย แล้วก็มีชื่อประมาณนึง ไปขออาจารย์ฉาย แล้วอาจารย์ก็สนับสนุนความคิดรับน้องไม่เอา SOTUS เขาก็ให้เราไปฉายในห้องเรียนของปีหนึ่งที่จะถูกรับน้อง พอฉายปั๊บ น้องก็ตั้งคำถาม เพราะเราพูดถึงเวย์มันคือการเอาอำนาจไปให้เด็กที่อายุห่างกันแค่ปีเดียว ให้ก้มหน้า คลานกับพื้นห่าอะไรไม่รู้ แล้วเรื่องมันก็หลุดไปถึงเพื่อน รุ่นพี่ที่ซัพพอร์ตวิธีการ เราก็โดนแบนจากรุ่นพี่มึงทำอย่างงี้ทำไม เอาหนังมึงไปเปิดให้รุ่นน้องมึงทำไมเอ้า ผิดหรอ กูทำหนังแบบนี้ก็ต้องเอาให้รุ่นน้องคณะตัวเองดูก่อนปะวะ แล้วมันก็ผ่านไป น้องได้รับรู้อะไรบ้าง แต่วิธีการแบบนี้ก็ยังอยู่

ประมาณเราปีสี่เราเขยิบไปอีกขั้นด้วยการแสดงความไม่พอใจการสอนของอาจารย์ท่านนึง แล้วอัดคลิปอ่านแถลงการณ์เป็นข้อ ที่เราไม่โอเคกับวิธีการสอนของเขาเพราะอะไร สมัยนั้น YouTube ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยม ปล่อยไป 9 ชั่วโมง ยอดวิวพันสี่ รุ่นเราโดนรุ่นพี่ในกรุ๊ปศิษย์เก่าโพสต์เฟซบุ๊กด่าพวกเราประมาณ 6-7 คน ตอนนั้นแรงที่สุดในชีวิตแล้วที่ลุกออกมาพูดกับสังคมกว้าง แล้วทุกคนที่เรียนกับอาจารย์คนนั้นเขาก็มาด่าเราว่าโลกข้างนอกมันน่ากลัว ทำไมแค่นี้ยังรับไม่ได้เลยซึ่งมันไม่ใช่รับไม่ได้ แต่คือการที่อาจารย์ไม่แฟร์กับเรา เขาเป็นอาจารย์จากข้างนอก จริง คาบมันอยู่วันเสาร์เช้า บางทีขอมาสอนบ่าย บางทีขอวันอาทิตย์ แล้วเขาทำบ่อยมากจนพวกเราไม่ค่อยโอเค แต่เราเองก็ใช้วิธีการที่มันแรงอยู่เพราะเราก็ต้องการพูดกับคนส่วนมาก ผลลัพธ์ก็ทำให้เราโดนแบนจากศิษย์เก่า รุ่นเราโดนตัดสินว่าเป็นรุ่นขบถ โดนตัดออกจากประวัติศาสตร์คณะว่ารุ่นนี้เคยสร้างชื่อเสียง เพื่อนหลายคนก็แอนตี้เรามาก ช่วงนึง ตอนรับปริญญาไม่มีใครคุยกับเราเลยนอกจากกลุ่มเราเอง จนปัจจุบันก็ได้ทำ ประเทศกูมี คืออะไรแบบนี้ทำมาตั้งแต่เด็กแล้ว (หัวเราะ)

ตอนทำก็รู้ผลกระทบและยอมรับอยู่แล้ว

ใช่ คือทุกอย่างต้องมีผลกระทบ เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะแรงแค่ไหน แต่ทำแล้วก็ต้องหวังการเปลี่ยนแปลง ถ้าทำเล็กน้อย เอาสนุก ทำทำไม สุดท้ายเราเปลี่ยนได้ คืออาจารย์คนนั้นเขาขอไม่สอนวิชาหลักอันนั้นไปเลย แล้วย้ายไปสอนวิชาของเขาที่เป็นวิชาเลือกแทน รุ่นน้องหลัง ที่เราพอติดต่อได้ก็บอกว่าเขาดีขึ้นนะ ไม่เห็นเป็นอย่างที่พี่บอก แต่เขาคงจำรุ่นเราไปตลอดกาล แต่เราว่าเขาไม่พร้อมจริง เขาควรจะต้องสอนเป็น section ละ 40 คน 6 เซค แล้วต้องแบ่งเวลาเป็นเสาร์เช้า บ่าย เย็น อะไรของเขา แต่เขาเลือกที่จะสอนคลาสเดียวกัน 300-400 คนแล้วไปอัดอยู่ในห้องที่เก้าอี้ไม่พอ เพราะเขาไม่มีเวลา เราก็มองว่ามันไม่แฟร์กับนักเรียนเหมือนกัน ตอนนั้นรุ่นพี่บอกว่านี่อาจารย์นะมึง แต่เราก็จ่ายค่าเทอมให้มหาลัย เราได้เรียนอะไร ถ้าเปรียบเป็นปัจจุบันก็เป็น กูก็จ่ายภาษีอะ

รู้สึกยังไงกับวัฒนธรรมไทย อย่างการลบออกจากประวัติศาสตร์ หรือการเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่

ประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้ชนะ แต่บางทีผู้ชนะพวกนั้นคุมสื่อ ถ้าผู้ชนะตรงนั้นเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่มีอำนาจ ก็เหมือนไม่ชนะอยู่ดี ถ้าคนมีอำนาจในการคุมภาพรวม เราทำอะไรก็ตามก็จะสร้างสิ่งใหม่ได้ รุ่นเราเป็นรุ่นที่ได้รางวัลหนังสือพิมพ์ดีเด่นเยอะมาก ได้รางวัลส่วนตัวกันเต็มไปหมดเลย ข่าวสิ่งแวดล้อม ข่าวสิทธิมนุษยชน ปรากฏว่าตอนงานคืนสู่เหย้า ไม่มีในแผ่นที่เขาทำ แล้วพาดหัวหนังสือที่คล้าย แบนเนอร์โฆษณา เขาจะมีบอกว่ารุ่นนี้ได้รางวัลเท่านี้ รุ่นเราหายไปเลย ก็ไอ้เหี้ยช่างแม่ง

เราเลยมีแบนเนอร์ผลงานของรุ่นเราเอง เยอะกว่ารุ่นอื่นรวมกัน ทำเฉพาะรุ่นของเราเล่มเดียว แล้วงานเลี้ยงก็ไม่มีตัวแทนรุ่นไปร่วมเลี้ยง เราก็ไม่ได้แคร์ อาจารย์ที่สอนเราตอนนั้นเขาก็ออกมาจากมหาลัยแล้ว เพราะเขาเองก็อยู่ในสังคมที่มีการเมืองของอาจารย์ ขนาดเราจ่ายเงินค่าเทอมแล้วเป็นมหาลัยรัฐ อาจารย์มุ่งเล่นการเมืองมากกว่าตั้งใจสอนเด็กอีกอะ ตั้งกลุ่มเกลียดกัน อย่าไปทำงานกับเด็กของอาจารย์คนนั้น อาจารย์คนนี้ เรารู้สึกว่านี่มันแฟร์กับเยาวชนปะวะ

เราเชื่อว่ามีแบบนี้อีกทั้งโรงเรียน ทั้งมหาลัย ที่เกิดขึ้นจากอาจารย์ซึ่งเป็นคนที่จะให้ความรู้ ป้อนข้อมูลให้กับเยาวชน มันมีปัญหาอยู่แล้ว แล้วไม่รู้ว่าจะหายไปจากประเทศไทยเมื่อไหร่ ย้อนไปถึงเรื่องเขียนประวัติศาสตร์ ในหนังสือเรียนไทยก็ตาม มันถูกลบประวัติศาสตร์บางเรื่อง เรื่องการเมือง การเปลี่ยนแปลงการปกครอง การปลูกฝังอะไรต่าง ถูกยัดลงไปในหนังสือเรียนและบังคับให้อาจารย์สอนมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว เท่ากับว่าเด็กถูกเขียนประวัติศาสตร์โดยคนที่คุมอำนาจอยู่ในประเทศ

แล้วเด็กหลายคนก็ไม่กล้าถาม

ใช่ พอถูกสอนด้วยวิธีการของคนไทย เราถูกสอนให้ยิ้มไว้ก่อน แล้วเราก็ไม่ต้องถามอะไร อาจารย์บอกว่าใครมีคำถามให้ถามได้ แต่เวลาใครถามแม่งจะกลายเป็นตัวประหลาด คือพอเด็กคนนึงยกมือถามเพื่อนก็จะมองแล้วว่ามึงอะไรเนี่ย เราก็ไม่รู้ว่ามันมาจากอะไร แล้วมันคงมีอยู่เรื่อย บางคนถามง่ายไป เพื่อนก็ขำ เราก็เคยเห็นกับตัวเองตอนไปเป็นวิทยากรเรื่องแร็ป ก็ถามว่าใครมีคำถามไหม มันก็มีคนถามเป็นคำถามที่เพื่อนตลกกันหมดเลย แต่สำหรับเรามันคือคำถามที่ดี เขาถามว่าYOUNGOHM ได้เงินเท่าไหร่คือเรื่องในวงการแร็ปเลย แต่เด็กขำกัน เราเลยบอกว่าเออ ถามดีน้องมันถามเพราะอยากรู้ อยากเป็นแร็ปเปอร์แบบ YOUNGOHM คือเด็กที่กล้าถามก็มี แต่พออยู่ในแวดวงสังคมที่มองว่าคนตั้งคำถามคือคนแปลกไม่เชื่อหรอวะที่เขาพูดกลายเป็นว่าคนที่ไม่เชื่อ มี critical thinking ในหัวกลายเป็นคนผิด

จากการเคลื่อนไหวในมหาลัยสู่การเมืองระดับประเทศ มีประเด็นร้อนจากเพลง ประเทศกูมี

ใช่ ตอนนั้นก็พีคอยู่เหมือนกัน เราก็ไม่เคยคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตแบบนี้ คือตั้งกลุ่ม RAD ทำ ประเทศกูมี แล้วก็ได้ขึ้นหน้าหนึ่งไทยรัฐ พาดหัวใหญ่ ก็ช็อกเหมือนกัน วันที่มีข่าวโทรศัพท์สายไหม้ 48 สายวันเดียว รับชั่วโมงละสิบกว่าสาย รับวาง ๆๆๆๆ แล้วคนอื่นในกลุ่มก็ล่ก ทำไงดีวะ ๆๆๆ แต่เราทำงานสื่อมา เคยเป็นนักข่าว ก็พอจะรู้ว่าต้องรับมือยังไง แม่งหนักเหมือนกันนะ ถ้าคนที่ไม่มีประสบการณ์แล้วมาเจอ หรืออย่างเด็กหรือวัยรุ่นทั่วไปที่ชอบทำเรื่องดราม่าแล้วโดนรายการตีข่าวทั้งหลาย หนุ่ม กรรชัย เชิญไปออกรายการสด แล้วเขาจะโดนจี้มาก ก็จะพูดอะไรเบ๊อะ ออกมา เราเข้าใจเลยอะเพราะเราก็โดน นักข่าวก็โยนคำถามอยู่นั่น ดีที่เราทันทุกคำถาม แต่ถ้าคนไม่ทันจะทำไง เพื่อนเราก็เคยหลุดเพราะตื่นเต้น พอเราเป็นทีมก็พิสูจน์แล้วว่า เรื่องพวกนี้ต้องทำหลาย คน พอทำคนเดียวมันกดดัน มันจะเหนื่อย ทำเป็นสิบคนก็มีคนแชร์ความเสี่ยง ปรึกษากัน อย่างน้อยเรามีเพื่อน พูดอะไรออกไปก็มีพลังมากกว่าการพูดแค่คนเดียว

อย่างวันก่อนเราไปร่วมงาน ‘Uncensored’ กับพี่ ต้อม ยุทธเลิศ กับ Headache Stencil คือพื้นที่ใหม่ที่ดีมาก คนมาเสพงานศิลปะหลาย แบบในงานเดียวกันโดยที่จำนวนคนไม่ลดลงเลย มาเดินดูกราฟิตี้เสร็จ ไปปั้นดินน้ำมัน art therapy แล้วก็มาฟังเพลงของสนิมหยก ดู Headache พ่นสด ดู RAD ชั่วโมงครึ่ง แล้วดูพี่ต้อมต่อครึ่งชั่วโมง คนอยู่ตลอดทั้งงาน ซัพพอร์ตกัน แล้วเขาแสดงออก โดยเฉพาะกลุ่มพี่ต้อมเขามาเยอะ เตรียมอุปกรณ์มาเป็น flash mob เวลาเราทำอะไรแบบนี้ ทำคนเดียวก็ทำได้ แต่ถ้าอยากให้มีพลัง อยากเปลี่ยนแปลง เราต้องชวนคนที่เรารู้สึกว่าคุยกันได้มาค่อย ทำ

ในกลุ่ม RAD ไม่ได้คิดเหมือนกันทั้งหมดด้วยซ้ำ บางเรื่อง ถ้าเป็นประเด็นที่หนัก เราก็เลือกคุยกับแค่บางคน เพราะเรารู้ลิมิตของเขา เขามาตรงนี้เพราะเขาอยากเปลี่ยนอะไร คือถึงเราเห็นต่างแต่ก็ทำงานด้วยกันได้ อยากให้มีอะไรแบบนี้เยอะ ในสังคมไทย

Hockhacker

ปัญหาตอนนี้คือความเห็นต่างก็ถูกปัดตกไปเลย

ใช่ ตอนนี้เราเอือมกับเฟซบุ๊กมาก ทุกวันที่แชร์กันตอนนี้เราแทบไม่อ่านเลย คือแม้แต่แร็ปเปอร์ทำเพลงดิสกันเราก็มองเป็นเรื่องตลก เป็นสีสัน แต่คนก็ไปให้ค่าว่า ทำเพลงกลับซักทีดิ๊ ในสังคมเหมือนกัน ดาราบางคนเราก็ไม่ได้ให้ค่าเขาขนาดนั้นว่าต้องไปตอบโต้ มันก็เป็นพื้นที่ที่เขาแสดงออกได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องของเขาเองนะในการเป็น influencers มีคนติดตาม ก็ต้องรับผิดชอบต่อสังคมด้วยตัวเอง ส่วนตัวเราว่าจะโพสต์เหยียดคนก็ไม่เป็นไร เพราะเรื่องของคุณ แต่ผลกระทบก็รับเองละกัน สุดท้ายแล้วเราไปปิดกั้นความคิดไม่ได้

มันมีแนวคิดของสายวิชาการบางอันบอกว่า คำว่า PC กับ Non-PC คือการเหยียดเพื่อให้มันหมดไป เราต้องเหยียดกัน จากที่ไม่ปกติให้มันเป็นเรื่องปกติ เหมือนเรื่องเพศศึกษาในไทยที่เราปิดกั้นมันทั้ง ที่มันเป็นเรื่องปกติ ที่ Rap Is Now เอาคำว่าหี’ ‘ควยมาแร็ปกันเป็นเรื่องปกติจนเด็กในวงการแร็ปชินมาก แต่กับคนข้างนอกมองว่าเราแร็ปคำหยาบคาย รู้สึกว่าการพูดเรื่องแบบนี้ซ้ำ เยอะ มันกลายเป็นเรื่องธรรมดา การเหยียดคนเหมือนกัน ใน RAD เราก็เหยียดกันเป็นว่าเล่น เราคุยกันแบบ คนพวกนี้ห่วย อย่าไปให้ค่า ตอนแรกเราก็ไม่โอเคหรอก คุณอย่าไปเหยียดเขาสิ แต่ตอนนี้คือก็ช่างแม่ง ให้ค่าแค่คนบางคนที่มี potential ที่เราจะดึงมาร่วมงานกันในมุมใดมุมนึง ถึงจะไม่ได้เห็นด้วยเหมือนกันหมด แต่เราก็ควรคุยกับเขา ผมก็เคยเขียนเนื้อเพลงแร็ปในเพลงตัวเอง ชื่อเพลง อุดมการณ์ เขียนว่าชักชวนคนที่สวนทางคือเราต้องชวนคนที่สวนทางกับเราให้ไปทางเดียวกับเราถ้าเรารู้สึกว่ามันถูก แค่นั้นเลย

จริง คนเราควรจะเข้าใจก่อนไหมว่าอะไรคือ PC ไม่ PC แต่ตอนนี้เราเหยียดกันโดยขาดความเข้าใจ เหยียดเอาสะใจ

มันก็มีเหยียดเอามัน กับเหยียดเพราะคิดอย่างงั้นจริง เรารู้สึกเฉย ตราบใดที่มันอยู่ในพื้นที่ของมัน ออนไลน์อยู่ในออนไลน์ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามันอยู่ในโลกภายนอกแล้วอะน่ากลัว แต่ตอนนี้จากงานวิจัย ผู้ใหญ่บางคนที่ลูกต้องเปิด account ให้ ใช้โซเชียลมีเดียมาไม่เกิน 5 ปี เขามีแนวโน้มจะแชร์ข่าวปลอมมากกว่าคนรุ่นใหม่ ตอนนี้โลกกำลังกลับกันแล้ว เมื่อก่อนพ่อแม่ต้องสอนเด็กให้อยู่บนโลกใบนี้ กลายเป็นตอนนี้วัยรุ่นต้องสอนให้พ่อแม่อยู่บนโลกออนไลน์ให้ได้ เพราะว่าการเหยียดกันบนโลกออนไลน์ทำให้เกิดความรุนแรงในสังคมจริงได้ง่ายมาก เราไม่รู้ว่าจะมีคนไปดักตบคุณช่อจริง หรือเปล่า สมัยก่อนเรามีหนังสือพิมพ์ดาวสยามที่ปั่นให้คนยิงฆ่ากัน ในปัจจุบันก็อาจจะเป็นโซเชียลมีเดีย

เพราะโซเชียลมีเดียมันก็ไปไวกว่านั้นมาก

มันไปเร็ว ลามเร็ว แต่ก็หายเร็วด้วยนะ คือถ้าเรายิ่งให้ค่ามันเท่าไหร่ มันจะยิ่งไปได้ไกล แต่ถ้าเราไม่ให้ค่าเดี๋ยวมันจะหายไปเอง

จริง เรื่องนึงที่เราติดกับดักกันในข่าวการเมือง คือเราไม่อ่านเลยที่คนไปสนใจเรื่องพรรคอนาคตใหม่กับอาหารหัวละ 600 บาท กลุ่ม RAD มองเป็นเรื่องตลกมาก ตอนนี้เหมือนเป็นข่าวบันเทิงไปแล้ว ถ้าคนที่ซัพพอร์ตอนาคตใหม่ ต่อต้าน คสช. พยายามไป defend แชร์ถล่มข่าวในเว็บที่เขาเขียนปั่น อันนั้นเป็นการไปให้ค่ามันและทำให้มันลามขึ้นไป ทั้งที่จริง ประเด็นไม่มีอะไร ถ้าเราไม่สนใจแต่แรกเดี๋ยวมันก็เงียบ เราโดนหลอกด้วยมายาของสื่อ การปลุกปั่น ติดกับดักเมื่อไหร่จบ แล้วเราจะลืมโฟกัสสิ่งที่เราพยายามทำ

ในฐานะที่เป็นสื่อ นักเคลื่อนไหว และศิลปิน เราจะสร้างสังคมสร้างสรรค์ในพื้นที่ที่การแสดงออกมีไม่จำกัดยังไงได้บ้าง

เราแค่ให้ความรู้คนที่อยากแสดงออกว่า แสดงออกแบบนี้แล้วได้ประโยชน์ยังไง เราได้ปลดปล่อยอะไรแล้วคนอื่นได้รับอะไร อย่างงาน Uncensored ที่เราไปร่วมมา เมสเสจที่คุยกับทีมจัดงานอยู่ที่ว่า เราไม่ได้อยากให้เกิดความวุ่นวาย แต่เรามีคนที่ตระหนักกับสังคม แล้วรวมตัวกันได้ เมื่อวาน 150-200 คน พี่ต้อมบอกว่าในงานพี่หน้ามันอาจจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นพันคน เรากำลังจะบอกว่าเรามีคนที่เข้าใจและพร้อมจะเปลี่ยนประเทศนี้อยู่ตลอด การรวมตัวของคนแต่ละครั้งเป็นแค่การแสดงว่าเรายังมีตัวตนอยู่ แสดงออกว่าเรารู้นะว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าเรามีพื้นที่ของเรา ก็แสดงออกให้เต็มที่ ถ้าเราไม่ได้ไปอะไรกับเขาแล้ว แต่เขามายุ่งกับพื้นที่ที่เราใช้ นั่นก็คือเขามารุกล้ำสิทธิการแสดงออกของประชาชน เราจ่ายภาษีแล้วทำไมเราจะพูดไม่ได้ ทำงานประจำ รับงานนอกอีก ฟรีแลนซ์เนี่ยตัวโดนหักภาษีเลย จ่ายเยอะมาก เรารู้สึกว่าเขาต้องให้พื้นที่เรา แล้วเราต้องจำกัดพื้นที่ที่กว้างเกินไปไหม ผมว่ามันเป็นเรื่องของยุคสมัย และคนกำลังตื่นรู้ตอนนี้ มันต้อง educate คนใกล้ตัวรุ่นต่อ ไปเรื่อย ว่าเราต้องยอมรับความเห็นต่างก่อนเลย พื้นที่มันจะไปกว้างแค่ไหน โซเชียลมีเดียอีกแปปนึงเราอาจจะคุยกันผ่าน vr แล้ว อีกไม่เกิน 5 ปีรถที่วิ่งด้วยไฟฟ้าจะได้ใช้แล้ว คนอาจจะตกงานมากขึ้น คราวนี้มึงเดือดร้อนจริง คนจะแสดงออกยังไงต้องคิดแล้ว ชวนคนใกล้ตัวมาคุยกันให้เขารับรู้ แล้วก็ไปด้วยกัน เพื่อให้พื้นที่มันแข็งแรง มันจะใหญ่แค่ไหนก็ให้แข็งแรงก่อน

Cypherlogy

Facebook Comments

Next: