Article Interview

Khana Bierbood เหล่าคนแปลกหน้าจากบางแสน พร้อมแล้วกับ Euro Tour ครั้งแรก

  • Writer: Montipa Virojpan
  • Photographer: Montipa Virojpan

Khana Bierbood (คณะเบียร์บูด) หรือที่ก่อนหน้านี้เราอาจจะรู้จักในชื่อ Strange Brew พวกเขาคือวงดนตรีจากบางแสนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเล่นดนตรีจนได้แฟนเพลงเฉพาะกลุ่มจากเมืองกรุงไปไม่น้อย ล่าสุดเราได้ข่าวดีจากพวกเขาว่ากำลังจะออกอัลบั้มเต็มชุดแรก Strangers From the Far East คนแปลกหน้าจากดินแดนบูรพา กับค่ายเพลง Guruguru Brain ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไม่ใช่ค่ายของใครที่ไหนแต่คือวงไซคีเดลิกร็อกตัวเป้ง Kikagaku Moyo และกำลังจะได้ทัวร์ยุโรปกันในปีหน้าด้วย แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยฟังเพลงมาก่อน นี่ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้มาทำความรู้จักพวกเขากัน

สมาชิก
ก๊อบ—ยุทธนา พรงาม (กีตาร์, ร้องนำ)
เจ—รัชชานนท์ อินทรประเสริฐ  (เบส)
นะโม—กฤตินันทน์ ตันนพรัตน์ (กีตาร์)
โอม—ชนุตร์พงศ์ ลีลาขจรจิต (กลอง)
ปี๊บ—สิริมิตร จิตรสม (คีย์บอร์ด, เพอร์คัสชัน)

Khana Bierbood

ทำไมเปลี่ยนชื่อจาก Strange Brew มาเป็น Khana Bierbood

ก๊อบ: พอเราเริ่มจะมีงานเล่นในบางแสนก็คิดว่าเราควรจะแต่งชื่อวงแล้ว ตอนนั้นเราคุยกันในรถแล้วเรากำลังฟังเพลง Strange Brew ของ Cream พอดี รู้สึกว่าเพลงนี้ดีว่ะ ชอบมากเลย เลยเอาชื่อนี้ละกัน ก็ใช้มาโดยตลอด แล้วเราก็มาหาความหมายว่า ‘strange brew’ มันแปลว่าอะไร ไม่แน่ใจว่าเป็นสแลงหรือเปล่านะ ถ้าแปลตรงตัวก็เหมือนกับเครื่องดื่มพวกเหล้า อะไรที่หมักแบบเสีย ไม่ดี ผิดเพี้ยน ประมาณแบบนั้น แล้วคนที่รู้จักวงเราก็เลยเรียกเราว่า ‘เบียร์บูด’ ให้มันเป็นภาษาไทย แต่ไม่ได้ใช้ทางการ (เจ: หลังจากใช้ชื่อนั้นมาสักพักก็มีความคิดว่าจะเปลี่ยนชื่อเพราะชื่อนี้ใช้ซ้ำเยอะ) รู้สึกว่าไม่ค่อยมีเอกลักษณ์เท่าไหร่ด้วยสำหรับเรา เลยอยากได้อันที่มีความเป็นไทย ก็เลยกลายมาเป็นคณะเบียร์บูด

มาทำวงด้วยกันได้ยังไง

ปี๊บ: เริ่มจากผมกับก๊อบบ้านอยู่ใกล้กันตั้งแต่มัธยม ผมกับเจก็เรียนอยู่คณะเดียวกันที่ .บูรพา ตอนนี้พวกเราก็ 30 แล้ว ตอนทำวงใหม่ ๆ ตั้งแต่รุ่น ๆ 20 กันอยู่เลย แล้ว

ก๊อบ: โอมเป็นเพื่อนเจอีกทีนึง ทุกคนเลยรู้จักกัน ตอนนั้นผมจะฟังเพลงสากลน้อย เจจะเป็นคนที่หาเพลงแปลก ในยุคที่คนไม่ค่อยฟัง อย่างพวก Myspace เขาจะคอยเสนอวงนั้นวงนี้ให้เราฟัง สมัยเรียนผมก็ร้องเพลงประกวดตามงานนั้นนี้อยู่แล้ว เลยพอจะมีพื้นฐานด้านดนตรีอยู่บ้าง เจเลยชวนลองทำวงด้วยกันดูไหม ตอนนั้นสมัยเรียนปีหนึ่งปีสอง ที่ ม.บูรพา มีผม เจ โอม เริ่มมาด้วยกันแต่ต้น แล้วก็เล่นเพลงสากลพวกนี้ พูดง่าย ในบางแสนตอนนั้นแทบจะไม่มีอะไรพวกนี้ (เจ: อาจจะมีแต่เราไม่รู้) แต่ว่าน้อยมาก แล้วก็มีการเปลี่ยนมือกีตาร์เพราะคนแรกติดธุระ อีกคนมีปัญหา เปลี่ยนหลายคนมาก แล้วก็มาจบที่โม จริง โมมีอีกวงนึง แต่ก็รู้จักกันตั้งนานละ แล้วทีแรกจะเอาเขามาเล่นกัน 5 คน แต่มือกีตาร์หลักเขาถอยออก เลยเหลือ 4 ส่วนปี๊บถ้าไม่นับเป็นนักดนตรีคือก็สนิทกันมาแต่เริ่มแล้ว เขาเห็นว่าพวกผมเล่นประกวดนั่นประกวดนี่ก็จะไปด้วยกันตลอด ก็เลยให้ปี๊บเข้ามาเสริมคีย์บอร์ด เคาะจังหวะ ตอนนี้ก็เป็นสมาชิกปัจจุบันนี่แหละ อยู่อย่างนี้กันมา 4 ปีแล้วไม่ได้เปลี่ยน แล้วจากที่เคยคัฟเวอร์ก็ทิ้งตรงนั้นไปเลย เลิกเล่นกลางคืน แล้วก็เริ่มทำเพลงตัวเองจริงจังตั้งแต่โมเข้ามา ปีนี้เริ่มเป็นปีที่รู้สึกว่าดนตรีมีหนทางกันมากขึ้น ตั้งแต่ฝั่งญี่ปุ่นเขาอยู่ตัวแล้วกลับมาหาเราอีกครั้ง บอกว่าเตรียมออกได้แล้ว (โอม: ช่วงนั้นมันเคลื่อนเพราะอัดไม่ทันด้วยแหละ) คือเขาอยากให้ฟิกซ์เวลาให้โชว์อยู่ในช่วงเดือนนี้ที่จะมีเฟสติวัลอะครับ คือเดือนมกราคมนี้วงจะปล่อยอัลบั้ม แล้วเราจะได้ไปทัวร์โปรโมตอัลบั้มตัวเองกันหนึ่งเดือน แต่วีซ่ายังไม่ผ่านนะ (หัวเราะ) คือฝั่งนู้นเขาคุยเรียบร้อย ดีลงานกันจะเสร็จละ 16-19 กุมภาพันธ์ มีไปเล่นที่ยุโรป

ตั้งใจจะทำ psychedelic rock, surf rock ตั้งแต่แรกเลยหรือเปล่า

ก๊อบ: เมื่อก่อนฟังพวก Arctic Monkeys, The Strokes ชอบทางฝั่งอังกฤษ จะไม่ค่อยฟังทางฝั่งอเมริกาเท่าไหร่ แล้วเล่นเพลงฝั่งนี้เยอะ แรก ก็ยังไม่มีแนวทางว่าจะเล่นออกมาทางไหน ไม่รู้จะจับจุดยังไงดี แล้วก็ฟัง The Beatles ชอบมาก เพลงแรกที่เราแต่งขึ้นมาคือตอนไปอัดรายการกับพี่ย้ง Chladni Chandi รายการโสตศึกษา พี่ย้งเขามาชวนเราไป แล้วครั้งนั้นคือเขาบอกว่าเราน่าจะมีเพลงแต่งของตัวเองหน่อยสักเพลง ก็แต่งเพลงในระยะเวลา 3 ชั่วโมง คือเข้าห้องซ้อมแล้วแต่ง เพลงชื่อ อัตคัด ครับ เป็นเพลงแรกที่เป็นจุดเริ่มต้น แต่ตอนนั้นมันจะออกแนวการาจมากกว่า

เจ: แนวดนตรีมันก็มาจากตอนนั้นเราฟังแลบไปทางนู้นบ้าง ทางนี้บ้าง สุดท้ายเวลาทำมาจริง มันก็เหมือนรวมมาจากการแชร์ไอเดียกันมากกว่า ถ้าช่วงนี้ทำเพลงก็คงไม่เหมือนเดิมกับตอนนั้นสักเท่าไหร่ (ก๊อบ: ส่วนการที่มันติดกลิ่นอายความเป็นไทย…) มันเหมือนเราซ้อมกันเล่น ด้วยแหละ ช่วงนั้นคนในวงก็ผลัดกันไปบวช งานบวชก็เลยเยอะ แล้วเหมือนก็ชอบเอามาเล่นกัน แซวกันไปกันมาในห้องซ้อม แล้วก็เหมือนติดกลิ่นนั้นเข้ามาเพราะความคุ้นเคย

ก๊อบ: แรก ก็มีอีโก้ ติดฝั่งอังกฤษ โดยที่เพลงไทยเราก็ไม่ค่อยอยากจะเล่นเท่าไหร่ ทีนี้พอเรามาเล่นจริง ก็คิดว่าทำไมคนไทยไม่ค่อยเล่นซาวด์ที่มันไทย หลัง ก็เห็นว่าวงดนตรีนอกกระแสส่วนใหญ่ทำเพลงภาษาอังกฤษกันเยอะด้วยจริง  เพราะเราเขียนภาษาอังกฤษกันไม่ได้ (หัวเราะ) ก็เลยทำเพลงไทยดีกว่า แล้วเราก็อิมโพรไวส์กันบ่อยขึ้น จนอัดส่งให้ Guruguru Brain เขาก็บอกว่าแบบนี้โอเคนะ หรือว่าเราจะลองทำเพลงที่มันเป็นสไตล์แบบนี้ มีกลิ่นเซิร์ฟ ในความคิดของพวกเราเหมือนลูกหมอลำเริ่มเข้าไปปะปนในนั้นได้ดี ช่วงนั้นกำลังขยันก็ได้เพลงเรื่อย ๆ แต่ตอนนี้หยุดทำเพลงมาสองปีแล้ว ไม่ได้ต่อเลยหลังจากที่ทำเพลงครบ 7-8 เพลง (โอม: คือเพลงตอนนี้ที่เล่นจริง ก็จะไม่เหมือนกับตอนที่อัดเท่าไหร่ด้วย) ใช่ เพราะปัจจุบันเราก็ดัดแปลง เพราะเวอร์ชันนั้นอัดมา 2-3 ปีแล้วครับ แล้วหลังจากนั้นก็มีงานเล่นมาเรื่อย

แต่ละเพลงของ Khana Bierbood ได้แรงบันดาลใจจากบางแสนหรือเปล่า เพราะก่อนหน้านี้เท่าที่ฟังก็มี Plankton Bloom, นวลนางบางแสน, แสงดาว

ก๊อบ: ส่วนใหญ่ inspired จากปี๊บครับ (หัวเราะ) คือตอนนั้นผมเป็นคนที่ไม่รู้ว่าการแต่งเพลง เขียนเนื้อจะเขียนยังไง ตอนนั้นเขียนกันในหมู่เพื่อนมันก็จะเขิน คำว่า ‘รัก’ เงี้ย แล้วเราก็ไม่เคยทำเพลงฝรั่ง ก็เลยคิดว่าต้องหาตัวสร้างแรงบันดาลใจ แล้วตอนนั้นปี๊บเขามีปัญหากับแฟนพอดี ผมก็คิดว่า เฮ้ย มึงเวิร์กนี่หว่า เอาเรื่องนี้เข้ามาละกัน ส่วนใหญ่เพลงผมจะเกี่ยวกับอกหัก โดนทิ้ง ว่าผู้หญิง ผู้หญิงไม่ดี หรือบางเรื่องก็เป็นน้องที่รู้จักกันโดนทิ้งเหมือนกัน ก็เอามาแต่ง หรือเห็นเขาไปเที่ยวที่นั่นที่นี่กัน อย่างเพลง เขาเขียว นี่ก็ยังไม่ได้อัด แต่แต่งขึ้นมาคืออารมณ์แบบตอนไปเที่ยวกับเขา เดินไปเจอฮิปโป เนื้อเพลงก็จะเป็น ‘สองปีก่อนเราเคยเดินเที่ยวเขาเขียวด้วยกัน ฉันชวนเธอเดินดูฮิปโปตัวโตน่ากอด’ อะไรเงี้ย เป็นบรรยากาศในตอนนั้น (เจ: เก็บความประทับใจ ตอนนั้นมา) ใช่ เป็นความรู้สึกที่เดินเขาเขียวกันสนุกมาก อากาศดี แต่แล้วก็เลิกรากันไป แล้วบางทีความรู้สึกนั้นมันก็กลับมาอีกครั้ง แต่เพลงนี้คือเลิกกันดี ไม่ได้ว่าผู้หญิงแย่ เป็นรำพึงรำพันว่าคิดถึงอยู่ (โม: ส่วนใหญ่เป็นประสบการณ์จริง ทั้งคน ทั้งสถานที่) แล้วเรื่องจะเกิดที่บางแสนหมดเลย มีแค่โอมที่เข้ากรุงเทพ บ่อยเพราะทำกาแฟ ส่วนพวกผมจะไม่ค่อย ขลุกอยู่แต่ที่นู่นอย่างเดียว

มีความประทับใจอะไรในบางแสน

ปี๊บ: มนต์บางแสนครับ ไปแล้วออกมาไม่ได้ คือถ้าเป็นคนที่อื่นมาเรียนบางแสน อย่างก๊อบเนี่ย ก็อยู่นั่นตั้งแต่เรียนจบเลย

ก๊อบ: คือผมเป็นคนชลบุรีก็จริง แต่อยู่โซนห่างจากบางแสนเป็น 50 โล บ้านนอกของชลบุรี แล้วพอเราเลิกเรียน เข้ามาในเมือง ก็รู้สึกแบบ ทุกอย่างมันพร้อม มีห้าง ใช้ชีวิตง่าย ของกินมันเยอะมาก

ปี๊บ: ถ้าเข้าไปอยู่แล้วก็จะหลงอยู่ที่นั่น เข้ามาเรียน 3-4 ปี จบไปหลายคนก็ยังทำงานอยู่แถวนั้น ไม่อยากไปไหน คนที่กลับไปบ้านแล้วก็ยังคิดถึงบางแสน ก็ต้องกลับมาบ่อย

เจ: มีเพื่อนอยู่เยอะ ตอนแรกก็มีคนอยู่เยอะ จบแล้วก็หาย ไปแต่บางคนก็ยังอยู่ มันติดอะ อยู่นานแล้วไม่รู้จะไปไหน ก็ผูกพันไปโดยไม่รู้ตัว ก็โอเค มีทะเล มีอะไร

ก๊อบ: กลิ่นอายของทะเล มันทำให้เราสบายใจ เวลาขี่มอไซค์ ออกไปเดินเล่น บางแสนไม่ใช่หาดที่สวยมากแต่มันมีช่วงที่มันสงบ ไม่วุ่นวาย เราจะรักช่วงสงบของบางแสน มันผ่อนคลาย ไม่ต้องคิดอะไร มองออกไปที่ทะเลเรื่อย ไม่นับเสาร์อาทิตย์ที่จะวุ่นวายมาก นะโมก็เป็นคนฉะเชิงเทรา แต่มาเรียนที่ .บูรพา แล้วก็อยู่ยาวเลย

นะโม: ติดผู้หญิงครับ สาว บางแสนน่ารักครับ ธรรมชาติไม่ค่อยรักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง (หัวเราะ) คนชลบุรีหน้าตาจะไม่เหมือนโซนอื่น

โอม: โตมากับบางแสน ก็เรียนก็อะไรมา อยู่กับเพื่อน ทำกิจกรรม เล่นดนตรี ออกกำลังกาย กินเหล้า ดูหนัง บางแสนมันก็มีอะไรให้ทำในอย่างที่ควรจะเป็น ครบทุกอย่างในที่เดียว มันกลาง ชิล ใช้ชีวิตง่ายอะ บางทีใส่เสื้อบอลไปไหนมาไหนก็ได้ มันคือความชิลแบบบางแสน

ทำไมอัลบั้มใน Bandcamp ถึงปล่อยให้ฟังแค่สามเพลง

ก๊อบ: ทั้งหมดมี 7 ครับ แต่เขาซุ่มไว้อีกหนึ่งเพลงไว้ไปรวมกับ compilation

โอม: 3 เพลงที่ฟังได้เป็นเพลงที่ทางค่ายเลือกมา

เจ: เป็น pre-release ครับ เพื่อเป็นการตัดสินใจว่าจะ pre-order อัลบั้มเราไหม ก่อนหน้านั้นเราออก EP มาสามเพลงที่ทำเอง อยู่ใน YouTube

ก๊อบ: ตอนนี้ก็ไป 80 แล้ว

นะโม: 80%?

โอม: 80 บาทไทย (หัวเราะ)

แล้วไปอยู่ค่าย Guruguru Brain ของ Kikagaku Moyo ได้ยังไง

เจ: ก่อนหน้านั้นคือเหมือนเขาประกาศในเฟซบุ๊กว่าเขาโฟกัสเพลงจากเอเชีย ก็ส่งอีเมลไป แล้วเขาก็ตอบกลับ ก็คุยกันมาเรื่อย ๆ 

ก๊อบ: เป้าหมายของค่ายเขาอยากจะนำเพลงจากฝั่งตะวันออกไปสู่ฝั่งตะวันตก โดยจะมีอีกจากหลายประเทศในค่ายเขา ตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อสามปีที่แล้วก็ได้ไปคุยกับเขาทำความรู้จัก คุยเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ แต่แล้วพอเขาเริ่มยุ่งเพราะต้องทำทัวร์ ทำเพลงของเขา วุ่นวาย เขาก็เลยไม่ได้มาโฟกัสที่เรามาก แล้วพอเรามาเจอพี่ป๊อก Stylish Nonsense พอดีเราก็คิดว่า อยากมีค่ายในไทยบ้าง เพราะพี่พี่ป๊อกเองก็เคยเจอกับ Kikagaku Moyo ล้วเขาพูดให้พี่ป๊อกฟังว่าเจเคยส่งเดโม่ไปให้เขา พอมาอยู่กับ Panda Records เลยขอปรึกษาพี่ป๊อกว่าเรามีเพลงในสต๊อกเยอะ คิดว่าน่าจะอัดทำอัลบั้มได้ เพราะเล่นลอย ๆ มาพักใหญ่มาก มีอัดบ้างอยู่สามเพลงที่อัดกันเอง ไม่ค่อยรู้เทคนิคการอัด 

เจ: พี่ป๊อกเหมือนจะดูแลเรื่องการอัด เป็น recording engineer โปรดิวเซอร์ก็เป็นทางญี่ปุ่น มาสเตอร์ที่โตเกียว พอทางญี่ปุ่นเขาเริ่มว่างก็ถามว่าอยากจะลองมิกซ์ไหม เขามีไอเดียนะ จะโปรดิวซ์ให้ด้วย ก็เลยเป็นการทำงานร่วมระหว่างสองค่าย ตอนเขามิกซ์ผมก็ไปนั่งอยู่ที่สตูดิโอ

ก๊อบ: ตอนที่อัดเป็นการบันทึกเสียงที่เร็วมาก อัดรวมรวดเดียว เล่นพร้อมกัน มีแยกแค่ร้องกับคีย์บอร์ดนิดหน่อย รู้สึกไม่ค่อยมีเวลาแล้วก็เหนื่อย กันด้วย แล้วเสียงที่ออกมาในตอนแรกพี่ป๊อกมิกซ์กันเสร็จแล้วเราว่าโอเค แต่พอส่งไปญี่ปุ่นเขารู้สึกว่ากีตาร์เหมือนเดิม เอฟเฟกต์เหมือนเดิม เพลงมันคล้าย เดิม ดูเหมือนเป็นเส้นตรง ไม่หวือหวา เขาเลยให้ผมไปอัดเสียงตามงานวัด เสียงตามทะเล ใช้โทรศัพท์อัดนี่แหละแล้วเขาเอามาใส่นั่นใส่นี่เพิ่ม มันก็จะกลายมาเป็นนอยซ์เยอะกว่าตอนที่พี่ป๊อกทำพอสมควร เราก็โอเคไม่มีปัญหาแต่ให้เขาจัดการดีกว่า เขาประสบการณ์เยอะ อาจจะเป็นที่เขามองว่าจะขายให้ฝั่งตะวันตก ก็เลยรู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยเพอร์เฟ็กต์เท่าไหร่

อันนี้สงสัย ทำไมเวลาคนต่างชาติถึงคิดว่าไซคีเดลิกไทยคือเพลงหมอลำ

เจ: เท่าที่ผมศึกษามานะ เพลงหมอลำยุคเก่า 70s ผมว่ามันมาจากดนตรีฝั่งตะวันตก แล้วรับกันมา มันเลยมีส่วนผสมของเพลงฟังก์ แล้วก็บีตจากแถว เอธิโอเปีย แอฟริกาด้วย พวกนี้มันจะใกล้เคียงกันโดยบังเอิญ คือในตอนยุคเริ่มต้นของหมอลำเขาก็เริ่มเอาพิณมาเล่นกันแล้วใช่ไหมครับ ทั้งเทคนิคการเล่นและเสียงของพิณมันดันไปคล้ายกับกีตาร์ที่เขาใส่เอฟเฟกต์แล้วมันดูกังวานแบบไซคีเดลิก หรืออาจจะเป็นมือพิณไปได้ยินอะไรจากเขามาแล้วไปปรับเทคนิคให้เข้ากับยุคสมัยนั้น จริง เพลงหมอลำที่ดัง ก็ไม่ได้มีพิณเยอะ มันจะออกไปทางออแกน แล้วก็เสียงกีตาร์ บีตของกลอง มันมีส่วนผสมเยอะ แต่ฝรั่งจะนึกถึงเพลงไซคีเดลิกแหละ

คิดว่าวงนีโอไซคีเดลิก หรือสโตนเนอร์ร็อกไทยรุ่นใหม่พอจะมีโอกาสไปไกลกว่านี้ไหม

นะโม: ยากครับ อยู่ที่คนฟังด้วย ส่วนมากเพลงมักจะเป็นดรีมป๊อป ซินธ์ป๊อปเยอะหน่อยในยุคนี้ อย่างเราส่วนมากก็เงียบ

เจ: ตอนแรกที่วงเราออก EP มาเราก็ไม่รู้หรอกว่าเพลงออกเป็นแนวอะไร เราก็ทำเพลงได้ แล้วเราก็ลองขายเพื่อจะไปเล่นงานอะไรต่าง เพื่อจะได้มีผลงาน พอไปเล่นงาน Noise Market หรืองานอะไรต่าง คนที่ฟังก็เหมือนเป็นฝรั่ง ชาวต่างชาติ

ก๊อบ: มักจะเป็นชาวต่างชาติเข้ามาตอนเล่นเสร็จ เฮ้ยยู มีแผ่นมั้ย ดีมากเลย คนไทยมีบ้าง แต่ก็น้อย แล้วหลังจากนั้นก็มีงานที่เชียงใหม่ที่ส่วนใหญ่ฝรั่งจัด ก็จะดึงเราไปเล่น งานแต่งอะไรเงี้ยครับ บางคนอาจจะมองว่าเราเฉิ่ม เห่ย หน่อย โบราณ ว่ากันตามตรงเพลงแนวอื่นเขาก็ฟังง่ายกว่า ไซคีเดลิกเป็นเพลงที่อันที่จริงแล้วฟังยากระดับนึงสำหรับคนที่ฟังผ่านหู

โอม: จากเท่าที่ฟังที่เขาคุยมานะ คนเมืองนอกเขามองเข้ามาก็จะรู้สึกว่า เออ เนี่ยมันเป็นบ้านมึงเว่ย ใหม่ดี เป็นพวกเราดีนะ แค่อาจจะเอาเครื่องดนตรีของเขามาทำในสำเนียงของบ้านเรา แต่คนในบ้านเราส่วนใหญ่ไปเอาของเขามา เขาก็เลยคิดคิดว่าบ้านกูมีวงแบบนี้เต็มเลย ฟังวงประเทศเขาก็ได้ ส่วนเรื่องกระแสของดนตรีไซคีเดลิกไทย อย่างวงที่มีก็ไม่น่าจะมีใครเป็นคนนำเทรนด์หรือปลุกกระแสเท่าไหร่ เขาก็เป็นคนชิล ทำเพลงตามใจตัวเอง ก็จะไม่ได้โปรโมตหรือทำอะไรมาก ปัญหาอาจจะเป็นในจุดของคนทำก็ได้ (ก๊อบ: อย่างเราก็ไม่ได้เดินสายโปรโมตเท่าไหร่ ใครอยากเจอก็มาเจอ แต่เราก็อยากให้คนรู้จักเหมือนกันนะ) อย่าง Polycat เขาก็สามารถดึงกระแสซินธ์ป๊อปให้กลับมาได้ มีการโปรโมตหรือทำอะไรเป็นรูปธรรม คือเขาก็เคยป๊อปมาก่อน มีคนรู้จัก พอมาทำแนวย้อนยุคหน่อยเขาก็เป็นที่ยอมรับได้มากกว่า แต่อย่างผมโนเนมแล้วโดดมาทำทางนี้เลย ไม่ได้มีเพลงป๊อป เพลงรักหวานซึ้งที่คนฟังกันทั่วประเทศ มันก็จะเงียบหน่อย

เจ: ซีนดนตรีที่เขายึดในทางไซคีเดลิกร็อกในบ้านเรา เขาก็ตั้งใจกันเต็มที่นะ เพราะเขามีความเป็นตัวของตัวเองสูงด้วย แล้วไอ้เรื่องที่จะทำให้คนรู้จักได้มันก็ไม่ใช่เรื่องผลงานอย่างเดียว เรื่องมาร์เก็ตติ้งด้วย

โอม: หรือถ้ามีอีเวนต์ คนจัดงานมาช่วยดันมันอาจจะดีขึ้น แต่ตอนนี้มันเงียบ ไปปะ

ตอนนั้นก็เคยไปเล่นงาน Psych Out 2 กันนี่

ก๊อบ: ใช่ครับ ตอนนั้นมีเยนาด้วย เหมือนเขาจะเปิดตัวแรก ตอนนี้ดังละ… พูดง่าย พวกผมเป็นคนชลบุรี แล้วคอนเน็กชันในกรุงเทพ ก็น้อย เราไม่ค่อยได้คลุกคลีกับใคร แม้กระทั่งคนในค่าย Panda Records ที่เราเข้ามาแล้วเรายังแทบไม่ค่อยรู้จักเขาเลยเพราะไม่ค่อยได้พบปะกัน เป็นวงสันโดษ (เจ: ปกติทุกวงเขาก็จะมีเพื่อน นักดนตรี) ใช่ จะโยกกันไปดู หรือชวนกันไปเล่นวงนั้นอยู่กับคนนี้ วันนี้มือกลองตีแทนคนนี้ อีกงานนึงสลับ

เจ: เราอาจจะเป็นชนกลุ่มน้อยไง ข้างหน้าอาจจะดีขึ้นเยอะเพราะเดี๋ยวนี้โลกมันกว้าง (ก๊อบ: ใช่ เพราะรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้คนให้ความสนใจเพลงนอกกระแสเยอะ) อย่างอินโดนีเซียก็มีวงดี เยอะ ไต้หวันก็มี ส่วนมากซีนดนตรีในบ้านเราก็ดีขึ้นมา ในเอเชียเราก็เป็นจุดโฟกัสเหมือนกัน เพราะมีโปรโมเตอร์ที่จัดงาน underground หน่อย เอาวงที่จากบ้านเขามาเล่นได้แล้วมีคนมาดู แสดงว่ามันก็น่าจะไปในทางที่ดี อย่างงาน Maho Rasop ก็มีวงเอเชียมา ต่อไปคนน่าจะอยากดู โปรโมเตอร์เอง คนทำเพลงเองก็ต้องตาม กันไป ถ้ามีแต่คนเล่น ไม่มีโปรโมเตอร์มันก็เงียบ ในบ้านเราก็ยังมี Cat Expo ก็ดูคึกคัก พี่ป๊อกก็ยังทำต่อไปเรื่อย ๆ มันต้องดีขึ้นอยู่แล้วแหละ

แล้วเจยังเป็นดีเจอยู่ไหม เห็นเคยเปิดเพลงไซคีเดลิกให้งาน Chladni Chandi ด้วย

เจ: ไม่ได้เป็นดีเจจริงจังหรอกครับ พี่เขาชวนไปสนุก คือเราบอกพี่เขาแล้วว่าไม่มีความรู้อะไร ก็เปิดลิสต์เพลงใน iTunes เอา เรา low tech อะ

ก๊อบ: เจมันเป็นคนฟังเพลงเยอะ รู้ทันวงนั้นวงนี้ว่ามีแม่แบบจากวงนี้ เวลาไปเจอพวกรุ่นพี่ก็จะแบบ เฮ้ย มึงฟังด้วยหรอ จริง มันฟังเพลงไว้ขิงคนอื่น (หัวเราะ)

เจ: ปกติไม่ได้ฟังอย่างนั้นหรอก ใครเดินผ่านก็แค่เปิดแทร็คนั้นขึ้นมา (หัวเราะ)

พูดถึง Sukhum Music Festival ที่ไปเล่นมาหน่อย

เจ: ก็เป็นอีเวนต์ของพี่ป๊อกฮะ เขาน่าจะได้คอนเซ็ปต์ตรงตัวจากชื่อ แล้วเห็นไลน์อัพ มีดนตรีครบทุกแนว เป็น underground music จริง คิดว่าพี่ป๊อกน่าจะเป็น pioneer ของวงการ แล้วเราก็รู้สึกว่าน่าเล่น ตอนพี่เขาชวนมา งานที่เขาจัดก็เจ๋งด้วย

ก๊อบ: ต้องบอกว่าช่วงหลังเราก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรกับ Panda Records เพราะฝั่ง Guruguru Brain เขากลับมาจริงจังกับเรา ทำอันนั้นอันนี้เตรียมวางแผนงานหาโปรโมเตอร์ให้ พอมันเริ่มทำสองที่เราก็รู้สึกว่าขยับตัวลำบาก ต้องเซ็นสัญญาทำนั่นนี่ ก็เลยบอกพี่ป๊อกว่าขอถอยออกมา แต่พี่ป๊อกก็ไม่ได้ทิ้งเรา มีงานก็เสนอมาตลอด คอยหางานให้เล่น

พื้นที่ในวงการดนตรีที่หยิบยื่นมาให้ในทุกวันนี้เพียงพอสำหรับทุกคนหรือยัง

เจ: จริง แล้วอีเวนต์มันเยอะนะ เราก็เคยเสนอตัวไปในอีเวนต์ที่น่าสนใจ แต่เราอาจจะยังโนเนม มันก็มีอารมณ์น้อยใจ แต่เราก็เข้าใจเขาแหละ เขาเอาเราไปแล้วขายไม่ได้เขาก็เจ๊ง แต่ก็มีหลายวงมากที่ทำเพลงดี เจ๋ง แต่ไม่มีคนซัพพอร์ต

ก๊อบ: อย่าง Vega นี่ดีเลย เคยร่วมงานกับน้องเขาแล้วรู้สึกว่าเป็นน้อง ที่น่ารัก กลุ่มเขาเต้นกับเพลงเรากันใหญ่เลย ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เข้ามาพูดว่าเฮ้ยพี่ ผมอยากให้มีวงแบบนี้ในไทยอีกเยอะ

โอม: นักดนตรีซัพพอร์ตกันเองมากกว่า เราเองก็ไม่ค่อยได้ซัพพอร์ตวง local กันเท่าไหร่ ถ้ามีอีเวนต์ส่วนใหญ่ก็เสียเงินกับวงใหญ่ ที่มา ปีนึงก็ครั้งละ 2-3 พันแล้ว ก็คงยากที่จะเหลือเงินมาทางนี้ด้วย คนบ้านเราเวลาดูคอนเสิร์ตก็ไม่ค่อยเฮฮา

เจ: กลายเป็นว่านักดนตรีต้องมาเป็นโปรโมเตอร์กันเอง แต่บางทีมันก็เหนื่อยเกินไปที่ต้องเล่นด้วย จัดงานด้วย อย่างวงพี่ย้ง Chladni Chandi เขาก็เคยดันแบบนี้กันมาก่อนแหละ แต่เขาคิดว่ามันสุดแล้ว ใช้หลายอย่างเกินกว่าจุดเริ่มต้นที่เขาอยากจะแค่สร้างสรรค์ทำเพลง

ก๊อบ: งานต่างจังหวัดที่มีชาวต่างชาติทุกครั้งที่เราไปเล่น เขาสนุกกับเพลงเราทั้งที่เขาไม่รู้ความหมาย อินไปกับเรา แต่ถ้าเป็นในไทย ทุกวันนี้ผมบอกตรง ว่าถ้าผมเล่นให้คนไทยดูผมจะรู้สึกประหม่า แล้วรู้สึกไม่ค่อย enjoy เพราะคนจะยืนดูเนือย กัน แต่ก็มีบ้างที่ inbox เข้ามาว่าชอบนะครับ

นะโม: ความเป็นจริงเลยคือน้อยมาก เอาตรง เขารู้ว่าเราขายไม่ได้ เขาก็เอาวงที่ขายแล้วคนมาซื้อบัตรกับเขาดีกว่า บางคนยืนฟังวงผมแล้วก็จะคิดว่า เพลงอะไร แต่ของคนอื่นอันนี้อิเล็กทรอนิกนะ อันนี้มีแร็ปด้วย ไปฟังดีกว่า ส่วนพอต่างชาติมาฟังของเราจะแบบ เฮ้ย มันแปลกใหม่นะ เพราะพวกเขาไม่มีการปิดกั้นว่าแบบนี้กูไม่ฟัง เสียงแตกกูไม่ฟัง แสบหู ก็ไม่ได้อะไรมากหรอก ขอแค่ได้เล่นได้ทำกันอยู่ ถ้ายังไม่ตายก็ทำกันไปก่อน ลองมายืนฟังพวกผมแปปนึงก็ได้นะ สนุกด้วยกันแปปนึง เอาง่าย ก็อยากให้คนเปิดรับ อย่าเพิ่งปิดตั้งแต่แรก ลองดูว่าอาจจะมีอะไรดีก็ได้

ฝากผลงาน

เจ: ฝาก Khana Bierbood อัลบั้ม Strangers From the Far East คนแปลกหน้าจากดินแดนบูรพา ที่กำลังจะออก สั่งได้ใน Bandcamp ครับ ส่งทั่วโลก มีเป็น black vinyl แล้วก็ limited vinyl เป็นสามสีครับ (ก๊อบ: ยังไม่มีขายในไทยเพราะฝั่งนู้นเขาจัดการ)

โอม: ก็ถ้าได้ไปเล่นจริง ก็คงหิ้วกลับมาให้คนที่รอฟังในเมืองไทย แต่ตัวเพลงทั้งหมดก็เป็นช่วงเวลาที่เราอัดอะไรยังไง อยากให้เป็นซาวด์ประมาณไหน แนวเพลงที่เราสนใจในช่วงนั้น ความรู้สึกนึกคิดในตอนนั้น

ก๊อบ: แต่เอาเข้าจริงก็อยากให้คนมาดูเราเล่นสดเยอะ เพราะดนตรีแบบที่เราเล่นสนุกกว่าที่ฟังในนั้นเยอะเลย ทุกวันนี้เล่นเพลงตัวเองมา 5-6 ปีแล้วยังรู้สึกว่าทำไมยังไม่เลิกเล่นซักทีวะ (หัวเราะ) แต่สนุกจริง

โอม: อืม เหมือนเล่นเพลงใหม่จริงเพราะผมไม่เคยจำไลน์กลองตอนส่งได้เลย ต้องอิมโพรไวส์คิดใหม่ทุกครั้ง เพลงยาว ที่จบตอนท้ายจะรู้เลยว่าไม่เหมือนกัน

นะโม: มันไม่น่าเบื่อไง คนฟังเทปยังไงก็เหมือนเดิม

ถ้าฟังเพลงแล้วติดใจ ก็ไป pre-order เพลงของ Khana Bierbood ได้ ที่นี่ และติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเขาได้ที่ https://www.facebook.com/khanabierbood/

Facebook Comments

Next:


Montipa Virojpan

อิ๊ก เนิร์ดดนตรีที่เพิ่งกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนตอนอายุ 25 ชอบเดินเร็ว นอกจากขนมปังกับกาแฟดำแล้วก็สามารถกินไอศกรีมกับคราฟต์เบียร์แทนมื้อเช้าได้