mattymetric-2021

Interview

MATTYMETRIC จากนายแบบสู่บทบาทใหม่ของการศิลปินที่เติบโตมากับเพลงยุค 60s-70s

พูดคุยกับ MATTYMETRIC หรือ แมทธิว–แมทธิว คริสโตเฟอร์ ไมย์ ที่พลิกบทบาทจากนายแบบมาสู่ศิลปินที่มีแนวทางชัดเจนในแบบของตัวเองจากการหล่อหลอมด้วยดนตรีร็อกแอนด์โรลยุค 60s-70s ทำความรู้จักเขาให้มากขึ้นผ่านอัลบั้มโปรดและเรื่องราวที่ซ่อนไว้ในเพลง

กว่าจะเป็น MATTYMETRIC

แมทธิว: พี่ฮั้ว NAP A LEAN เป็นคนตั้งชื่อนี้ให้ผมครับ และตีความให้มันเป็นหน่วยวัดส่วนตัวของแมทไปเลย เพราะเราทำเพลง ร้องเพลง เล่นกีตาร์แบบนี้ ไม่ได้เอาไปเปรียบเทียบกับใคร แต่ทำให้ดีที่สุดในแบบของเราเอง โดยใช้ the scale of MATTYMETRIC มาวัดและประเมินผล ก็เฟี้ยวดีนะมีหน่วยวัดของตัวเอง แต่ใช้เวลาสักพักเลยกว่าจะได้มาเป็นชื่อนี้ อยากได้อะไรที่จำง่าย มีความหมาย สุดท้ายก็จบที่ MATTYMETRIC ครับ

จากนายแบบสู่ศิลปิน และความชอบที่แตกต่าง

แมทธิว: แมทคิดว่าต่างนะครับ การเป็นนายแบบในมุมมองของแมทคือ เราเป็นไม้แขวนที่สามารถใส่เสื้อผ้าอะไรก็ได้ ถึงเเม้แบรนด์จะเลือกเราที่สไตล์และคาแรคเตอร์ แต่สุดท้ายแล้วจุดประสงค์ของการทำงานคือ ขายเสื้อผ้าที่ใส่ พร้อมกับสื่อถึง mood and tone ของแบรนด์อย่างถูกต้อง ซึ่งต่างกับการเป็นศิลปิน ถ้าเทียบกับวงการแฟชั่น เราไม่ได้เป็นแค่ไม้แขวนหรือแคนวาสเปล่า แต่ตอนนี้เราต้องเป็นคนออกแบบ ลงมือทำ และสื่อสารผลงานนั้นด้วยตัวเอง ทำให้เกิดความกดดันพร้อมกับความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น เพราะเราปล่อยผลงานในนามตัวเอง และอยากให้มันออกมาดีที่สุด และสื่อถึงตัวเรามากที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่มันก็เป็นอะไรที่ใหม่สำหรับแมทเหมือนกัน จากการที่เล่นแค่กีต้าร์กับวงในช่วงมหาลัยจนตัดสินใจที่จะก้าวขึ้นมาร้องด้วยตัวเอง ยังมีอะไรให้เรียนรู้และปรับปรุงอีกมากมาย

ถ้าพูดถึงความชอบ แมทก็ต้องเลือกการทำงานด้านดนตรีและการเป็นศิลปินครับ เพราะแมทคิดว่าสิ่งนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เราสามารถใช้ในการแสดงออก แมทไม่ได้คิดแค่ในแง่ของเพลงที่ใช้แสดงความคิดเห็นและความรู้สึกผ่านเนื้อร้อง แต่การเป็นศิลปินทำให้มันมีหลายช่องทางในการนำเสนอความเป็นตัวเองผ่านเสื้อผ้าที่ใส่ artwork บนปกซิงเกิ้ลหรืออัลบั้ม รวมไปถึงมิวสิกวิดีโอ แต่สุดท้ายแล้วก็ชอบทำงานนะครับ ถ้ามีงานถ่ายแบบหรือเดินแบบก็สามารถติดต่อมาได้นะครับ 

การเติบโตมากับเพลงยุค  60s-70s 

แมทธิว: แมทว่าส่งผลต่อเพลงแมท 100% เลยครับ เพราะส่วนตัวแมทคิดว่าแต่ละยุคจะมีการแสดงความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป เช่น สุข เศร้า โกรธ รัก อกหัก ด้วยวิวัฒนาการของวัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ และปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนในการตัดสินใจของคนว่าอยากคิดอะไร รู้สึกอย่างไร ซึ่งมันสามารถสื่อออกมาได้อย่างชัดเจนในเสียงเพลงและดนตรีของแต่ละยุคเลย เดี๋ยวลองยกตัวอย่างให้ฟัง แมทว่า The Beatles เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจและมีความชัดเจนมากในแต่ละยุค แต่แมทจะอธิบายให้ฟังในความเข้าใจของแมทนะครับ เพลงยุค 50s-60s คือ rock and roll ที่ยังไม่หยาบคายและรุนแรงมาก มีความ puppy love เบา ๆ เพราะช่วงนั้นเรื่องของความก็ยัง conservative ในหลาย ๆ ด้าน ยุคนั้นคนยังจับมือกันอยู่เลย อย่างเพลง I Want To Hold Your Hand ซึ่งแตกต่างจากเพลงที่ถูกปล่อยช่วง 60s ปลาย ๆ ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในเนื้อร้อง และเครื่องดนตรีต่าง ๆ หรือเพลง Happiness is A Warm Gun เราก็สามารถตีความไปในทางการเมือง และความรุนแรงที่กำลังจะเกิดขึ้นในยุคนั้น รวมไปถึงความหมายของความสุข และความรักแบบผู้ใหญ่ แมทคิดว่าการโตมากับเพลงยุคนั้นทำให้แมทสามารถทำความเข้าใจและให้ความหมายของความรู้สึกเหล่านี้ตามเพลงที่เคยฟัง เเละมันยังส่งผลถึงความหมายของคำพวกนี้ในชีวิตประจำวันด้วย ไม่ใช่แค่ในเพลงตัวเองครับ

อัลบั้มขึ้นหิ้งของ MATTYMETRIC ที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำดนตรี

แมทธิว: แมทลองลิสต์ตามไทม์ไลน์ชีวิตดีกว่า อัลบั้มแรก ๆ เลยที่ทำให้ตกหลุมรักกับซาวด์กีต้าร์ที่ดุดันคือ Highway To Hell – AC/DC, Led Zeppelin I – Led Zeppelin และ Paranoid – Black Sabbath ทั้งสามอัลบั้มมีแก่นพื้นฐานบลูส์ ที่ได้นำมาปรับใช้ในแบบของตัวเองอย่างน่าสนใจ เช่น การผสมผสานหรือโยกจังหวะที่สร้าง tension and release ในตัวเพลง โดยเฉพาะ Led Zeppelin และ Black Sabbath ที่จะมีการเปลี่ยน groove มากกว่าสามครั้งในหนึ่งเพลง ทำให้รู้สึกเหมือนได้รับรับรู้เรื่องราวในเพลงหนึ่งเพลงได้มากขึ้น เเมทแนะนำให้ไปฟังเพลงสุดท้าย Fairies Wear Boots ในอัลบั้ม Paranoid ครับ 

อีกหนึ่งอัลบั้มที่อยากจะเอ่ยถึงคือ Van Halen IVan Halen อาจจะทำให้หลายคนงง เพราะแมทไม่ได้มาทางสายปั่นกีต้าร์อย่างดุเดือด แต่เป็นอัลบั้มที่ฟังแล้วตกใจมาก ๆ และชอบทุกเพลงจริง ๆ ครับ เพลง Feel Your Love Tonight ถือว่าเป็นหนึ่งใน Top 3 เพลงโปรดของแมทเลย หลายอย่างบนอัลบั้มนี้ เช่น เสียงและเทคนิคการเล่นกีตาร์ของ Eddie Van Halen แมทว่าเป็นอะไรที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน ถ้าฟังอัลบั้มนี้ดี ๆ จะสังเกตได้ว่าบางเพลงก็ยังมีพื้นฐานบลูส์ หรือ rock and roll แบบเดิมที่คุ้นเคย จริง ๆ มีอีกหลายศิลปินที่ไม่ได้เอ่ยถึง แต่ก็อยากให้เครดิต เช่น Chuck Berry, Elvis Presley, The Beatles, The Rolling Stones และ The Beach Boys เพราะจริง ๆ แล้วการเริ่มอยากทำเพลงหรือเล่นดนตรีของแมทมาจากศิลปินเหล่านี้ครับ

 

Track by Track

The Fool and The Sun

แมทธิว: The Fool and The Sun ถือว่าเป็นเพลงแนะนำตัวเบา ๆ ของ MATTYMETRIC ว่าแนวเพลงจะไปในทิศทางไหนครับ ส่วนเนื้อหาของเพลงนี้ได้รับเเรงบันดาลใจมาจากไพ่ยิปซี “The Fool” เด็กหนุ่มที่ดูเหมือนจะโง่ในสายตาคนอื่น เพราะเขาพร้อมที่จะเสี่ยงกับอันตรายเพื่อทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ ซึ่งในเพลงนี้เขาได้เล่าถึงความรักที่มีให้กับพระอาทิตย์ที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่เขาก็ยังเดินหน้าสารภาพรักให้กับพระอาทิตย์ในทุก ๆเช้า และต่อสู้กับความเคว้งคว้างทุกครั้งเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน โดยที่ไม่ได้สนใจว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร ขอเเค่ได้ทำตามสิ่งที่เขารักก็เพียงพอเเล้ว พูดง่าย ๆ คือเพลงคลั่งรักแต่งให้สาวนั่นเอง (ขำ) ในส่วนของเสียงดนตรีก็จะฟังออกเลยว่าแมทเติบโตมากับเพลงยุคไหน ซึ่งจะมีความเป็น 70s Alternative ส่วนเรื่องสไตล์การร้องแมทเองก็ไม่แน่ใจนะ (ขำ) เพราะก่อนหน้านี้ก็มีฝึกเองบ้าง เรียนร้องเพลงบ้างไม่เกินสามครั้ง มันก็จะออกมาตามที่ได้ยินเลยครับ นอกจากนี้ยังได้พี่ฮั้ว NAP A LEAN มาเป็นโปรดิวเซอร์ และเข้ามาช่วยเพิ่มองค์ประกอบใหม่ ๆ ให้เพลงนี้น่าสนใจมากขึ้นในมุมมองที่แตกต่างกันไปอีกด้วยครับ

ส่วนมิวสิกวิดีโอก็ได้มีการเล่าเรื่อง The Fool ที่ขับรถตามพระอาทิตย์ทั้งวัน พอถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน ก็เกิดความกลัวกังวลว่าสุดที่รักของเขาได้หายไปไหน มันเป็นการเล่าเรื่องความรักในแบบ abstract หน่อยที่ยังสะท้อนถึงอาการคลั่งรักที่หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยครับ

The Lines

แมทธิว: The Lines เป็นเพลงที่แต่งเกี่ยวกับประสบการณ์ในวงการบันเทิงของเเมท จะมีบางวันที่เรารู้สึกเศร้า โกรธ หรือเหนื่อยล้า แต่ก็ต้องฝืนยิ้มออกไปทำงานด้วยอารมณ์ที่ร่าเริงแจ่มใส ในส่วนนี้แมทก็เข้าใจนะว่ามันคืองาน และต้องแยกแยะให้ออก ซึ่งแมทเองก็ต้องหาวิธีในการจัดการกับอารมณ์ และความเหนื่อยของตัวเอง เพื่อให้การทำงานดำเนินต่อไปได้อย่างดีที่สุด

“The line” ในเพลงนี้มีสองความหมายครับ ความหมายแรกคือ “ผงวิเศษ” หรือ cocaine ที่สามารถช่วยให้เราสู้ได้ ความหมายที่สองก็คือ บทหรือสคริปต์ที่ต้อง อ่าน ท่อง จำ และออกไปแสดงให้ดีที่สุดไม่ว่าตัวเองจะรู้สึกยังไง ถ้าสังเกตให้ดีแล้ว วงจรเเบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในวงการบันเทิงเท่านั้นนะ แต่มันกลายเป็นเรื่องปกติของการใช้ชีวิตในสังคมไปแล้ว แต่ละวันเราอาจจะต้องเจอกับปัญหามากมาย ที่สุดท้ายแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากฝืนยิ้มและเดินหน้าต่อ ซึ่งแมทก็พยายามสะท้อนให้เห็นในมิวสิกวิดีโอ แต่จะเล่าเรื่องแบบวัยรุ่นหน่อย (ขำ) คือแฟนโทรมาบอกเลิก แล้วแม่ดันมาใช้ทำความสะอาดบ้านตอนนั้นเลย ทางออกของวัยรุ่นคนนี้ก็คือเปิดเพลง rock and roll ปลุกใจให้เดินหน้าต่อกับชีวิต และทำความสะอาดบ้านอย่างสนุกสนานตามที่แม่ได้สั่งไว้ครับ

เพลงนี้จะมีความแตกต่างในเรื่องการทำงาน และการประกอบเพลงครับ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด ทำให้การอัดเสียงในสตูดิโอยากกว่าปกติ แมทเลยอัดเสียงร้องและกีต้าร์ในห้องนอนของแมทเองเลย โดยส่งต่อไฟล์ต่าง ๆ ให้กับพี่ฮั้ว NAP A LEAN ที่มาช่วยทั้งโปรดิวซ์ มิกซ์ เเละมาสเตอร์ให้อีกด้วย เพลงนี้ยังทำให้แมทได้รู้จักกับ พี่นู The Nu มือเบสสุดโหดที่อัดเสียงเบสส่งตรงมาจากจังหวัดภูเก็ต ซึ่งขั้นตอนการทำงานทั้งหมดจะใช้วิธีการวิดีโอคอลและส่งข้อความหากัน ถือว่าเป็นประสบการณ์การทำงานที่ใหม่มาก แต่ก็สนุกมากครับ

อนาคตที่คนฟังจะได้เห็นจาก MATTYMETRIC 

FJZ: เรามีโอกาสที่จะได้เห็นแมทธิวและกีตาร์โปร่งบ้างไหม

แมทธิว: จริง ๆ ก็มีคิดไว้บ้างครับ แต่อย่างแรกเลยต้องไปครองกีต้าร์โปร่งมาให้ได้ก่อน ซึ่งการลงทุนอะไรตอนนี้น่ากลัวมาก ด้วยเศรษฐกิจที่ไม่น่ารักเท่าไหร่ (ขำ) แต่แมทว่ายังไงก็เป็นอีกสกิลหนึ่งที่อยากลองทำความเข้าใจ พร้อมกับสื่อสารความรู้สึกต่าง ๆ ออกมาผ่านมุมมองแบบอะคูสติก ก็น่าสนใจดีครับ

แมทมีเดโม่ที่ค้างไว้ครับ และก็ยังทำเพลงใหม่เรื่อย ๆ ซึ่งเดโม่หนึ่งเพลงสามารถแยกร่างได้สองถึงสามเพลงเลยครับถ้าโชคดี (ขำ) ช่วงนี้เลยเป็นเวลาแห่งการทดลอง เรียนรู้ เเละทำความเข้าใจกับกระบวนการทำเพลงให้มากขึ้น รวมถึงพวกทฤษฎีดนตรีเบสิก เพราะมันก็ยังใหม่สำหรับแมทมาก ๆ มีแอบเข้าไปศึกษาใน Fungjai Academy ด้วยนะ (ขำ) แต่หลัก ๆ เลยอยากให้ทุกคนได้ฟังผลงานของแมทที่ตั้งใจทำให้มันดีขึ้นเรื่อย ๆ ในแบบของแมท ที่จะมี spirit of rock and roll อยู่ตลอดไปครับ

ขอแปะเลขที่บัญชีไว้เลยได้มั้ยครับ (ขำ) ล่าสุดก็ได้รับบทเล่นเป็นลูกชายอิน “James Montgomery Bunker” ในซีรี่ส์ ‘อินจัน’ Extraordinary Siamese Story: Eng and Chang สามารถเข้าไปดูกันได้ใน Disney+ hotstar เลยครับ สุดท้ายนี้ขอฝากเพลงของแมททั้งสองไว้ในอ้อมกอดและรูหูของทุก ๆ คนด้วยนะครับ จากนี้ก็จะเดินหน้าสู้ต่อกับการทำเพลงอื่นใหม่ ๆ ในอนาคตที่นำซาวด์เพลง rock n’ roll ในยุค 60s และ 70s มาสร้างสรรค์ใหม่ให้กลับมามีสีสันในวงการเพลงไทยอีกครั้งหนึ่งครับ

__

ฟังเพลงจาก MATTYMETRIC ได้ที่นี่

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่นี่

Facebook Comments

Next:


Donratcharat

นัท ปีนี้พูดกับคนน้อยลงแล้ว เพราะหันไปพูดกับหมามากขึ้น ยังคงรอวันได้กลับไปวิ่งเล่นในคอนเสิร์ตทุกชั่วขณะจิต