Article Interview

พกอารมณ์ขันมาเต็มกระเป๋ากับฝีมือที่เก๋าพอตัว MEAN สี่หนุ่มที่ทุกคนต้องตกหลุมรัก

  • Writer: Peerapong Kaewthae
  • Photographer: Chavit Mayot













พกอารมณ์ขันมาเต็มกระเป๋ากับฝีมือที่เก๋าพอตัว MEAN สี่หนุ่มที่ทุกคนต้องตกหลุมรัก


Peerapong Kaewthaeแม็ค เด็กชายผู้รักการฟังเพลงพอ ๆ กับรักคนอ่าน

วงดนตรีใหม่แกะกล่องจากค่าย LOVEiS แต่กว่าทั้งสี่หนุ่มจะมีโอกาสได้ขับขานเพลงป็อปน่ารักของพวกเขาให้ก้องโลก ก็ต้องเดินทางล้มลุกคลุกคลานลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน จนเกือบจะล้มเลิกไป สุดท้ายความพยายามของพวกเขาก็ทำให้พวกเขามีวันนี้

เมื่อเราได้มีโอกาสพูดคุยกับวง MEAN ก็ได้รู้ว่านอกจากฝีมืออันแพรวพราวเอาเรื่องของพวกเขา ทั้งสี่หนุ่มยังรุ่มรวยไปด้วยอารมณ์ขันและเสียงหัวเราะ กับมุมมองแนวคิดต่อวงการดนตรีที่โตเกินวัย ถ้าใครได้ลองรู้จักกับพวกเขาแล้ว ผมเชื่อว่าพวกคุณจะต้องตกหลุมรักวงนี้เหมือนผมแน่นอน


สมาชิก
ปาล์ม – ปวีร์ ปรีชาวีรกุล (คีย์บอร์ด)
กัน – กันตพิชญ์ ยาวิราช (กลอง, เบส)
พัด – วรภัทร วงศ์สุคนธ์ (กีตาร์)
โปเต้ – ปิยะพงษ์ เล็กประยูร (ร้องนำ)

จับพลัดจับผลูยังไงถึงได้มาอยู่ LOVEiS

ปาล์ม: จริง ๆ ก่อนหน้านี้เราทำกันหลายวง แล้วมันมาถึงช่วงที่วงมีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่าง แถมเราลงทุนกันเองด้วย พอทำมาหลายปีเงินลงทุนมันก็หมด พวกเราเลยตัดสินใจว่าไปอยู่ค่ายกัน ก็แบกกีตาร์ไปออดิชันตามค่ายเพลงทุกที่ที่พอจะไปได้ในกรุงเทพ ฯ จนมาที่ LOVEiS เนี่ยแหละครับ พี่เหวิน (artist relation ของวง) ก็ส่งคลิปของเราไปให้ พี่บอย โกสิยพงษ์ ซึ่งตอนนั้นอยู่อเมริกา พี่เขาก็นัดเราเข้าไปคุยเลย

กัน: ตอนแรกเราก็คิดว่า LOVEiS น่าจะยาก เขามีแต่ศิลปินเก่า ๆ จากค่าย Bakery Music

ปาล์ม: เขาไม่ค่อยปั้นศิลปินใหม่ด้วย เราเลยไม่ได้ตัดสินใจเข้าไปเลยตอนแรก แต่พอดีตอนนั้นเรากำลังขับรถจากค่ายหนึ่งไปอีกค่ายหนึ่ง แล้วมันต้องผ่านพอดีเลยแวะเข้าไป (หัวเราะ)

เป็นโชคของ LOVEiS มากที่วงตัดสินใจเข้าไปออดิชัน

ปาล์ม: ถือเป็นโชคของพวกผมดีกว่าครับ (หัวเราะ) พูดตรง ๆ ถ้า LOVEiS ไม่เอาพวกผมก็ไม่มีใครเอาแล้ว (หัวเราะ) เพราะไปมาทุกค่ายแล้วเหมือนจังหวะไม่พอดีกัน เราแบกกีตาร์เข้าไปขอเล่นโดยที่ยังไม่มีเดโมให้เขาด้วย

กัน: ทำไมตอนนั้นไม่ทำเดโมวะ

ปาล์ม: รีบไง มันไม่ไหวละ สำหรับผมตอนนั้นว่าจะเลิกละ เลยลองอีกซักครั้งก่อนกลับเผื่อจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงในชีวิตถ้าเขาจะด่าก็ด่าไปเถอะ ไม่มีอะไรจะเสียละ ยังไงก็จะกลับหาดใหญ่ไปขายข้าวเหนียวไก่ทอดอยู่แล้ว (หัวเราะ)

รู้สึกยังไงที่ได้มาทำงานกับค่ายในฝัน

โปเต้: ผมกับพัดเนี่ยจะเป็นแฟนบอยของค่ายนี้อยู่แล้ว ฟังเพลงของ Barkery มาตั้งแต่เด็ก ดูคอนเสิร์ต B Day จนแผ่นพัง ถ้าวันหนึ่งได้ทำงานกับ พี่บอย โกสิยพงษ์ คงเป็นความฝันสูงสุดของผม ตลอดมาเราก็คิดว่ามันยากมาก ๆ ที่จะเข้าถึงพี่เขา แต่พอวันนั้นได้เล่นดนตรีให้พี่ ๆ ฟังและพี่บอยก็ตอบรับเราในวันต่อมาทันที มันก็เหมือนมีพลังบวกออกมา โอ้โห มันตื่นเต้น มันเรื่องจริงรึเปล่าเนี่ยที่พี่บอยฟังเสียงของเรา

ปาล์ม: ทุกคนเหมือนได้พบกับสิ่งที่ตัวเองต้องการในวันที่ไม่ได้พยายามแล้ว อย่างพี่เต้ เหตุผลที่เขาอยู่กับค่ายเก่าก็เพราะว่าค่ายนั้นมีโปรเจกต์ร่วมกับ LOVEiS อยู่

โปเต้: วันที่ผมไปเซ็นสัญญากับค่ายที่ผมเคยอยู่ก็เจอ พี่ต๋อง The Begins เราก็คิดว่าจะได้ทำงานกับเขา อย่างน้อยได้เข้าใกล้พี่บอยอีกนิดนึง ผมก็เซ็นเลยวันนั้น จนผ่านมาสี่ห้าปีแล้ว

กัน: แล้วได้ทำกับพี่บอยมั้ย

โปเต้: ไม่เคยเจอพี่บอยเลย (หัวเราะ) แล้วก็ไม่เจอพี่ต๋องอีกเลย (หัวเราะ) (พัด: เขาแค่มารับเช็คเฉย ๆ ป่าว) พอได้มาเจอพี่ต๋องอีกทีตอนที่อยู่ LOVEiS เขาก็จำเราไม่ได้ (หัวเราะ) แต่วันนี้ฝันก็เป็นจริงแล้ว รอมาห้าปี


ตกลงชื่อ MEAN ของวงนี่แปลว่า ‘ความหมาย’ หรือ ‘ใจร้าย’ กันแน่

ปาล์ม: อย่างที่บอกว่าเราเคยผ่านหลายวงมาแล้ว เราก็รวบรวมข้อบกพร่องในการตั้งชื่อวงมา บางชื่อเรียกยาก บางชื่อก็ยาวมาก

โปเต้: ยกตัวอย่างเช่น Happy Meter (หัวเราะ)

กัน: CCSQ (เซอร์เคิลสแควร์) หรือชื่ออย่าง As The Terrence Burn คือมึงห้ามทำเพลงป็อปอะ (หัวเราะ)

พัด: After Spring ผมสามารถไล่ได้ Sinking The Boat, Nose Cone, Salaryman Go Go (หัวเราะ) อันนี้จะติดญี่ปุ่นนิดนึง

ปาล์ม: ผมก็คิดไปคิดมา คุยกันว่าอยากได้ชื่อวงที่มีความหมาย ก็เลยพูดขึ้นมาว่า MEAN ละกันแปลว่าความหมาย เอามะ ก็คิดว่าจะกวน ๆ

พัด: ตอนนั้นดึกมากแล้วฮะ อยากกลับบ้านนอน (หัวเราะ) ก็เลยเอา

กัน: ทุกคนก็ช่วยกันขายนะ เออชื่อนี้มันเขียนง่าย อ่านก็ง่าย ความหมายก็เยอะ

ปาล์ม: ใช่ มันแปลได้หลายอย่างมาก เหมือนชีวิตคนดีเพราะมันมีหลายมุมอยู่ละ แปลว่าใจร้ายก็ได้ ตั้งใจก็ได้ แปลว่าค่าเฉลี่ยก็ได้

เหมือนทุกคนจะผ่านประสบการณ์ด้านดนตรีกันมาอย่างโชกโชน ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าทำอะไรกันมาบ้างก่อนจะรวมตัวเป็นวง MEAN

โปเต้: อย่างผมก็เป็นผู้เข้าประกวด Academy Fantasia ที่ตกรอบ แต่ยังโชคดีที่มีผู้ใหญ่เห็นความสามารถของเราตอนประกวดก็ชวนไปทำด้วย ผมก็ได้ปล่อยซิงเกิ้ลมาเพลงหนึ่งชื่อ กำลังเดินทางมานะความรัก แล้วก็มาเป็นนักแต่งเพลงอยู่เบื้องหลังมาปีครึ่ง แล้วก็ออกไปทำนิตยสารสัตว์เลี้ยงและไปเล่นดนตรีกลางคืนด้วย มาถึงจุดหนึ่งแม่ก็ชวนให้กลับไปอยู่ด้วยที่นครปฐม เกือบจะทิ้งดนตรีละ สุดท้ายก็มีโอกาสไปทำเพลงกับปาล์ม ปาล์มก็เลยชวนเราไปทำวงนี้ด้วย

ปาล์ม: ส่วนผมก็เล่นแบ็คอัพให้ศิลปินหลายค่ายครับ ช่วงเรียนจบก็ไปทำเพลงโฆษณาก็ยังได้เจอพี่ ๆ ในแวดวงนักดนตรีตลอด ต่อมาก็ได้ทำรายการทีวี โปรเจกต์มันใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนเราไม่มีเวลาทำสิ่งที่อยากทำ ก็เลยหยุดรับงานหมดเลยแล้วชวนเพื่อน ๆ ว่ามาทำดนตรีกันมั้ย ในช่วงชีวิตหนึ่ง

กัน: ผมจะเป็นสายเล่นตามร้านครับ เล่นกลางคืนหากินมาตลอดตั้งแต่มัธยม มหาลัยก็มีโอกาสได้เล่นในชมรมบ้าง พี่พัดก็อยู่ในชมรมด้วย ก็ได้ทำเพลงครั้งแรกกับพี่พัดพี่ปาล์มตอนประกวดงานมหาลัย แต่ก็ยังเล่นกลางคืนจนเรียนจบ แล้วผมก็ได้มาทำวงกับพี่ปาล์มไปประกวด Bangkok Music Awards จนได้รางวัลมา แต่พอจะไปทำเพลงจริง ๆ แล้วมีปัญหาเพราะวงไม่ได้ฟอร์มขึ้นมาเพื่อเป็นศิลปิน สุดท้ายวงก็แตก ก็เหลือผมกับพี่ปาล์ม เลยไปดึงพี่พัดซึ่งตอนนั้นอยู่อีกวงหนึ่งมาทำด้วยกัน ก็ได้กลับมาทำวงอีกครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนนักร้องนำเป็นพี่เต้ครับ

พัด: ผมเริ่มเข้าสู่วงการดนตรีแรก ๆ ก็เล่นแบ็คอัพให้ LOVEiS เนี่ยแหละ แล้วมันมีโปรเจ็คเข้ามาไปเล่นแบ็กอัพให้ น็อต วรุตม์ เหมือนให้โอกาสเด็กเพราะผมเพิ่งอยู่ปีหนึ่งตอนนั้น ผมเรียนจบนิติแต่ไม่เคยได้เงินจากงานเกี่ยวกับกฎหมายเลย (หัวเราะ) แล้วก็มาเป็นครูสอนกีตาร์ที่ KPN แล้วก็เล่นแบ็กอัพไปเรื่อย ๆ จนกันกับปาล์มชวนไปทำวงเนี่ยแหละครับ

ได้เรียนรู้อะไรจากการร่วมงานกับ บอย โกสิยพงษ์ บ้าง

ปาล์ม: ได้เรียนรู้ว่าต้องปล่อยวางเยอะขึ้นครับ ตอนแรกเรารู้สึกว่าอยู่ค่ายจะต้องซีเรียสขึ้น กลายเป็นว่าเราเป็นพวกที่ซีเรียสเอง ตอนที่เราอยู่ในช่วงที่ทะเยอทะยานมาก ๆ แล้วพอฝันไม่เป็นดั่งใจ พวกผมเคยบูสต์โฆษณาเพลงไปหกหมื่น (หัวเราะ) ไม่มีเงินกินข้าวนะครับ ทำงานหาเงินแล้วเอาเงินมาบูสต์เพลง

พัด: คือเราตั้งใจทำงานไง เราเลยอยากให้เพลงมันออกไป

กัน: แต่ตอนนั้นเหมือนเพลงไม่ได้ทำงานด้วยตัวมันเองอะ

ปาล์ม: มันทำงานด้วยเงินที่เราใส่ลงไป ซึ่งมันไม่นำเราไปไหนเลย

กัน: มันก็นำไปสู่บาดแผล (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ไม่เคยบูสต์เกินพันนึงเลย ทุกวันนี้เราบูสครั้งละ 20 บาท (หัวเราะ) ถ้ามันไม่มาก็คือไม่มาละ อย่าไปฝืน

ปาล์ม: ถ้ามันไม่มาก็แต่งเพลงใหม่ดีกว่า ตั้งใจทำสิ่งที่เราทำดีกว่า เพราะเราเคยทำกันมาเองด้วยอีกครึ่งนึงของการทำเพลงเลยไปอยู่ที่ธุรกิจหมดแล้ว เราก็ลืมไปด้วยว่าเราทำเพลงเพราะอะไร ก็พลิกภาพไปเลยว่าแทนที่จะอยู่ค่ายแล้วต้องคุยเรื่องธุรกิจ พี่บอยก็คุยเรื่องเพลงเป็นหลักเลย ที่สำคัญคือพี่บอยจะรู้ว่าวงเรามีจุดอ่อนตรงไหนก็ประกบทุกส่วนเลย ส่งพี่ ๆ ระดับตำนานในค่าย LOVEiS มาช่วยพวกเราด้วย เหมือนพี่บอยเป็น Nick Fury ใน The Avengers ที่รวบรวมทีม The Avengers มาให้พวกเรา (หัวเราะ)

โปเต้: พี่ ๆ ทุกคนก็น่ารักกับเรามาก ๆ ด้วย อดทนกับพวกเราพอสมควร (หัวเราะ)

กัน: มันเหมือนเรามาเรียนดนตรีกันใหม่เลยครับ ตอนแรกเราก็คิดว่าเราทำได้แหละ พอมาเจอคนที่เก่งกว่า อีโก้เรามันก็หายไปหมดเลย


การเล่นดนตรีสมัยยังเรียนอยู่ กับการเล่นดนตรีตอนนี้มีความแตกต่างที่ชัดเจนยังไงบ้าง

พัด: มันคล้าย ๆ ว่าเราย้อนกลับไปในช่วงนั้นด้วยซ้ำ เพราะเราเติบโตมากับยุคที่วงดนตรีมันกำลังเฟื่องฟูมาก ETC หรือ Tattoo Colour ปรมาจารย์ทั้งนั้น

ปาล์ม: ตอนนั้นเราเริ่มด้วยแนวคิดที่แรงกล้ามาก ๆ ว่าอยากเปลี่ยนแปลงวงการเพลง แต่ลืมคิดไปว่าองค์ประกอบมันมีเยอะกว่านั้น ทั้งเนื้อร้อง ทำนอง (โปเต้: ต้องมัดใจคนฟังด้วย) มีหลายเรื่องที่เรายังไม่รู้ เราก็ตีอกชกหัวตัวเองเพราะมันเปลี่ยนแปลงใครไม่ได้ เราก็พบว่าต้องเปลี่ยนที่ตัวเองก่อน เราต้องเก่งขึ้น

พัด: มันจะมีจุดที่แบบทำไมพวกมึงไม่ฟังเพลงกูวะ (หัวเราะ) ซึ่งแม่งโคตรผิดเลย

ปาล์ม: มันไม่ควรจะไปคาดหวังให้คนมาฟังเราขนาดนั้น ซึ่งเราเองก็ยังไม่เป็นที่รู้จักด้วย เราก็ต้องปรับแนวคิดใหม่ ถ้าถามว่ามันมีผลยังไงกับการเล่นดนตรีในวันนี้กับวันนั้น วันนี้เหมือนเรากลับมาเริ่มใหม่ ตอนนั้นเหมือนเราข้ามขั้นไป เจตนารมณ์เดิมเรายังอยู่อยากให้คนฟังได้ฟังอะไรดี ๆ แต่วันนี้เราต้องเริ่มจากอะไรที่ง่ายก่อน ค่อยเป็นค่อยไป เราเคยโพล่งออกไปแล้วไม่มีใครฟัง

พัด: ส่วนหนึ่งแล้วผมรู้สึกว่าตอนนั้นมันไม่เป็นตัวเองด้วย ถ้าคนจำกัดคำว่าศิลปินคือการแสดงตัวตนออกมา ผมรู้สึกว่า ณ วันนี้ต้องใช้เวลาเติบโตเพื่อไต่ไปให้ถึงจุดนั้น ตอนนี้ MEAN ก็เป็นดนตรีที่เราเล่นกันออกมาได้อย่างเป็นตัวของตัวเองมาก

กัน: เราเคยทำเพลงอิเล็กทรอนิกด้วยนะ คัฟเวอร์เพลง ตาสว่าง เป็นแนว dubstep ตอนนั้นเราไปดู Billboard เลยนะว่าเขาอินอะไรกัน

พัด: กะว่าจะทำเพลงให้ติด Top 40 ให้ได้ไม่อายใคร แต่ตอนนี้อายละ (หัวเราะ)

ปาล์ม: เพราะตอนนั้นความคิดเรายังไม่นิ่งด้วย ทำเพราะอยากเอาชนะ เราไม่ได้อยากทำเพื่อใครหรือให้อะไรวงการเพลง (พัด: แค่อยากให้มีซาวด์ยังงี้อยู่บนหน้าปัด) ถึงขั้นด่าวงป็อปที่ทำเพลงเหมือนที่เราทำกันอยู่ตอนนี้ด้วยซ้ำ (หัวเราะ) ว่าทำเพลงแบบนี้วงการเพลงจะพัฒนาหรอวะ พอเราผ่านมาแล้วก็เข้าใจว่ามันไม่เกี่ยวเลย คนที่ประสบความสำเร็จได้ก็ทำในสิ่งที่เราเป็นมากกว่า ไม่มีใครมานั่งคิดหรอกว่าทำแบบนั้นแบบนี้แล้วจะสำเร็จ วันหนึ่งมันถึงจังหวะเวลาของเราก็จะมาถึงเอง ไม่ต้องเอาชนะใคร เอาชนะใจตัวเองดีกว่า

ในฐานะที่ตัวเองเป็นวงดนตรีหน้าใหม่ คิดยังไงกับวงการเพลงไทยตอนนี้

โปเต้: มันมีความหลากหลาย พูดได้ว่ามีของให้เลือกกินเยอะขึ้น มีช่องทางให้ฟังไม่ใช่แค่วิทยุอย่างเดียวแล้ว แบบฟังใจ

ปาล์ม: ทุกวันนี้เราก็เข้าไปฟังเพลงใหม่ ๆ ในฟังใจนะ อยากรู้ว่าคนรุ่นใหม่เขาคิดอะไรกัน เขาทำอะไรกันอยู่

กัน: ยุคนี้คนก็เปิดรับด้วย อย่างล่าสุดวง Fwends หรือ TELEx TELEXs เพลงสุดมาก เรารู้สึกว่ายังงี้มันฟังยากเหมือนกันนะ แต่ทุกคนก็มารอตามดูกันเยอะมาก

พัด: สำหรับผมรู้สึกว่ามันย้อนกลับมาที่ตัวคนทำผลงาน คอนเทนต์คุณต้องคุณภาพจริง ๆ คอนเทนต์ที่มีการพูดถึงและส่งต่อกันมันต้องดีจริง ๆ มันจะไม่ตาย

โปเต้: มันไม่ใช่ยุคที่สื่อเป็นคนเลือกงานแล้ว เป็นยุคที่คนฟังเลือกเสพเองเลย

พัด: อย่างงานน้อง The Toys เป็นตัวอย่างที่ดีมาก เพราะเขาอัพทิ้งไว้เป็นปีแต่เพลงมันเดินทางด้วยตัวเองเพราะงานเขาดี มีสื่อที่ดีแต่ไม่เท่างานที่มีคุณภาพดี

ถ้า MEAN ได้เจอวงรุ่นใหม่ที่กำลังประสบปัญหาเหมือนวง MEAN ในสมัยก่อน จะให้คำแนะนำว่าอะไร

ปาล์ม: คำแนะนำที่สำคัญที่สุดคือต้องถามตัวเองให้ดี ๆ ว่าเป้าหมายคืออะไร แล้วเราเลือกเดินถูกรึเปล่า ปัญหาของวงผมคือการตั้งเป้าที่ผิดและเดินทางที่ผิด ที่เราเคยพูดว่าจะเปลี่ยนแปลงวงการเพลง เราก็ไม่ได้ทำอะไรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเลย เป้าหมายที่ดีที่สุดในการทำเพลงของเด็กยุคใหม่คือการได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ถ้าเราตั้งใจแบบนี้จริง ๆ พอได้ทำแล้วเราจะแฮปปี้ที่สุดในโลกเลย

กัน: เคยเจอน้องมาบอกว่า พี่ ผมทำเพลงมาไม่มีคนสนใจเลย พอถามว่าแล้วอยากทำสิ่งที่ชอบหรืออยากหาเงินล่ะ น้องบอกทำสิ่งที่ชอบพี่ แต่ไม่มีคนซื้อเลย มันขัดแย้งกันอยู่ ต้องไปนั่งคิดให้ดีว่าถ้าอยากได้เงินจะทำยังไง หรือถ้าอยากทำเพราะอยากทำจริง ๆ ก็ไปให้สุด

ปาล์ม: อีกอย่างที่อยากแนะนำคือตัดตัวเองจากโลกโซเชียลเลย แค่โยนงานลงไปก็พอ เราจะชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น จริง ๆ นักดนตรีสมัยก่อนก็อาจจะเดินทางกันยากลำบากเหมือนเรา แค่ไม่มีโซเชียลให้บ่น เดี๋ยวนี้วัยรุ่นหลายคนก็บ่นลงโซเชียลว่าไม่อยากทำแล้ว คนไม่อยากฟังเพลงกู มันก็ส่งต่อความความบั่นทอนไปเรื่อย ๆ ศิลปินสมัยก่อนก็คงท้อเหมือนกันแต่เขาก็สู้ให้ถึงที่สุด ผมว่าเราตัดเรื่องกวนใจพวกนี้และโฟกัสที่งานของเราไปดีกว่า

กัน: แต่ถ้ามีสัมภาษณ์วงดนตรีอะไรยังงี้ก็ไปอ่านก็ดี วง MEAN ก็โตมาด้วยการอ่านนะ เนี่ยกูเคยไปอ่านเว้ย พี่กบ Big Ass เขาทำแบบนี้เว้ย เนี่ย The Beatles เขาทำแบบนี้เว้ย

ปาล์ม: Fungjaizine เราก็อ่านนะครับ (หัวเราะ)


คิดว่าอะไรคือความสำเร็จสูงสุดของการเป็นนักดนตรี

พัด: สำหรับผมอาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่มาก มีอยู่สองอย่าง

ปาล์ม: ได้หญิง (หัวเราะ)

พัด: อันนั้นอาจเป็นตอนมัธยม เล่นแล้วสาวกรี๊ดก็ดีใจละ (หัวเราะ) ผมอะอยากเป็นคนที่เล่นดนตรีเลี้ยงชีพได้ ไม่ได้อยากได้เฟอร์รารี่นะ แค่จ่ายค่าไฟค่าน้ำเลี้ยงลูกได้ก็โอเแล้ว แล้วถ้างานของเราเป็นแรงบันดาลใจหรือให้กำลังใจใครได้ มันจะทำให้เสียงเพลงของเรามีความหมายมาก

กัน: อย่างวง MEAN ก็ชอบไปอ่านบทสัมภาษณ์ของวงอื่น ว่าเขาทำยังงี้ถึงประสบความสำเร็จได้ ถ้าวันหนึ่งมีวงอื่นอ่านบทสัมภาษณ์เราแล้วบอกว่าทำตามพี่ ๆ วง MEAN แม่งทำยังงี้กันเว้ย เขาลาออกจากงานมาทำวงกันเว้ย (ปาล์ม: เฮ้ย อย่าไปทำยังงั้น (หัวเราะ) อย่าทำตาม) ก็คงจะเจ๋งดี

ปาล์ม: เสียงเพลงมันเป็นอะไรมากกว่าที่ฟังเพื่อความบันเทิง เวลาบ้านเมืองมีปัญหาแตกแยกกัน เพลงมันดึงเราเข้ามาใกล้กันได้ อยากเยียวยาผู้คนด้วยเพลงของเรา

โปเต้: เพลงเราไปเป็นซาวด์แทร็คในชีวิตเขาได้ ซักโมเมนต์หนึ่งก็ยังดี เป็นเพื่อนยามเหงาของเขาได้

พูดถึงเพลง หมายความว่าอะไร หน่อย

ปาล์ม: เราคุยกันว่าอยากมีเพลงที่ดนตรีออกเกาหลีหน่อย

พัด: เราเคยคุยกันว่าเสียงอย่างพี่เต้ร้องเมโลดี้ทางญี่ปุ่นเกาหลีดูเช็ดโด้ดี เป็นเมโลดี้แปลก ๆ ที่ยังไม่ค่อยมี กันเลยเขียนเมโลดี้และโปเต้ก็อัดไกด์มาด้วยภาษาเกาหลี

โปเต้: เป็นภาษาเกาหลีที่ไม่มีความหมาย (หัวเราะ)

ปาล์ม: เป็นภาษาเกาหลีอีสานอะ (หัวเราะ)

พัด: เขาร้องมาก็ไม่มีความหมายครับ ก็เปลี่ยว ๆ ซารางเฮ โฮ ๆ อะไรพวกนั้น (ปาล์ม: ผมฟังแล้วหมายความว่ายังไงวะ (หัวเราะ)) เพลงนี้เลยชื่อว่า หมายความว่าอะไร (หัวเราะ) เราก็รู้สึกว่าเพลงมันติดเศร้าแต่ไม่ได้เศร้าขนาดเลิกกัน ผมก็พยายามสิ่งที่เมโลดี้เล่า เหมือนคน ๆ นี้กำลังอึดอัดและสงสัยจนพูดขึ้นมาในท่อนฮุคว่า “มันหมายความว่าอะไร” กลายเป็นความรักที่ไม่ชัดเจน เป็นความรู้สึกที่ล้นจนต้องถามออกไป

มีการ์ตูนของวงด้วย

โปเต้: ความจริงเป็นแผนโปรโมตของพี่บอยที่อยากให้เราไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ อย่างการ์ตูนที่พี่บอยชอบอยู่แล้ว กลุ่มคนฟังเราก็น่าจะเป็นวัยรุ่นอยู่แล้ว

ปาล์ม: เป็นโอกาสของเราด้วยที่ Line Webtoon กำลังอยากขุดโปรเจกต์ใหม่ ๆ ผลักดันนักเขียนไทยและเราเข้ามาในค่ายตอนนั้นพอดี ก็เลยได้อานิสงส์ไป ซึ่งจะ base on true story ของวงเราด้วย ถอดจากนิสัยของเราสี่คนเลย ฝากติดตามด้วยครับ

วงค่อนข้างใกล้ชิดกับแฟนเพลงมาก คิดว่าเป็นข้อดีของวงรึเปล่า

พัด: ผมเคยอ่านสัมภาษณ์ของ John Lennon ว่ามีแฟนคลับไปถล่มรถตู้ของเขา เขาก็บอกว่าไม่ต้องห้ามเขาหรอก ถ้าไม่มีแฟนคลับก็คงไม่มีรถตู้คันนี้ด้วยซ้ำ เขาก็พูดติดตลกแหละ แต่ผมชอบ ในมุกนั้นมันซ่อนอยู่ว่าการเล่นดนตรีก็เหมือนการส่งสาส์นออกไป แต่ถ้าไม่มีเสียงตอบกลับมาเราก็ไม่รู้ว่าเราอยู่ตรงไหนในทางเดินของเรา ซึ่งเราก็โชคดีที่แฟนเพลงตอนรับเราอย่างอบอุ่น

เห็นมีจัดแฟนมีตติ้งด้วย รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นบอยแบนด์รึเปล่า (หัวเราะ)

กัน: เราเป็น Band of พี่บอย (หัวเราะ) Boyd’s Band


ฝากผลงาน

โปเต้: ฝากเนื้อฝากตัวด้วยละกันนะครับ เราปล่อยไปสองซิงเกิ้ลแล้วคือ อ่อนแอก็แพ้ไป กับ หมายความว่าอะไร และผลงานต่อ ๆ ไปของเราด้วย หวังว่าทุกคนจะชอบ

พัด: ฝากผลงานเก่า ๆ ของเราด้วยในชื่อ CCSQ กับ 16 เพลงที่เราตั้งใจทำมาก ๆ บนฟังใจด้วยนะครับ จะได้เห็นการเดินทางที่สะเปะสะปะของเรา (หัวเราะ)

ฟังเพลง อ่อนแอก็แพ้ไป ซิงเกิ้ลเปิดตัวของสี่หนุ่มสุดทะเล้นได้ ที่นี่ หรือลองไปฟังงานเก่า ๆ ของเขาอย่างวง CCSQ ได้ ที่นี่


Facebook Comments

Next: