Article Interview

Scrubb 18+ โตแล้วทำอะไรก็ได้ คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 3 กับเซอร์ไพรส์ที่คาดไม่ถึง

  • Writer: Montipa Virojpan
  • Photographer: Chavit Mayot

การเดินทางอันยาวนานของวงดนตรีบีตป๊อปขวัญใจมหาชนอย่าง Scrubb ได้ดำเนินมาถึงปีที่ 18 พร้อมบทเพลงที่หลายคนต่างขับขานกันได้ชัดถ้อยคำทั้ง 7 อัลบั้ม จะถูกนำมาเท้าความอย่างย่อให้ได้เห็นสีสันของความเปลี่ยนแปลงแบบครบถ้วนในคอนเสิร์ต Scrubb 18+ โตแล้วทำอะไรก็ได้ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 1 กันยายน ณ ธันเดอร์โดม แต่ก่อนอื่นเราขอพาทุกคนมาอุ่นเครื่องด้วยที่มาที่ไปของคอนเสิร์ตและเรื่องราวสนุก ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดการเตรียมงานในครั้งนี้จากปากของพวกเขาเอง

Scrubb

ล่าสุดบัตรคอนเสิร์ตขายหมดไปแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง

บอล: โชคดีมาก

เมื่อย: เขาอาจจะคิดว่านี่เป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของเราหรือเปล่า (หัวเราะ)

บอล: ถ้าสังเกต เราเป็นวงที่ชอบหนีคอนเสิร์ตใหญ่ จากการมีโอกาสได้ดูคอนเสิร์ตในบ้านเราหลาย ที่นะ เรามีความรู้สึกว่าด้วยความสามารถจริง แล้วอาจจะเป็นวงที่ไม่ได้มีความเก่งกาจที่จะทำให้โชว์สามชั่วโมงสนุก โชว์เราจะนิ่ง พูดไม่ค่อยเก่ง ก็เลยหนีมาตลอด แต่โดนมาสองครั้งแล้ว แล้วครั้งที่สามนี้ห่างจากครั้งที่แล้วมาประมาณ 6 ปีได้ ซึ่งถ้าเป็นวงอื่นที่โตเขาก็อาจจะแค่ 3 ปีก็ทำใหม่แล้ว แต่พอมีอัลบั้มล่าสุดก็หนีไม่ได้ แล้วคิดว่าถ้าจะทำคอนเสิร์ตก็คงทำช่วงที่มีเพลงใหม่น่าจะดีที่สุด เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่ก็ไม่กล้าคิดว่าจะขายหมด อาจจะหมดแต่คงหมดใกล้  วันงาน แต่อันนี้วันเดียวหมดหรือไม่กี่นาทีหมดเนี่ย เกินความคาดหวังพอสมควร ก็รู้สึกดีใจที่ยังมีคนอยากดูเรา แต่ความกดดันก็จะเป็นอีกแบบนึงนะ แปลว่าที่มันขายหมดทั้งหมดนั่นน่ะ เขาตั้งใจมาดูมึง (หัวเราะ) ก็ทำให้การซ้อมเข้มข้นขึ้นไปอีก เราก็อยากจะทำให้ดีที่สุด ให้สมกับที่เขาอุตส่าห์แย่งชิงกัน

เมื่อย: แม้แต่เรายังกลับไปแย่งชิง (หัวเราะ)

บอล: ฝากประกาศตรงนี้ด้วยว่าถ้าใครปล่อยบัตร

เมื่อย: เรายินดีซื้อ (หัวเราะ)

บอล: คือเรามีบัตรส่วนที่ได้มาแล้วกับส่วนที่ซื้อเองด้วย เพราะว่าน่าจะมีแขกหรือคนสนิทที่เราต้องเชิญเขามาดู ซึ่งก็ซื้อไม่ทันอีกเหมือนกัน มันหมดเร็วกว่าที่คิด

เมื่อย: คือสองครั้งที่ผ่านมาเราสามารถกันหลวม ให้ญาติ ได้ ไม่ต้องตกลงอะไรเดี๋ยวมาวันนั้นมีให้ แต่ครั้งนี้มันหนักหนา โดนริบบัตรโปรโมชันคืนไป

บอล: ฝากประกาศไว้ตรงนี้เลยนะถ้ามีบัตรเหลือ พี่ต้องการ 1,500 4 ใบ 1,900 2 ใบ เมื่อนต้องการเท่าไหร่นะ

เมื่อย: 1,700 หรือ 1,500 3 ใบ อะไรก็ได้ (หัวเราะ) ส่งข่าวมาหน่อยอันนี้ไม่ได้โปรโมตนะ นี่ต้องการจริง

บอล: พี่ให้น้องเป็น annonymous แทรกซึมตามเพจช่วยหาอยู่ ฝากประกาศต่อด้วยครับ

คิดว่าที่หมดไวขนาดนี้เป็นผลจาก feedback ของอัลบั้มใหม่ด้วยหรือเปล่า

บอล: ถ้าเอาแบบจับต้องได้มีที่มาที่ไป ผมว่าการมีอัลบั้มใหม่หรือเพลงใหม่อันนี้เป็นตัวช่วยหนึ่ง เรามีเพลงที่น่าจะมีคนกลุ่มนึงเลยที่ทั้งแฟนเพลงใหม่และแฟนเพลงเก่าน่าจะไม่เคยได้ฟังมาก่อน มันจึงถือเป็นตัวช่วยที่ดี เราถึงได้พยายามมีคอนเสิร์ตในปีที่เรามีเพลงใหม่ด้วย ข้อสองก็เลี่ยงไม่ได้ว่าเป็นวงที่ทำงานมานานแล้ว แล้วก็มีเพลงที่คุ้นเคย หรือเราอาจจะได้สนิทกันในแต่ละช่วงเวลา เมื่อเราได้มาจัดคอนเสิร์ตที่ไม่ได้จัดมานาน 5-6 ปีแล้ว อาจจะเป็นเหมือนงานเลี้ยงรุ่น รวมเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานมาเจอกัน ก็เป็นเวลาที่เหมาะสมเพราะเราก็ไม่ได้จัดคอนเสิร์ตใหญ่พร่ำเพรื่อเกินไป สถานที่ จำนวนคนที่จุ ก็มีส่วนที่เราก็ประมาณการณ์ไว้แล้วว่าคงเท่านี้ สุดท้ายจริง เห็นด้วยกับเมื่อยนะที่ส่วนนึงน่าจะเชื่อว่า เออ ไปดูมันก่อนที่มันจะไม่มีแรงเล่นแล้ว ก็เนี่ยอย่าง Aerosmith มาผมก็ไปดูนะ เพราะผมรู้สึกว่าเดี๋ยวคงจะไม่ได้ดูอีกแล้ว (หัวเราะ) หรืออย่าง Red Hot Chili Peppers ถ้ามันมาพี่ก็คงไปดู ก็นั่นแหละ รีบไปดูไว้ก่อน อาจจะไม่ค่อยได้จัดแล้ว

แต่ Scrubb ก็ยังไม่แก่เท่าไหร่นะ

เมื่อย: แค่ความคิดฮะ (หัวเราะ) ความจริงเป็นอีกเรื่องนึง

เป็นคอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 18 ปีของวงกับธีม ’18+ โตแล้วทำอะไรก็ได้’

บอล: จริง ค่ายพยายามจะจีบตั้งแต่ตอน 15 ปีละ เลขมันสวยกว่า แปลว่าเราเคยดื้อมาสามปีละนะ เขาอยากจะให้จัดตั้งแต่ตอนนั้นแต่เรายังไม่ได้ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราว แล้วมันก็คาบเกี่ยวระหว่างอัลบั้มเก่ากับอัลบั้มใหม่ Clean กับ Season อันนี้ ซึ่งเราไม่รู้จะเล่นอะไร เพลงมันอยู่ในเซ็ตลิสต์มันก็คุ้นหูกันหมดแล้ว ยื้อมาเรื่อย ก็บอกขอทำเพลงใหม่ดีกว่า แล้วเป็นจังหวะที่เราทำพอดี

คำว่า 18+ จริง มันมาจากโควตในการทำงานจริง เหมือนว่าคุยกับทีมพี่จ๋องเป็นคนช่วยดู direction ของโชว์นี้ให้ เขาก็พยายามปลอบเราแหละว่าไม่ต้องไปกังวล ไม่ต้องเครียด จริง พวกเราอะโตแล้ว ทำอะไรคนที่เป็นแฟนเพลงที่เขารู้จักเรา เขาก็อาจจะแค่อยากมาดูว่าเราทำอะไรเป็นยังไง ทุกวันนี้ยังโอเคอยู่ไหม เล่นได้ร้องได้อยู่หรือเปล่า จริง เราจะทำอะไรก็ได้ จากเลข 15 มาเป็น 18 อย่างในบ้านเราก็มีข้อกำหนดกฎหมาย 18 ปี 20 ปีที่จะสามารถทำอะไรได้ มันเลยเป็นที่มาของการไปล้อกับตรงนั้น ก็เอาชื่อนี้เลย จะทำอะไรก็ทำ มุมนึงมันก็เป็นการ unlock เราเหมือนกันนะ หมายความว่ายังต้องอยู่บนพื้นฐานที่ยังมีมาตรฐานการแสดงดนตรีที่ดี นอกเหนือจากนี้เราอยากจะทำอะไรก็อาจจะเป็นไปได้จริง ก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วเขาก็คงอยากมาดูแหละว่าคุณอยากจะเล่นอะไรเล่าอะไรในแบบที่คุณเป็น ซึ่งแน่นอนว่าเราจะมีเพลงจากอัลบั้มใหม่ที่เราจะได้ฟังกันอยู่แล้ว ส่วนที่สองก็คงจะเป็นเพลงจากชุดต่าง ที่ผ่านมา ส่วนที่สามก็คงเป็นตามชื่อคอนเซปต์อัลบั้ม คือก็อาจจะมีความคาดเดาไม่ได้นิดนึงว่า การที่เราจะทำอะไรก็ได้ มันจะเป็นอะไรบ้าง หรือจริง มันอาจจะทำอะไรไม่ได้เลย (หัวเราะ) ทำได้แค่นี้แหละ (เมื่อย: มีแค่นี้จริง ๆ) ด้วยความโชคดีมันเลยอวดได้ว่าเฮ้ยแบบ ไม่ต้องสปอยล์มากนะ ไม่ต้องเฉลย ไม่ต้องเล่า

เมื่อย: สปอยล์อย่างนึงได้ไหมพี่ ไม่มีแขกรับเชิญ (หัวเราะ) (บอล: ความพิเศษของเรามันคือความไม่พิเศษที่ทุกคนคิดกันอะ มันเหมือนว่าปกติเป็นธรรมเนียมว่าคอนเสิร์ตที่ดีหรือคอนเสิร์ตยาว มันต้องมีเกสต์ถูกมั้ย แต่นี่เราไม่มี) แขกรับเชิญก็คือน้อง ที่เราชวนมาเล่นดนตรี หลาย คนยอดฝีมือทั้งนั้นเลย

บอล: หลาย คนก็อยู่ในวงเราอยู่แล้ว ก็จะเป็นครั้งแรกที่เราไม่มีเกสต์ ส่วนนึงก็คิดอยู่ว่า คิดถูกปะวะ (หัวเราะ) แต่ทั้งหมดเราก็ต้องรับมือเอง นี่เป็นที่แรกที่เราบอก คนจะถามตลอดว่าความพิเศษคืออะไร เกสต์จะเป็นใคร เราบอกเลยว่าจริง งานนี้เราไม่มีเกสต์

เมื่อย: ถ้าให้ผมใบ้ สำหรับคนที่อยากฟังเพลง กลัว เนี่ย เราจะเล่นเพลง กลัว ทุก 30 นาที เพลงนี้เป็นเพลงที่ถูกทุก คนเวลาที่ผมไปส่วนตัวน้อง ก็จะอยากฟัง แต่มักจะไม่มีโอกาสที่เหมาะสม

บอล: เพราะมันเป็นเพลงที่ผมร้อง แต่ผมไม่ค่อยร้องเพราะผมเป็นคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ควรจะร้องเพลง แต่มันคงเป็นวาระที่ดีเพราะมีน้อง ที่รู้จักวงเรา รู้จักเพลงของเรามักจะขอ เราจะเปิดช่องให้ขอได้ ไม่เปิดช่องมันก็ขอ ก็อยากฟังเพลง กลัว

เมื่อย: เคยฝืนด้วย มีอังกอร์ทีนึงที่ต่างจังหวัด (บอล: คือผมจะไม่เล่น แล้วไอนี่ก็เชียร์จะให้เล่นให้ได้ บอกอยู่ว่าจะไม่เล่น คือผมจะอ้างว่ามือกลองมาใหม่เพิ่งมาเล่น ยังไม่รู้จักเพลง ตีไม่ได้ หันไปเห็นมันไปนั่งถือไม้กลองแล้ว) (หัวเราะ) คือตลอดเวลาผมต้องตอบคนที่ขอว่า เฮ้ย เดี๋ยวครั้งหน้า แล้วมันครั้งหน้าจนวนมาแบบ ไอ้นี่เอาอีกแล้ว

บอล: มันดักทางผมได้แล้วไงกับการที่ผมจะไม่เล่น (เมื่อย: ตอนนี้วงเราแก้ปัญหากันแล้ว ไม่ต้องห่วง) ก็เลยต้องเล่น แล้วกลายเป็นว่าคนก็ร้องดังจริง ซึ่งแน่นอนในคอนเสิร์ตครั้งนี้คงมีแหละ แต่ว่าจะไปอยู่ตอนไหน ช่วงไหน ก็รอไปดูกัน (เมื่อย: ทุก 30 นาที) โคตรทำอะไรก็ได้เลย

ที่บอกว่าความพิเศษของคอนเสิร์ตนี้คือไม่มีแขกรับเชิญ แล้วรู้สึกยังไงกับคอนเสิร์ตที่มีทั้งแขกรับเชิญและมาในรูปแบบวาไรตี้ทอล์กโชว์

บอล: ผมว่ามันเป็นวัฒนธรรม เป็นความคุ้นเคยมากกว่า จริง ก็มีที่มาที่ไป เพราะพื้นฐานบ้านเราที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใจดี โอบอ้อมอารี แล้วก็เป็นคนสนุกสนาน ถ้าสังเกตจริง ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพ ในเมือง ทุก ที่บ้านเมืองเราแค่มีจังหวะกลอง มีฉิ่งฉับก็เต้นรำกันแล้ว เพราะงั้นความบันเทิงในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ หรือดนตรี หนังสือที่มันสนุกสนานจะได้รับความนิยมสูง หนังตลก รายการตลก โชว์ดนตรีที่สนุก มีอะไรเล่นหลาย อย่าง มีรูปแบบการแต่งตัว มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่ควรจะเป็นมันเป็นพื้นฐานที่บ้านเราชอบ ก็เป็นธรรมดาที่คอนเสิร์ตจะมีโหมดแบบนี้อยู่ในโชว์ แต่ว่ามันก็บ่อยจนกลายเป็นธรรมเนียม คือถ้ามันจะเป็นอย่างนั้นมันก็ไม่ผิด แต่รู้สึกว่าบางหมวดเช่นหมวดอย่างเรา หรือดนตรีบางซีนคนอาจจะไม่ได้มีคาแร็กเตอร์แบบนั้น หรือแฟนเพลงของคุณอาจจะไม่ได้ต้องการให้คุณเป็นแบบนั้นก็ได้ ไม่ได้บอกว่าเขาทำอะไรผิดนะ เขาทำถูกต้องเพราะคิดว่าควรจะต้องทำ

เมื่อย: ส่วนตัวผมนี่ชื่นชมด้วยซ้ำ บางคนที่พูดเก่ง หรือคนที่มีความมั่นใจเยอะ อย่าง เบน ชลาทิศ มันถูกต้อง หรือแม้กระทั่งศิลปินที่ผมชื่นชอบเวลาเขาได้พูดอย่างคุณป๊อป Calories Blah Blah แบบ สุดว่ะ เจ๋งอะ (บอล: เราก็อยากจะทำนะแต่ทำไม่ได้) พอกลับโหมดร้องก็ร้องได้สุด เขาเป็น entertainer จริง แต่บางอย่างถ้าเราไม่ถนัดเราก็ต้องตัดออกไป

บอล: คนที่เขาทำได้แล้วก็ทำได้ดีในโชว์ ในคอนเสิร์ตเขา มันก็ดี ก็เป็นเรื่องปกติ แต่เราก็อยากจะเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าในหมวดอีกหมวดนึง อีกพาร์ตนึง ถ้าคุณไม่ถนัด ไม่เก่ง คุณไม่ต้องฝืนไปทำก็ได้ คุณก็ทำแบบที่คุณถนัดสิ เป็นตัวเราดีกว่า เชื่อว่าคนที่มาดูมาฟังเราก็คงอยากเห็นอะไรที่เป็นเรา เดี๋ยวสุดท้ายถ้ามีการอำกันหรืออะไรก็อยากให้มันเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นในคอนเสิร์ตก็ได้ คงไม่ต้องพยายามแบ่งครึ่งนึงของโชว์ที่ไม่ใช่เรา สุดท้ายคนที่เหนื่อยหรือคนที่ลำบากใจที่สุดก็คือเราเนี่ยแหละ

เมื่อย: แต่ยอมรับว่าช่วงแรก พยายามจะทำให้ได้ อย่างพี่บอลก็พยายามจะอุดทุก อย่างที่การโชว์ควรจะมี แต่พอระยะเวลามันพิสูจน์แล้วเราก็ตัดอันที่มันไม่ได้ อะไรได้ก็ว่ากันไปตามสถานการณ์

บอล: ก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกนึงเนาะ ว่าคอนเสิร์ตที่ไหนไม่มีเกสต์ (หัวเราะ) แต่ไม่ใช่เราคนแรกนะ ก่อนหน้านี้คอนเสิร์ต Slot Machine เขาก็ไม่มี เกสต์เขาก็คือ เกิบ The Voice ที่เป็นแบ็กอัพให้วงเขา เขาก็เล่นในช่วงที่วงพัก เล่นเพลงหรือสองเพลง แล้วที่เหลือทั้งโชว์ก็เป็น Slot Machine ทั้งหมด ซึ่งผมว่ามันจะมีวงที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีเพลง มีโชว์ที่เป็นแบบเขา ผมเชื่อว่าแฟนเพลงหรือคนที่มาดูโชว์เขาก็เข้าใจได้ในสิ่งที่เขาพยายามจะนำเสนอ โชว์สกิล วิชวล การร้องของเฟิร์ส ก็รู้สึกว่าเนี่ย โคตร Slot Machine เลย แล้วเราก็ไม่เกิดการตั้งคำถามว่าทำไมมันไม่มีเกสต์วะ มันเป็นเรื่องที่ควรจะทำที่ไม่ได้อยู่แค่บล็อก เดียว ควรมีตัวอย่างหลายรูปแบบในโชว์ของแต่ละคนแล้วมันก็ยังเป็นตัวคุณได้ ฟังใจยังมีวิธีจัดอีเวนต์แบบฟังใจเลย ไม่เห็นจำเป็นจะต้องจัดเฟสติวัลในแบบที่เขาเป็นกันเลย เราเป็นตัวของเราเองได้และเชื่อว่ามีแฟนที่ชอบในแบบที่เราเป็น

เมื่อย: จริง มีเหตุผลง่าย อีกอันนึงคือมันมีโอกาสที่จะได้เล่นบางเพลงที่เราไม่ค่อยได้เล่นเลยได้เต็มที่ในงานนี้ แล้วเราก็พยายามเรียบเรียงเสียงประสานให้มันประทับใจเพราะมันมีเพลงจำนวนนึงเลยที่สามารถเล่นได้ปีละครั้ง ห้าปีครั้ง หรือบางเพลงอาจจะเป็นครั้งแรกก็มี บางเพลงก็ไม่ค่อยได้เล่นแต่พอเอามาเล่นครั้งนี้ก็เรียบเรียงใหม่ ก็เป็นรายละเอียดเรื่องดนตรีมากกว่า

บอล: อาจจะเป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิตที่จะได้ฟังเพลงนี้สด ด้วยหรือเปล่า ก็ควรจะได้รับการพูดถึงบ้างนะ ถ้ามันเป็นโอกาสที่เราสามารถเล่นมันได้ ทำไมเราจะไม่ทำมันล่ะ

เมื่อย: นี่มานั่งไล่เพลงก็ตก 2-3 ชั่วโมงละ ถ้าชวนเพื่อนมาอีกก็หนักใจแทนคนดู

เตรียมมาประมาณกี่เพลง

บอล: คอนเสิร์ตสเกลนี้คงต้องประมาณ 20 – 30 อยู่แล้ว แต่ระหว่างนั้นอาจจะมีอะไรอีกแต่เรายังไม่รู้ มันก็คงจะยังอยู่ในช่วงเวลานั้น กำลังอิ่ม คงไม่ได้เยอะเกินไป (เมื่อย: 4 ชั่วโมงผมคงชัก) ไม่ใช่คนดูไม่ไหวนะ คนเล่น (หัวเราะ)

เมื่อกี้บอกแล้วว่าไม่ชอบเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ แล้วทำไมถึงชอบโชว์เล็ก มากกว่า

เมื่อย: ความเล็กของมันแหละฮะ เพราะว่ามันใกล้ชิดกว่า มันจะมีระยะแค่เนี้ย บางร้านเราไปเล่นนี่แทบจะยืนอยู่บนเวทีกับเราแล้ว เอาจริงผมว่ามันเป็นสนามจริงกว่าเวทีใหญ่อีกนะ เพราะเวทีใหญ่บางทีมันยังหลอกด้วยความไกล ความเบลอ แกล้งไม่มองหน้าคนได้ ทำเป็นไม่เห็น แต่อันนี้ถ้าเราไม่พร้อมหรือว่าไม่มั่นใจ หรือว่ามีความกังวล มันจะออกมาหมดเลย แล้วมันก็เป็นพื้นที่ที่ดีของวงวงนึง แล้วเราก็เป็นวงที่ฝืนเล่นเพลงตัวเองด้วย

บอล: ถ้าไม่จำเป็นเราจะไม่เล่นคัฟเวอร์ จะเล่นเพลงของตัวเองเป็นหลัก เต็มที่ก็ในผับที่มันเป็น full entertainment จริง ก็จะมีสังเพลงนึง แต่ที่เหลือทั้งโชว์มันก็จะเป็นเพลงของเราสัก 95% ที่เล็ก มันใกล้ชิดกว่า แต่ที่ใหญ่ผมมองว่าเป็นเรื่องประสบการณ์และเป็นการบ้าน การต่อสู้กับสถานที่ใหญ่ จำนวนคนมาก มันชัดเจนเลยนะว่าเหมือนออกกำลังกายเพราะคุณต้องใช้พลังงานสูงมาก ลงจากเวทีแล้วมันเหนื่อยกว่าเล่นดนตรีปกติ เพราะคุณต้องทุ่มทุกอย่าง เวลาที่ไหนที่คนมันเยอะ ทุกอย่างมันหายไปในอากาศเร็วมาก แต่ที่เล็ก มันสะท้อนกลับเร็ว อะไรเร็ว ปริมาณคน สายตาคน feedback มันเห็นชัดเจน (เมื่อย: เป็นกระจกเลยอะ) พอกลับไปที่เล็กเราจะเริ่มคอนโทรลได้ง่ายขึ้น เราจะยิ่งสนุกกับที่เล็กเพราะเราไปเจอที่กว้าง มาแล้ว เราไม่เห็นสายตาคนด้วยซ้ำว่ายังไง ผมว่ามันดีทั้งสองอย่าง ก็เป็นเรื่องประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้ว่าที่ใหญ่ต้องเตรียมตัวยังไง ที่เล็กจะสนุกกับเขาแบบไหน มันก็มีกลยุทธคนละแบบที่ไม่เหมือนกัน ที่เล็ก บางทีเล็กก็จริงแต่ถ้าคุณเข้าไม่ถึงเขา ปฏิสัมพันธ์ไม่ได้คุณก็พังเหมือนกันนะ มันมีศาสตร์ของขนาดอยู่ด้วย เหมือนมือกลองผม ต๊อบ Chanudom เขาตีให้ Hugo ด้วย เคยเล่าให้ฟังว่าฮิวโก้ตอนเขาไปทัวร์อยู่เมืองนอก ที่ที่เหมาะกับเขาที่สุดจะอยู่ที่สามพันคน เพราะไดนามิกของเพลงมันจะอยู่แค่นี้ เขาจะไม่เขยิบไปสเตเดียม จะอยู่แค่ที่ไม่เกินนี้ มันจะมีธรรมชาติของเสียง ชนิดของเพลง แนวเพลงที่มีความเหมาะสมแปรผันต่อจำนวนคนอีก

เพิ่งได้ฟังอัลบั้ม Season แบบเต็ม ไปแล้ว อะไรทำให้วงหันมาทำดนตรีซินธ์ป๊อป อิเล็กทรอนิกป๊อปโดดเด่นขนาดนี้

เมื่อย: ถ้าคนไม่ฟังละเอียดเขาก็จะคิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับดนตรีเว่ย แต่ถ้าคุยกับคนที่ฟังก็จะเป็นอาการอย่างนี้ ไม่เข้าใจเหมือนกัน

บอล: ผมว่าจริง แนวเพลงที่เปลี่ยนไปไม่ใช่วัตถุประสงค์ ว่าอยากจะให้มันซินธ์ป๊อปหรือไม่ซินธ์ป๊อป แต่มันอยู่ที่คนที่เราเลือกทำงานด้วยซึ่งมาจากวัตถุประสงค์หลักอย่างที่เราคิด คือว่าทำงานมา 6 ชุดแล้ว นี่ชุดที่ 7 สำหรับวงดนตรีที่เล่นกันมานาน เรื่องที่มันเซฟที่สุดคืออะไรที่มันได้รับการยอมรับ แล้วคนจำคุณได้ คุณควรจะทำแบบนั้นไปเรื่อย เพราะมันจะปลอดภัยต่อคุณ แต่เรากลับรู้สึกว่า ปลอดภัยมันก็ดี แต่เราจะอยู่แบบปลอดภัยอย่างนี้ไปเรื่อย แล้ววันนึงเราก็จะกลายเป็นคน old school เป็นลุงแก่ ที่เล่นดนตรีแนวเดิม ซ้ำ ไปเรื่อย หรือเปล่าวะ ซึ่งบางคนอาจจะชอบก็ได้ (เมื่อย: ภาพมา ดาร์กเลย) ก็ไม่ผิด แต่เรารู้สึกว่าเราเล่นดนตรีก็ไม่เก่ง ไม่คิดว่าจะได้ออกอัลบั้ม เล่นดนตรีเลี้ยงดูตัวเองมาได้จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งแม่งตอนนี้ก็ดีต่อตัวเองชิบหายขนาดไหนแล้ว ก็เลยคิดว่า ถ้ามันยังมีโอกาสได้ทำเพลงอยู่ อะไรที่มันเป็นสิ่งที่เราจะสนุกกับมันแล้วเราอยากทำ เราควรจะทำบางอย่างทิ้งไว้บ้างปะวะ วันนึงเรากลับมาดูจะได้รู้สึกว่าเราได้ทำอะไรหลาย อย่างแล้ว ไม่ได้คิดว่าจะต้องทำหรือเกิดความเปลี่ยนแปลงต่อมวลมนุษยชาติหรือต่อคนฟัง เราไม่ได้มีพลังงานขนาดนั้น อย่างน้อยเราย้อนกลับไปฟังว่า 1 2 3 4 5 6 7 แม่งไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ทั้งที่จริง แล้วเราพยายามทำอะไรใหม่ ทุกชุดนะ แต่ด้วยประสบการณ์เป็นธรรมดาที่ 1 2 3 ความเปลี่ยนแปลงที่เราพยายามจะทำไม่ได้เห็นชัดมากเพราะด้วยทักษะ ด้วยความสามารถ แต่เมื่อเล่นดนตรีมากขึ้น เจอผู้คนมากขึ้น มีทีมงานมาทำงานด้วยกันมากขึ้น ได้เห็น ได้ฟังอะไรที่ไม่ใช่ของตัวเองมากขึ้นมาก็เริ่มอยากเปลี่ยน ทีนี้การพยายามเปลี่ยนแปลงบางอย่างค่อย ชัดขึ้นเรื่อย จนครั้งนี้รู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงไปเยอะ

ดังนั้นครั้งนี้สิ่งที่เปลี่ยนคือเราพยายามหาคนมาทำงานด้วยทุกครั้ง จริง ถ้าเท้าความไปแล้วมันเริ่มมาตั้งแต่ชุด Kid จริง เริ่มมาตั้งแต่ EP Mood ละ ชุด 1 2 จะเป็นสามคน ผม เมื่อย พี่ฟั่น เป็นหลัก ยังไงก็แล้วแต่ก็มีคนอื่นมาช่วยอย่างละนิดหน่อย ช่วยอัด ช่วยมิกซ์แต่สามคนนี้จะเป็นหัวใจหลัก ชุด 3 ความเปลี่ยนแปลงครั้งแรกคือเมื่อยลองไม่เขียนเนื้อเองทั้งหมด เขียนแค่ ฟ้า เก็บไว้กับเธอ ชุดนั้นมีพี่บอย ตรัย กอล์ฟ Superbaker พี่วิภว์ Happening ความเปลี่ยนแปลงก็คือเมื่อยอยากร้องเพลงด้วยภาษาของคนอื่นดูว่ามันเป็นยังไง แต่ว่าดนตรีมันก็ยังเป็นเราอยู่ แล้วเป็นความเปลี่ยนแปลงที่คนไม่รู้ว่ามันเปลี่ยนเพราะสุดท้ายมันเป็นเรานำเสนอ ชุดต่อมา ชุดเล็ก เราก็เริ่มปรับวิธี เอาวิธีที่เคยทำในสองสามชุดแรกมาปรับเป็นอีกแบบนึง ก็ได้อีกเวอร์ชันนึง มีวิธีการทำดนตรีที่ซอฟต์ ที่เบาลง เพราะฉะนั้นชุด Kid เราได้ โฟ มือกีตาร์ 25 Hours มาช่วยเพิ่มสีสันของดนตรีอะคูสติก 80s บางอย่าง ดนตรีโฟล์ก หรือร็อกในสมัยนั้นมาใส่ พออัลบั้ม Clean เราก็ได้คุณกล้วยจาก Morningsurfers มาทำ ชุดนี้มันคือ ปกป้อง Gym and Swim เพราะงั้นเราไม่ได้ต้องการความเป็นซินธ์ป๊อป เราต้องการคนมาทำงานกับเรา แล้วคนที่เราเชิญเขามาทำงานด้วยเขาชอบอะไร ก็เชิญเขามาใส่ เราไม่ได้บอกป้องว่าอยากได้ซินธ์ป๊อป ถ้าสมมติป้องเป็นคนเมทัล ‘เนี่ยพี่ ท่อนนี้อยากจะปั่น อยากจะโซโล่อะ’ มันก็คงจะออกมาเป็นร็อกแหละ คนที่เขามาทำงานด้วยเขามีความชอบตรงนั้น แล้วเราเลือกที่จะเปิดพื้นที่ให้เขาเข้ามา join (เมื่อย: อย่างเต็มใจ) เรารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่มันเปลี่ยนแปลงที่เราควบคุมได้ คนที่อยู่กับเราในช่วงแรก ในช่วงเดโมจะโคตรรู้สึกเลยว่า นี่แม่ง Scrubb จริงหรอวะ เพราะรู้สึกโคตรพิลึกพิลั่น แทบจะไม่มีเสียงกีตาร์ ไม่มีอะไรเลย เพราะป้องมีวิธีแบบนี้ เราขึ้นโครงเป็นที่แรกที่ป้องก่อน ก่อนจะกลับไปที่พี่ฟั่นที่เราคุ้นเคย ก็ค่อย ทำ ค่อย เรียบเรียง ค่อย ใส่กีตาร์ผม ของเมื่อย แล้วเราก็ค่อยถามคนที่ทำด้วยกันว่านี่ Scrubb ยัง เออ Scrubb ละ แต่วัตถุดิบจะไปเตรียมตัว จะพลิกแพลงยังไงก็ได้ แต่สุดท้ายคนนำเสนอในขั้นตอนสุดท้ายมันต้องเป็นเรา ยังไงมันก็ต้องมีความเป็นเราเข้าไปเจืออยู่ดี ทีนี้กลับกัน กลับไปชุดแรก ขึ้นโครงเนื้อร้องทำนองก็จะเป็นไอ้เมื่อย เรียบเรียงก็จะเป็นไอ้บอล จบก็เป็นพี่ฟั่นเหมือนเดิม ยังไงก็ Scrubb ยังไงชุด 7 ก็เหมือนชุด 1 เพราะมันจบอยู่แค่นี้

งั้นกลายเป็นว่าสิ่งที่แตกต่างที่ช่วยแก้ปัญหาเรา ทำให้การทำงานมัน fresh ทุกครั้ง ทำงานมาก มันมีความเฉา ไม่มี passion ในการทำงานผมว่าเป็นธรรมชาติของการทำงานทุก อาชีพ วิธีการรีเฟรชกระบวนการความคิด การถูกตั้งคำถามจากคนที่ไม่เคยถาม หรือคนที่ไม่เคยรู้จักเรา แบบ ไอ้เชี่ย จะถามกูงี้จริง หรอวะ ไม่แคร์กูหน่อยหรอ ซึ่งไอ้ป้องไม่แคร์เลย พอมันมีคำถามมันจะเกิดกระบวนการในการหาคำตอบ หรือพยายามหาทางออกว่าถ้ามึงถามมาอย่างนี้แล้วเราควรจะไปทางไหนล่ะ ซึ่งคำตอบนั้นอาจจะเหมือนเดิม คล้าย เดิม หรืออาจจะไม่เหมือนเดิมก็ได้ แต่มาตรฐานการบันทึกเสียงก็ยังเป็นพี่ฟั่นที่เป็นคนคุมขั้นตอนท้าย อยู่ดี จะไม่ได้เปลี่ยนที่แนวทางหรอก เราพยายามปรับเปลี่ยน (เมื่อย: เหมือนหาเครื่องปรุงใหม่ ) ถ้ามีโอกาสจะให้ลองฟังเดโมแล้วให้ทายว่านี่เดโมใคร แล้วจะไม่เชื่อเลยว่านี่ Scrubb จริง หรอวะ เพราะเมื่อก่อนจะต้องขึ้นเดโมด้วยกีตาร์กลอง เบส อันนี้มีแต่ซินธ์ กลองยังกลองไฟฟ้าเลย (หัวเราะ) ซึ่งเขาถนัดแบบนั้น เราก็แค่อยากให้ใครมาสนุกกัน ก็รู้สึกว่าป้องเป็นคนสนุก แล้วเป็นคนไม่แคร์ต่อความสำเร็จต่อชื่อเสียงที่มีอยู่ บางครั้งเรามีโอกาสทำงานกับคนที่เราเชื่อว่าเขาเก่ง แต่พอเขามาทำงานแล้วคิดว่าต้องทำกับ Scrubb เขาก็จะมีความเกร็ง สุดท้ายเขาก็จะทำงานในแบบที่เชื่อว่ามันเป็น Scrubb โดยที่ไม่ใช่ตัวเขา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งเราทำได้อยู่แล้ว เราเลยอยากได้จากน้อง ซึ่งไอ้ป้องมีคุณสมบัตินั้น ไม่มันไม่ได้สนว่า Scrubb เคยทำอะไร สนใจแค่ว่าอะไรที่ Scrubb น่าจะลองทำดู

แล้วอย่างแทร็คที่เป็นเพลงบรรเลงล่ะ

บอล: จริง อันนั้นคนคิดคือพี่ฟั่น คือคนที่ดูภาพรวมของอัลบั้มอีกที พอทำเพลงไป 5-6 เพลงแล้ว ชื่ออัลบั้มมาจากเมื่อยก่อน คือ Season แล้วมันพ้องกับคำว่าสีสัน แล้วพี่ฟั่นก็เห็นอะไรแบบนี้อยู่ในเพลง ส่วนคนทำปกก็ฟังเพลงชุดนี้แล้วบอกว่าผมเห็นสีว่ะมันไม่ใช่เอิร์ธโทน มันไม่ใช่ขาวดำ มาจากการที่เรามีดีเทลของป้องที่มันสนุก มันซนเต็มไปหมด สิ่งที่พี่ฟั่นเห็นเพิ่มคือเห็นบรรยากาศ เห็นอุณหภูมิ บางเพลงแดด บางเพลงฝน บางเพลงโคตรเย็นเลย แล้วแกก็เลยทดลองบางอย่าง เอาเพลงที่เรามีอยู่มาลองเรียงกันดู มันเริ่มต้นด้วยหน้าร้อน เข้าไปฝน ฝนเสร็จก็ต่อไปลมเย็น แล้วไปหนาว 10 เพลงนี้เรียงไปตามฤดูแบบผ่านไปได้ แกก็เลยแนะนำว่าทำเป็นดนตรีที่มันเปิดมาแล้วเป็นอะไรที่มัน sunshine ดีกว่า มันเลยเป็นที่มาของ Intro Summer แล้วช่วงที่มันจะเปลี่ยนผ่านจากร้อนเป็นฝนยังไม่เท่าไหร่ พอฝนแล้วจะหนาวเพลงที่ต่อมามันคือเพลง ยังอยู่ ที่ทั้งเย็นแล้วก็ดิ่งมาก แกเลยทำ Outro Ice ช่วยเสริมบรรยากาศของภาพรวมดนตรีว่าเรากำลังเดินทางจากช่วงเวลาไหนไปช่วงเวลาไหน ซึ่งส่วนตัวแน่นอนเราไม่กล้าคิดหรอกว่าเพลงในอัลบั้มนี้มันจะประสบความสำเร็จในแง่คนฟังมากน้อยแค่ไหน ในโหมดของคนที่ทำเพลงมา 6 ชุดแล้วยังสามารถเข็นชุดที่ 7 ออกมาได้ ส่วนตัวผมยังภูมิใจกับมันที่เรายังทำงานกันได้อยู่ แล้วผมว่ามันเป็นอัลบั้มแรกในชีวิตที่เราสามารถ sequence มัน แล้วเราร้อยเรียงเป็นอัลบั้มจริง แล้วชื่ออัลบั้มมันก็สัมพันธ์กับเพลง เรากล้าพูดว่ามันเป็นครั้งแรกของทุกชุดที่มันเป็นคอนเซ็ปต์อัลบั้มจริง ธีมทั้งหมดเป็นความหมายเดียวกันทั้งหมด รู้สึกว่านี่เป็นขั้นกว่าของนักดนตรีแล้วนะ มันเป็นความดีใจอีกสเต็ปนึง เมื่อก่อนแค่ปล่อยเพลงเราคงดีใจที่ได้ทำ 2 3 4 ชุดนี้มันดีใจที่นอกจาก 7 แล้ว ตัวตนมันชัดมาก โคตรจะ Season ฤดูมันเป็นประสบการณ์ในชีวิตของทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งไม่เหมือนกัน และสีสันก็แตกต่างกัน นี่คือสิ่งที่เราพยายามจะเล่า และโชคดีที่ได้ทีมทำเพลงอย่างป้องมาช่วย ได้ทีมทำปกที่ก็เข้าใจในสิ่งที่เราพยายามจะเล่าและถ่ายทอดออกมาเป็น direction นี้ เหมือนเราทำงานกันเป็นทีม รับส่งไม้กันค่อนข้างดี คนทำมิวสิกวิดิโออะไรเงี้ย ถ่ายทอดในสิ่งที่เราเป็นจริง แล้วย้อนกลับไปที่ชื่ออัลบั้ม รู้สึกดีใจกับมัน

เพลง ดวงตะวัน ในอัลบั้มที่ได้ วิน Sqweez Animal มาช่วยร้อง และ The Toys ช่วยเขียนเนื้อ

บอล: อะไรที่เมื่อยเขียนได้เราก็ให้เมื่อยเล่า แต่อะไรที่เรารู้สึกว่าภาษาหรือคำเรายังไม่เรียบร้อยดีพอเราก็จะไม่ฝืนเพื่อที่จะให้เราเขียนได้ เราก็ดึงคนนู้นคนนี้ที่สะดวกหรือถนัดอะไรมาเขียน ก็ได้ทอยมาเขียนแล้วก็ช่วยตบ อีกที

เมื่อย: เพลงไหนผมเขียนแล้วซ้ำก็จะส่งไปแต่เมโลดี้ หรือบางทีมันก็ย้อนกลับมาก็ลองฝืนดูทั้งที่ไม่ใช่ความถนัด แต่ก็พยายาม แล้วก็ส่วนตัวค่อนข้างพอใจกับตัวเอง กลายเป็นว่าเริ่มกระเถิบมาร่วมงานกับน้อง เพื่อที่จะได้มาสนุกกัน แล้วเราก็รู้สึกว่าสุดท้ายอยากได้งานที่มันเป็น Scrubb หมายถึงว่าเป็นพื้นที่ตรงกลางจริง มีผม พี่บอล พี่ฟั่น แล้วมีใครมารุม แล้วเราก็ได้งานที่แต่ละคนเห็นใกล้ กัน สนุกตรงนี้มากกว่า มันเป็นเหมือนงานกลุ่มที่เริ่มรับส่งกันเข้าที่เข้าทาง พอใครจะมา join พี่บอลก็จะมีรูปแบบให้เขาเข้ามาเจือโดยที่เรายังไม่เสียตัวตนอะไรของเราไป สนุกดีครับ

บอล: คิดว่าอยากจะมีเกสต์นะแต่ไม่กล้าคิดว่าใครจะยอมมาร้องกับเราวะ ก็ไปเจอวินหลังเวทีคอนเสิร์ต อัพเดตสารทุกข์สุขดิบกัน นี่ก็คุยเล่นแลกเพลงกันยืนอยู่คนละห้องยังไม่รู้ตัว แต่เราคุยกับวินก็คิดว่าเออ เจอละ วินเองก็ไม่ได้มีผลงาน official มานานมาก พอได้คุยก็รู้ว่าวินกำลังจะมีเพลงเหมือนกัน พี่ก็กำลังจะปิดอัลบั้มแล้วว่ะ อยากได้เกสต์สักคน ก็รู้สึกว่าเราเจอกันตามอีเวนต์ที่ไปเล่นดนตรีด้วยกันแต่ยังไม่เคยทำอะไรด้วยกันจริง จัง เลย วินเองก็รู้สึกว่ากำลังจะทำงาน ก็อยากจะอุ่นเครื่อง (เมื่อย: เหมือนก็พร้อมพอดี) มันไม่ได้ฝืน ไม่ได้มีใครพยายามจะทำอะไร เป็นช่วงเวลาที่มาเจอกัน แล้วทั้งสองคนต่างมีไอเดียบางอย่างอยู่ ก็ลองเอาเขามาเล่นกับเรา แทบจะตกลงกันในวันนั้นเลย เหมือนเคมีมันได้ ก็เป็นเพื่อนเป็นน้องคนนึงที่มันอยู่ในวงจรชีวิตการทำงานที่เจอแล้วก็แยกย้ายกันไป พอถึงเวลามาเจอกันอีกมันก็ต่อติด ไม่ต้องเท้าความกันมาก พอมันมาร้องก็ได้แบบที่เราคิด คือถูกต้องในแบบที่เพลงควรจะเป็น (เมื่อย: เก่งกาจ) แล้วก็ช่วยอัพบรรยากาศของเพลง

เมื่อย: มิติเพลง ความรู้สึกของเพลงมันเปลี่ยนไปเลย จากที่เคยเจอแต่เสียงโมโนโทนแบบผม มันชัดเจนดีครับ แล้วก็ทำให้มันไม่เลี่ยนอะ นี่พอเจอแต่พวกเรา เสียงเดิม ก็ค่อนข้างแฮปปี้กับแทร็คนี้ (FJZ: วินเขาอิมโพรไวส์สไตล์เขาในนี้ด้วยเหมือนกันนะ) จริง มีเยอะกว่านั้นอีกนะ แต่เลือกออก

บอล: เขาก็ร้องของเขาไป เราก็ต้องมานั่งจับ ซึ่งจริง มันได้หมดเลย (เมื่อย: โคตรวินเลย) วินร้องสองเทคด้วยครับ เป็นทริค วอร์มเทคนึง แล้วอีกเทคนึงก็ได้เลย ก็ลองร้องอีกเทค จริง ได้ตั้งแต่เทคที่สองแล้ว

เมื่อย: ผมซัดไปสองเดือน เดือนละรอบ (บอล: วินมา 15 นาที เมื่อยอยู่อีก 5 ชั่วโมง (หัวเราะ)) ร้องโคตรดีอะ แทบจะยกเพลงให้ มาตรฐานเขาสูงเนอะ

บอล: แล้วตอนที่ให้ร้องเทคแรกก็ร้องมาทั้งเพลงมาก่อนเลย โคตรดีเลย เกือบจะรื้อทำเพลงใหม่แล้ว

การได้ทำงานกับรุ่นน้องเยอะ ได้แชร์ประสบการณ์อะไรบ้างหรือเปล่า

บอล: ยุคนี้ผมกล้าบอกเลยว่าอย่าดูถูกพลังเยาวชน ถ้าสังเกตนะเราจะเจอคนที่มันยังไม่ 20 ดีหรือ 20 ต้น ที่มันทำงานระดับประเทศแล้วนะ ยกตัวอย่างใกล้ตัว ทอยอายุ 22 มือกลองทอยชื่อเซฟ ได้ที่ 2 ประกวดมือกลองประเทศไทยตอนอายุ 18 แล้วเราก็เจอผู้กำกับที่เก่ง อายุ 23, 25 เราเจอคนที่อายุน้อยลงในทุกสาขาเต็มไปหมด เพราะสิบปีที่ผ่านมาเราเจอเด็กที่เขาอยากรู้อะไร เขาก็เข้าอินเทอร์เน็ต มีครูเป็น Google YouTube ที่ถ้าจับทางได้ว่าชอบอะไรและอยากจะเรียนรู้ตั้งแต่ตอนนั้น เด็ก 10 ขวบเขาได้เริ่มทำอะไรที่เขาสนใจมาแล้ว เพราะงั้นเด็ก 20 ก็เท่ากับว่าได้ฝึกในสิ่งที่ตัวเองชอบมาในระยะเวลาสิบปีแล้ว อันนี้เป็นผลลัพธ์ธรรมดาเลยที่จะเก่งอยู่แล้ว เราตัดเรื่องวัยไปก่อนได้เลยถ้าเราจะดูถูกความสามารถของเด็กยุคนี้ เราจะเป็นผู้ใหญ่ที่พลาดมาก แล้วเด็กพวกนี้ไม่ห่วงเรื่องรายได้ การเลี้ยงชีพ แต่ในวัยนี้เขายังต้องเรียน ต้องทำงาน ไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษเขาไม่ต้องการเงิน แค่ต้องการแสดงออกให้คนเห็นว่าเขาโตกับอะไรมา แล้วอยากนำเสนออะไร เขาก็แสดงศักยภาพสูงมาก มันเลยเข้าไปส่งเสริมความคิดอีกว่าผมเป็นคนชอบทำงานกับคนรุ่นใหม่เสมอ มันเป็นโหมดนึงที่ทำให้เราไม่ได้แก่แล้วแก่เลยจนเกินไป ยังทำให้เราโอเคกับเด็กที่แชร์อะไรบางอย่างเข้ามา เราก็มีเรื่องบางเรื่องที่เราเคยโตมาแบบนี้ แล้วเจอมาแบบนี้ เราก็เล่าให้เขาฟัง เป็นการเบลนด์กันของคนแต่ละยุค สนุกกว่าวัยเดียวกันอยู่กันทั้งแก๊ง ถ้าอย่างนั้นก็จะแบบ ‘เด็กสมัยนี้โน่นนั่นนี่’ เด็กเองก็อาจจะ ‘ลุงพวกนั้นแม่งเชยชิบหายละยังมาด่ากูอีก’ เราก็ไม่รู้ว่าเราจะเป็นแบบนั้นกันไปทำไม ก็เลยจับเข้ามาอยู่กลุ่มเดียวกันเลย แล้วเราก็เชื่อว่าคนก็จะมีประสบการณ์ในยุคของตัวเองที่ไม่เหมือนกัน แต่ว่าถ้ามันรวมกันได้ผมว่าพลังงานมันสูง มันน่าสนใจ แล้วเราก็เห็นผลลัพธ์จากองค์กรที่ผมอยู่ วงที่เราอยู่ มีคนวัยผม พี่ซาวด์เอนจิเนียร์ที่เก่งมาก ทำงานมานานมาก แต่เขาเป็นคนที่ฟังเด็ก มาจนน้องเด็กสุดมือกลองคนล่าสุดของผมเขาเรียนอยู่ปีสาม แต่ตีแบบปีศาจแล้ว มันได้แชร์ทุกอย่าง

เคยดูทีเซอร์คอนเสิร์ตแล้วมีประโยคที่ว่า 18 ปีที่แล้วคุณคงสงสัยว่าเด็กแว่นสองคนนี้คือใคร ทำให้นึกถึงตอนได้คุยกับ ทวน Day Tripper เล่าให้ฟังว่าช่วงที่ทำเพลงแรก บอลต้องเข้ามานอนที่สนามหลวง

บอล: พี่เป็นเด็กต่างจังหวัด ความยากของพี่คือถ้าวันไหนที่พี่เข้ามาแล้ว แน่นอนเรายังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งในกรุงเทพ เรายังต้องไปกลับอยู่ นครปฐมก็ไม่ได้ไกลมากแต่ข้อจำกัดคือรถคันสุดท้ายที่จะกลับนครปฐมคือ 5 ทุ่ม 15 ถ้าพี่มาช้ากว่านั้นหรือวันศุกร์รถติดในเมืองเนี่ยนะ รถที่จะไปสายใต้มันก็จะหมดเหมือนกัน พี่คำนวณมาแล้วว่าจะต้องไปต่อรถเมล์ไปสายใต้ก็ไม่ทัน อยู่แถวนั้นก่อน รอรถเมล์พาเราไปสายใต้ เพราะรถเมล์คันแรกจะมาอีกทีช่วงนั้น ตีสองอีกสามชั่วโมงก็เช้ามืดละ ก็นั่งกอดเป้ ฟังวอล์กแมนอยู่สนามหลวง ดูคน นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ได้อีกบรรยากาศนึง นั่ง อยู่ก็เจอโฮมเลสมาบอกว่าลุก ที่กูเขาจะนอน เราก็ต้องลุกไปหาที่อื่น วัยนั้นมันลำบากไหมก็ลำบากแต่เราไม่ได้รู้สึกว่าเดือดร้อน ค่อนข้างสนุก ถ้าไม่ไหวจริง หรือมีตังหน่อยก็เข้าข้าวสาร เดินเล่นดูแสงสีเสียงรอเช้ามืดค่อยกลับ มีเพื่อนอีกคนนึงอยู่กาญโหดกว่า ไม่งั้นต้องแชร์กันคนละ 40 บาท มีเกสต์เฮาส์ที่เป็นห้องน้ำรวม แล้วห้องมันจะไซส์แค่หนึ่งคน (FJZ: แสดงว่าทำบ่อย) โห เรื่อย ๆ ครับ คือคุ้นเคยอะ ช่วงนั้นข้าวสาร สนามหลวง ถิ่นพี่ สายใต้กลางคืนนี่ผมไม่ค่อยกล้า ตอนนั้นต้องนั่งกอดเป้อะ เพราะสายใต้มันคนหลากหลายประเภทมาก เป็นธรรมดาที่สถานีขนส่งที่ก็มีมิจฉาชีพ คุณไม่สามารถนั่งเฉย ได้เพราะคนมันจะไปที่ไหนกันบ้างก็ไม่รู้ รู้สึกไม่ปลอดภัยไปหน่อย เขาอาจจะมาจี้เลยก็ได้ แต่สนามหลวงมันเป็นที่ที่พอจะมีคน เกิดอะไรขึ้นเราก็ตะโกนได้เลย

มีวีรกรรมสมัยเริ่มทำเพลงอะไรอีกไหม

บอล: เมื่อยเคยแบบกลัวตื่นมาไม่ทันเล่น ถือเป้มาเสร็จสรรพแล้วมานอนรอหน้าห้าง ตอนนั้นเหมือนที่เล่นคือในสยาม

เมื่อย: เซฟไงเซฟ เรากลัวถ้าเดี๋ยวยังไง เราก็มาดักไว้ก่อน ดักเพื่อนไว้ก่อน

คิดว่าตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา แต่ละคนเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง

บอล: ที่เปลี่ยนเยอะเรื่องแรกน่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ เรื่องร่างกาย เดี๋ยวนี้คุยกันเรื่องแพ็คเกจตรวจร่างกาย เรื่องกายภาพ

เมื่อย:เฮ้ย คอเลสเตอรอลเป็นไงอะไรแบบนี้ ผมไปเจอหมอเกี่ยวกับกล้ามเนื้อเฮ้ยพี่บอล ผมว่าอันนี้ดีว่ะแล้วทำหน้าเชื่อมั่น คุยเหมือนแต่ก่อนตอนได้เอฟเฟกต์มา (บอล: แต่ตอนนี้อวดหมอกันแล้ว (หัวเราะ)) เมื่อย: แต่ก่อนเป็นแบบนักดนตรีคนนี้เจ๋งนี่หมอคนนี้!

บอล: แพ็กเกจสุขภาพใครถูกกว่า (หัวเราะ) ลองอาหารคลีนเจ้านี้ยังมึง โซเดียมต่ำ อะไรแบบนี้ เออ ส่วนเรื่องวิธีคิดก็แน่นอนเป็นธรรมดามันไม่มีใครเหมือนเดิมอยู่แล้วครับ แต่ไปในทางไหนมากกว่า ก็เข้าใจอะไรมากขึ้น เรื่องบางเรื่องที่เคยยอมรับไม่ได้ก็ยอมรับง่ายขึ้น (เมื่อย: ตีโพยตีพายอะไรเกินจำเป็น อะไรแบบนี้)

บอล: ไม่ตัดสินใจอะไรเร็วเท่าที่ตา หู รู้สึกอะครับ เมื่อก่อนเราก็จะแบบ รู้สึกกับมันแล้วก็ตอบโต้ออกไปไว แสดงออกต่อความรู้สึกนั้นไว แต่เดี๋ยวนี้เวลาเรารับอะไรเข้ามาเราก็จะมีเวลาคิดกับมันได้มากขึ้นก่อนที่จะสรุปหรือถ่ายทอดอะไรกลับไป หรือให้ความเห็นอะไรกลับไป ตัดสินอะไรช้าลง แล้วก็ที่เห็นชัดเลยคือผมจะไม่ฟังอะไรข้างเดียว เวลาเจอปัญหา เจอวิกฤตอะไรเข้ามาจากข้างหนึ่งอะ เดี๋ยวนี้สิ่งที่จะทำคือผมจะเดินไปหา ขอความเห็นจากคนที่อยู่อีกข้างนึงของเขาเลยก่อน แล้วฟังทั้งสองข้างว่าแต่ละคนเล่าแบบไหน ซึ่งแน่นอน ร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ผมเจอมาคือ สองฝ่ายเล่าไม่เหมือนกัน สุดท้ายเราค่อยเอามาคิดว่าความน่าจะเป็นเนี่ย มันน่าจะมาจากอะไร ซึ่งเรื่องง่ายสุดที่จะเจอก็คือ อ๋อ มึงเข้าใจผิดกัน มึงอะไม่ได้คุยกันแล้วมึงก็ต่างคนต่างคิดกันไปเอง สุดท้ายผมว่าทุกปัญหามันไม่ได้มีอะไรน่ากลัวถ้าการสื่อสารมันเกิด แต่ปัญหาที่มันเกิดหรือที่มันช้าไปเกินที่จะเยียวยาอะ ส่วนมากที่ผมเจอมันมาจากการที่ทั้งสองฝ่ายต่างเอาไปคิดเอง แล้วไม่ได้ยกขึ้นมาคุยกันจริง ว่าประเด็นจริง มันคืออะไร คนเราคิดไม่เหมือนกันอยู่แล้ว นี่คือสิ่งที่เราได้เจอ และแน่นอน เราก็เป็นคนฝั่งใดฝั่งหนึ่งมาก่อน มันก็เกิดความเสียหายต่อตัวเอง ต่อคนรอบข้างมาเยอะ บางอย่างก็เสียหายน้อย บางอย่างก็เสียหายมาก ซึ่งทุกวันนี้สิ่งที่พยายามจะไม่ทำคือ เวลาเจอปัญหาอะไรขึ้นมา เราจะพยายามไปหาสาเหตุจากทั้งสองฝ่ายว่าต้นเหตุมันคืออะไรแล้วค่อยมาคิดว่ามันควรจะไปแบบไหน แก้แบบไหน ถ้ามันแก้ไม่ได้ก็ต้องเข้าใจว่าเพราะอะไรมันถึงแก้ไม่ได้ แต่ผมจะไม่พยายามตอบโต้เลย หรือตัดสินใจกับเรื่องอะไรเลยเกินไป

เมื่อย: ก็ใจเย็นขึ้นครับ แล้วก็อย่างที่พี่บอลบอกผมก็เป็น คือไม่ตอบสนองอะไรเร็วไป แบบไม่รีบตัดสิน แม้กระทั่งเราเจอเพื่อนใหม่ก็ไม่ต้องไปรีบตัดสินเขา ดูก่อน เช็กก่อน แล้วก็ไม่ค่อยโวยวายแล้วเดี๋ยวนี้ เก็บไว้ในใจมากกว่า แล้วก็อดทนเก่งขึ้น สุดท้ายเหมือนมันจะแยกประเภทได้มากขึ้น อันไหนเป็นเรื่องส่วนตัว อันไหนเป็นเรื่องส่วนรวม วิธีการที่เราจะทำงานร่วมกับเพื่อน โดยดี ประมาณนั้นมากกว่า ถ้าเป็นเรื่องเพลงก็ทำไปเรื่อย ไม่ทำ Scrubb ผมก็ทำนู่นทำนี่ไปเรื่อยอยู่แล้ว อยากมีอีเวนต์ที่เราอยากให้เป็นยังไงก็พยายามทำ ก็ยังเป็นคนชอบหาเรื่องใส่ตัวอยู่ แต่รอบคอบมากขึ้นแล้ว พยายามปรึกษาพี่บอลมากขึ้น ไม่บุ่มบ่ามแล้ว เพราะว่าเอาจริง ยิ่งอายุมาก ถ้าคนบอกว่ามันเสี่ยงได้น้อยขึ้น ผมว่ามันน่าจะเป็นการเสี่ยงเรื่องเวลามากกว่า สมมติ 24 ชั่วโมง เราควรจะเสียเวลาไปกับอะไร มันเป็นประมาณนี้มากกว่า หรือเหลืออีกชั่วโมงจะให้ใครดีวะ จะเอาไปซ้อมดนตรี หรือเอาไปไร้สาระ เอาไปทำอะไรดี เพราะว่าอย่างตอนนี้เริ่มดูแลสุขภาพละ ไม่ใช่แบบว่าดันทำไปเรื่อย จนง่วง ต้องหาเวลานอน วันนึงมันก็จะจำกัด สิบกว่าชั่วโมง ทำอะไรดีวะให้มันคุ้มค่า ตื่นไปจะได้ไม่พารานอยด์ พยายามทำงาน พักผ่อน แล้วก็ไร้สาระบ้าง แต่ว่าก็พยายามให้มันเท่า กัน ไม่มากไม่น้อยไป ยากเหมือนกันครับ แต่ว่าค่อย ปรับปรุงไปมันก็จะดีขึ้นเรื่อย

Scrubb 18 ปี ตอนนี้ก็น่าจะเป็นประมาณเด็กวัยรุ่นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อแล้ว คิดว่าโตไปจะเป็นผู้ใหญ่แบบไหน

บอล: Scrubb หรอ ก็น่าจะรู้กาลเทศะมากขึ้น (หัวเราะ) ผมเชื่อว่าไอ้ตัวนี้เด็ก น่าจะไม่ค่อยรู้กาลเทศะเท่าไหร่พอสมควร (เมื่อย: บ้า บอ ) แต่ก็ถือว่าเป็นเด็กที่โชคดี ที่โตมาในสังคมที่ได้ทำอะไรในสิ่งที่ตัวเองชอบ แล้วก็ถ้าเทียบในแง่ทักษะก็ถือว่า ไม่ได้เก่งเท่าคนอื่นในเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันอะครับ แต่โชคดีที่มีสังคมที่ดีคอยช่วยเหลือ คอยขัดเกลา เรื่องผิดพลาดอะไรก็ยังมีโอกาสได้ปรับปรุงแก้ไข มันก็ยังมีคนให้โอกาส ได้โตจนมาถึงเท่าเนี้ย คิดว่ามันคงเจ็บมาเยอะละ (หัวเราะ) คงจะคิดอะไรได้มากขึ้น แต่ก็คงยังซนอยู่นะผมว่า ก็ยังจะมีความแบบแอบดื้อเงียบนิดนึงอะในบางเรื่องนะ เข้าใจอะไรมากขึ้น ทำงานกับคนอื่นได้มากขึ้น

คิดว่ามีอะไรที่คนโตแล้วแต่ก็ไม่ควรทำอยู่ดี เพราะในนี้บอกว่าโตแล้วทำอะไรก็ได้ แต่จริง ก็มีเรื่องที่ไม่ควรทำแหละ

เมื่อย: โหย ทำไปเหอะ (หัวเราะ) ทำไปก่อนอะ ถ้ามันไม่เดือดร้อนคนอื่นมากจนเกินไปนะ ทำไปเหอะ ผมจะชอบส่งเสริมให้ทำมากกว่าแต่ว่าก็อย่างที่บอก เซฟ ไว้นิดนึง ผมจะเป็นฝั่งยุให้ทำมากกว่า

บอล: ของพี่เป็นเรื่องความซื่อสัตย์มากกว่า คือเราโตมาเราเชื่อว่า ถึงคุณนิสัยไม่ดี เป็นคนไม่ดีอะไรก็แล้วแต่ ทุกอย่างมันเติบโตมาไม่เหมือนกันแล้วสุดท้ายถ้าเราอยู่ร่วมกันได้ มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ว่าสิ่งที่เราเคยเจอมาพอเรื่องความซื่อสัตย์ต่อกันโดยเฉพาะเรื่องเงิน ทอง หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เราเคยเจอ มันก็เคยเจอปัญหาเรื่องนั้นมานะ ต่อให้เราเจอว่าความไม่ซื่อสัตย์นั้นมันเกิดขึ้นอะ เราก็เคยให้อภัยนะ มันให้อภัยได้ แต่เรื่องนึงที่มันหายไปเลยแล้วมันกู้ยากมาก มันคือความไว้เนื้อเชื่อใจ หลาย ครั้งมันเป็นอย่างนั้น คืออย่างเคยทำงานกับลูกน้องอะไรมา ก็บังเอิญโดยความจำเป็นหรือภาระอะไรก็แล้วแต่ ทำให้เขาแบบชั่ววูบไป สุดท้ายเราก็มานั่งคุยกันตรง ว่า เฮ้ยเราไม่โกรธนะ เราให้อภัยได้ แล้วเราก็ยังเป็นพี่น้องกัน แต่ในฐานะผู้ร่วมงาน ความไว้เนื้อเชื่อใจมันกู้ยากนิดนึง แล้วในความรับผิดชอบ ในบทของการร่วมงานกันบางอย่างมันจำเป็นต้องสิ้นสุดลงไปโดยปริยาย เพราะงั้นเราเป็นพี่น้องกันดีกว่า อะไรแบบนี้ ผมว่า นิสัยไม่ดีหรืออะไรพวกนี้มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เกินรับได้ ก็คนมันร้อยพ่อพันแม่ ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

เมื่อย: อย่างเราสองคนเอาจริง ผมจะเรียกว่า ‘คนชั่ว’ ละกัน จะใช้คำว่า เราไม่ต้องไปตัดสินเขาหรอก แล้วยิ่งเป็นตอนเรียน เขาก็จะพูดกันว่า เดี๋ยวสังคมก็ลงโทษมันเองแหละ แล้วมันก็เป็นจริง นะเราเห็น เพื่อน หรือใครก็ตามที่ไม่ซื่อสัตย์ หรือคิดอะไรที่แบบแปลก พอในระยะเวลานึงเขาก็จะเดินทางออกไปจากพวกเราเอง แต่เราก็คงต้องดูแลตัวเองกันดี ด้วย มองกันให้ขาดว่าใครเป็นยังไง กลับไปอย่างที่บอก ยิ่งโตยิ่งไม่อยากเสียเวลาเยอะ อย่างผมส่วนตัวยังเคยตั้งปณิธานเลยว่า เลิกคบเพื่อนใหม่ดีกว่า ปวดหัว ดูแลแต่เพื่อนเดิม เพราะว่าบางทีเรายิ่งโตขึ้น เวลาผิดหวังอะไรมันจะเซ็งนะ อะไรแบบนี้มากกว่า ก็ซื่อสัตย์ไปน่าจะดีที่สุด ทำอะไรก็คิดยาว ว่าเดี๋ยวก็ต้องเจอเขาอีกนะ มึงจะไปพูดอะไรหรือทำอะไร มันไม่มีใครหายไปเลยนะ

วันที่ 1 กันยานี้ มีอะไรฝากถึงแฟน ที่ซื้อบัตรไปแล้วบ้าง

บอล: ก็ขอบคุณทุกคนมากนะฮะ ถ้าเราทำอะไรผิดพลาดไปก็ขอโทษตรงนี้ไว้ก่อนเลยแล้วกันเนอะ (หัวเราะ) ถือว่าให้อภัยกันอะไรแบบนี้ แต่ก็ตั้งใจซ้อมเต็มที่ ตอนนี้เราก็หยุดงานมาสองเดือนเพื่อที่จะซ้อม ทบทวน (เมื่อย: อย่างเข้มงวด) แล้วก็ทำให้มันออกมาดีที่สุดเท่าที่เราจะนำเสนอมันออกมาได้ เราเชื่อว่าถ้าคุณเคยโตมาด้วยกันกับเรา น่าจะมีประสบการณ์ดี ซึ่งกันและกัน น่าจะแบบได้ย้อนนึกถึงวันเก่า แล้วก็ได้เห็นเราในวันนี้ว่าเราเป็นยังไงกันบ้าง ได้ทักทาย ได้คุยกัน อยากให้ทุกคนไปมีความสุขสนุกกันในคอนเสิร์ต แล้วก็อย่าลืมนะครับ เราก็กำลังตามหาบัตรอยู่ (หัวเราะ)

Facebook Comments

Next:


Montipa Virojpan

อิ๊ก เนิร์ดดนตรีที่เพิ่งกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนตอนอายุ 25 ชอบเดินเร็ว นอกจากขนมปังกับกาแฟดำแล้วก็สามารถกินไอศกรีมกับคราฟต์เบียร์แทนมื้อเช้าได้