Quick Read ตาดูหูฟัง

10 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงาน Camp G The X Gen ตอน Experience Design by Eyedropper Fill

     เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทีมงานฟังใจได้มีโอกาสไปเข้าร่วมเวิร์คชอปที่น่าสนใจมากๆ คือโครงการ Camp G The X Gen จัดโดย G Village Bangkok ที่รวมเอาศาสตร์ความรู้ต่าง ๆ ในเชิงสร้างสรรค์ ที่กำลังเป็นเทรนด์อยู่ในยุคปัจจุบันนี้ รวมถึงวิทยากรที่เป็นคนสอนนั้น บอกได้เลยว่าเป็นตัวจี๊ดของแต่ละสาขาวิชาเลย ซึ่งคอร์สที่เปิดให้เราได้เรียนรู้นั้นประกอบไปด้วย

  • We Will Doc You! ที่เกี่ยวกับการทำภาพยนตร์สารคดี  
  • The Film Master Craft ที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ภาพยนตร์
  • The Sound Creator ในเรื่องของการสร้างเสียงดนตรีและแต่งเพลง
  • Experience Design เกี่ยวกับการออกแบบประสบการณ์
  • The Acting Effect ว่าด้วยเรื่องทักษะ การแสดง และ
  • นิเวศวิทยาการสร้างสรรค์งาน 

เห็นแค่รายชื่อวิชา บวกกับ รายชื่อผู้สอน แค่นี้ก็การันตีได้เลยว่าจะเป็นคลาสที่เข้มข้นแน่นอน ซึ่งเราได้มีโอกาสไปเข้าร่วมในคลาส Experience Design ที่นักออกแบบมากฝีมือ Eyedropper Fill จะมาถ่ายทอดเรื่องราว และประสบการณ์ในการทำงานออกแบบเชิงสร้างสรรค์ เหมือนที่เคยมาสร้างภาพจำให้กับพวกเราชาวฟังใจในงาน Tiger Jam 2 เมื่อปี 2017 เราถึงอยากมาบอกต่อว่ามีอะไรบ้างที่เราได้เรียนรู้มาจากคลาสนี้ แล้วทำไมถึงอยากชวนให้ทุกคนไปลองเรียนกัน!

10 สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงาน Camp G The X Gen ตอน Experience Design by Eyedropper Fill

1. ทำความรู้จักกับ Experience Design หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำนี้ผ่านหูมาบ้าง แต่ยังไม่คุ้นเคยนัก ซึ่ง Experience Design หมายถึงการออกแบบประสบการณ์ให้กับสิ่งต่าง ๆ เป็นการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ไม่ใช่เพียงการให้ข้อมูลทางเดียว แต่เป็นการที่ผู้ชมนั้นได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน กระทำ มีประสบการณ์ร่วมไปกับชิ้นงานด้วย เพื่อสร้างให้เกิดภาพจำใหม่ ๆ ได้น่าสนใจมากกว่าเดิม

2. Experience กับ Marketing อยู่ร่วมกันได้ยังไง จากประสบการณ์ที่ถูกสร้างสรรค์ในงานออกแบบ เมื่อถูกนำมารวมกับการตลาดแล้ว ทำให้เกิดอะไรใหม่ขึ้นเยอะมาก เหมือนเวลาที่เราเห็นโฆษณาในทีวีดี ๆ สักตัวหนึ่ง การออกแบบงานในเชิงสามมิติก็เช่นเดียวกัน ทำให้เราเห็นภาพมากขึ้นว่าตอนนี้การทำการตลาดของแบรนด์ต่างๆ นั้นไม่ได้จำกัดแต่การขายของ การออกแบบเพื่อให้เกิดประสบการณ์ร่วมไปกับสิ่งที่แบรนด์ต้องการสื่อสารกลายมาเป็นแนวทางใหม่ในการแสดงออกที่น่าจะได้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ

3. ประสาทสัมผัสทั้งห้า ที่เราอาจจะมองข้ามไป มีการเวิร์คชอปย่อยที่เหมือนได้ทบทวนตัวเองว่าร่างกายของเรานั้นทำงานยังไง ประสาทสัมผัสต่าง ๆ มีความพิเศษที่ซ่อนอยู่ยังไง มีอะไรที่ส่งผลให้เกิดการรับรู้แบบไหนบ้าง จนทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าเราจะสามารถสร้างประสบการณ์ผ่านสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ยังไง

4. ทดลองประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัส เสียงเราได้ยินในช่วงความถี่ไหน กลิ่นบางกลิ่นสามารถสื่อถึงความทรงจำได้ รสชาติที่แสดงออกถึงภาพลักษณ์ของแต่ละคน หรือ แสงสีแบบไหนทำให้รู้สึกอย่างไร การทดลองสนุก ๆ ที่ทำให้เห็นว่าร่างกายหรือประสาทสัมผัสของเรานั้นซับซ้อน เป็นการเปิดหูเปิดของจริง

5. กว่าจะเป็นผลงานจริง พอเรื่องที่พูดถึงเป็นเรื่องที่ใหญ่ และ กว้างมาก ๆ จึงสำคัญที่จะต้องสร้างองค์ความรู้และพัฒนาให้เกิดความเข้าใจทั้งผู้ออกแบบเอง ลูกค้า รวมถึงผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมกับงานเพื่อให้เกิดภาพที่ทุกคนมองไปในทางเดียวกัน ซึ่งหากเกิดความเข้าใจเหล่านั้นแล้ว จากแนวความคิดจนเดินทางเป็นงานสร้างจริงนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป

6. เพราะลูกค้าไม่ได้มีอยู่แบบเดียว จากการแชร์ประสบการณ์ของ Eyedropper Fill วิธีคิดงาน Bangkok Design Week ที่ทำกับชุมชนน่าสนใจเอามาก ๆ คิดจากมุมมองคนอื่นที่อาจจะไม่ใช่นักออกแบบโดยตรงคือ คิดแทนชาวบ้านที่อยู่ในชุมชน ที่ไม่ใช่เพียงแต่การสร้างงานให้เกิดขึ้น แต่อยากให้พื้นที่นั้น ๆ เป็นการอยู่ร่วมกันของคนในท้องถิ่นและคนที่ไปเยือน โดยที่คนในพื้นที่นั้นเค้าไม่รู้สึกอึดอัดต้องหนีออกจากพื้นที่จัดแสดง แต่กลับทำให้เค้าอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้าที่เข้าาไปในพื้นที่ได้ โดยไม่เก้อเขิน

7. รายละเอียดเชิงลึกของการทำงานที่เราคิดไม่ถึง อีกงานที่น่าสนใจและมีดีเทลเยอะมากๆ ก็คือ โปรเจกต์ Behind The Star Experience ของ Heineken ที่เล่าเรื่องราวประวัติของแบรนด์ โดยดึง sense ที่ทุกคนมี ทำร่วมกับกิจกรรม ทั้งการดมกลิ่น ใช้จมูก ขณะที่ก็มีไฟ ทำให้ตาเห็นภาพไปพร้อมกัน รึ การจำลองตัวเองเป็น happy ยีสต์ ที่อยุ่ในบ่อบอล คือมันเป็นการคิดจากบทบาทสมมติที่ตัวเราเป็นสิ่งต่าง ๆ แล้วถ่ายทอดออกมา โดย user คือตัวเอกที่ได้ใช้ประสบการณ์มากกว่าที่จะให้ user ยืนมองจากข้างนอกเข้าไปในตัวงาน

8. เครื่องมือต่าง ๆ ที่ช่วยให้เราสร้างสรรค์งานได้ไม่รู้จบ เวลาเห็นงาน Interactive หลายคนคงสงสัยว่าเขาใช้วิธีไหนกัน ในคลาสนี้เขาก็ได้นำเครื่องมือต่าง ๆ มาให้เราได้ดู ได้ลองใช้ รวมถึงทำความเข้าใจเบื้องต้นในระบบต่างๆ ที่ทำให้เกิดขึ้นได้จริง อย่างเช่นอุปกรณ์ Leap Motion หรือ Kinect ที่ขนาดได้เห็นแค่ตัวอย่างยังทำให้รู้สึกตื่นตาไปด้วย เป็นความรู้ใหม่อีกแขนงนึงที่ซับซ้อนแต่น่าสนใจมาก ๆ

9. ความสนุกสนานตลอด 2 วันของการเรียน พอพูดถึงการเรียน เข้าใจว่าคนส่วนใหญ่จะมองว่าน่าเบื่อหรือเครียดแน่ ๆ แต่ไม่ใช่กับคลาสนี้เลย เพราะตลอดช่วงเวลาทั้ง 2 วัน นอกจากความรู้ที่เราได้รับแล้ว ยังมีความสนุกสนานสอดแทรกอยู่ตลอด ด้วยความเป็นกันเองของวิทยากรและบรรยากาศที่เปิดกว้างในการพูดคุย ทำให้เรารู้สึกตื่นตัวและสนุกสนานตลอดเวลา

10. ได้ความรู้ที่มากกว่าในบทเรียน คลาสที่นี่นั้นไม่ใช่เพียงแค่การมาเรียนแล้วจดเลคเชอร์กลับไปแต่เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันกับทั้งวิทยากรและผู้ที่มาเรียนที่มาจากหลากสาขาอาชีพ ทำให้เกิดองค์ความรู้ที่หลากหลายและน่าสนใจเป็นอย่างมาก เหมือนทุกคนในวันนั้นได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันเลย

จริงๆ แล้วยังมีรายละเอียดอีกมากที่ได้เรียนรู้จาก Camp G The X Gen ตอน Experience Design by Eyedropper Fill ซึ่งคลาสนี้จะจัดขึ้นอีกรอบในเดือนตุลาคม ถ้าใครสนใจว่าศาสตร์ในการออกแบบประสบการณ์จริง ๆ แล้วอย่างไรก็อยากจะเชิญชวนให้ไปลองเรียนรู้กัน ได้ยินมาจากทีมผู้สอน Eyedropper Fill ว่า คลาสรอบหน้าจะต้องเข้มข้นมากขึ้นไปอีก รับรองความรู้ ความตื่นเต้น ความสนุกได้เลย!
(ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/CampGAcademy/ ยังมีอีกหลายคลาสที่น่าสนใจ ลองเข้าไปดูกันได้)

Facebook Comments

Next: