Quick Read ตาดูหูฟัง

‘Captain Marvel Brought Me Here’ ขอกรี๊ดให้ความเท่จากยุค 90s ในหนังเรื่องนี้

  • Writer: Montipa Virojpan

Marvel ค่ายหนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ยักษ์ใหญ่ของอเมริกาที่ตีคู่มากับ DC Comics ได้ประกาศจะสร้างภาพยนตร์เรื่อง Captain Marvel ขึ้นเมื่อปี 2014 โดยตัวละครหลักของเรื่องจะไม่ใช่ Mar-Vell แต่เป็น Carol Danvers อดีตพลเรือนกองทัพอากาศสหรัฐ ที่หลังเกิดการระเบิดระหว่างร่วมปฏิบัติภารกิจกับ Mar-Vell ซึ่งเขาพยายามช่วยชีวิตแครอลด้วยการให้เธอซึมซับพลังงานมหาศาลจากอารยธรรมครีที่อยู่ในร่างของเขา และกลายมาเป็น ‘Ms. Marvel’ 

ต่อมาในปี 1977 แครอลมีหนังสือการ์ตูนที่ตัวเองแสดงนำครั้งแรก แต่จากความเคลื่อนไหวทางสิทธิสตรีที่มีความเข้มข้นขึ้น และทำให้เกิดข้อกังขาในการใช้คำว่า ‘miss’ นำหน้าและสุดท้ายก็ถูกนำออกไป ทำให้ทุกคนรู้จักแคโรล เดนเวอร์ส ในฐานะ Captain Marvel ที่เป็นผู้หญิง ซึ่งทางค่ายก็ยกให้เธอเป็นซูเปอร์ฮีโร่หญิงที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาลมาร์เวลด้วยนะ

จนมาถึง ‘Captain Marvel’ ฉบับภาพยนตร์ปี 2019 นี่ จาก teaser นี่ยอมรับว่าอยากดูมากเพราะเป็นการปูด้วยบรรยากาศเมืองลอสแอนเจลิสช่วงยุค 90s หรือมาดเท่ของกัปตันมาร์เวลตอนที่ยังเป็นแครอล เดนเวอร์ส ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกองทัพ ขับเครื่องบิน ใส่แจ๊กเก็ตหนัง แว่นทรง aviator คือเท่มาก รวมถึงการลำดับภาพนี่ก็รู้เลยนะคะว่าเรื่องนี้มาทางเฟมินิสต์แน่นอน และที่น่าจะถูกใจแฟน Marvel เพราะมีการปรากฏตัวของ Fury จาก ‘The Avengers’ ตอนยังอยู่หน่วย S.H.I.E.L.D. ที่มีผมและยังไม่ใส่ผ้าคาดตา และมีนักแสดงขวัญใจวัยรุ่นยุคนั้นอย่างพี่ Jude Law มาร่วมแสดงด้วย หรือถ้าใครได้เข้าไปดู official website ของหนัง โอ้โห นี่มัน interface เบราเซอร์รุ่น Windows 95 ชัด เรียกว่าครบองค์ที่หนังอยากจะปั้นความนอสตาลเจียยุค 90s เลยแหละ

Captain Marvel

แต่หลังจากที่ไปดูมาแล้วเนี่ย ใครที่คาดหวังว่ามันจะต้องมันกดดัน เครียด ขับเคี่ยว เบอร์นั้น อาจจะอกหักกันได้ เพราะมันมีความเป็นการ์ตูนมาก เช่นกันกับตอนดู ‘Wonder Woman’ ที่ตอนนั้นคาดหวังสุด เลยไม่คาดหวังแล้วกับเรื่องนี้ ก็เลยดูเอาเพลิน ขำ บันเทิงกับมุขที่ไม่คิดว่ามันจะเล่น ซึ่งสิ่งที่ทำให้เราชอบในเรื่องนี้ไม่ใช่พลอตที่ถือว่าค่อนข้างเบสิก (มาเพื่อเล่าที่มาที่ไปของตัวละครเพื่อปูเข้า ‘The Avengers: End Game’ เท่านั้นจริง ) แต่คือองค์ประกอบต่าง ในเรื่อง ที่เป็นการยั่วล้อและบูชาครูจากยุค 90s ในความคลาสสิกต่าง ของสมัยนั้น ตั้งแต่ซีนที่ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง ‘Top Gun’ ความช้าเฉื่อยของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตแบบที่ยังต้อง dial-up ร้านเกม arcade แฟชัน (ไอ้บ้า แครอลแต่งกรันจ์ ใส่เสื้อวง Nine Inch Nails และ Hearts ด้วย แย้ก) และที่สำคัญคือเพลงประกอบ!!!!

ช่วงหลังมานี้อย่างที่เราเคยเล่าไปใน ‘Spider Man: Into the Spider-Verse’ มาแล้วว่า Marvel ใช้เพลงเป็นหนึ่งในการ pre-pr โปรโมต และ post-pr หลังจากหนังฉายออกไป ซึ่งคนที่เข้าไปดูหนังก็จะมีความอู้อ้ากับซาวด์แทร็คต่าง และจะมาตามหาฟังทีหลัง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัดจาก ‘Guardians of the Galaxy: Awesome Mix Vol. 1’ ที่รวมเอาเพลงขึ้นหิ้งจากยุค 70s 80s มาใช้ในเรื่อง ซึ่งไอ้คนอย่างเรามันดันอินกับเพลงยุค 90s มากเป็นพิเศษเลยโดนเรื่องนี้ตกไปเต็ม ซึ่งเราก็จะได้ทั้งอัลเทอร์เนทิฟร็อก ป๊อป และฮิปฮอปโอลสคูล อันเป็น anthem ของสมัยนั้นทั้งนั้นเลย มีอะไรบ้าง มาดูกัน

เด็ดตั้งแต่ใน teaser เลยเอ้า

เกือบกรี๊ดแล้วตอนเพลงนี้ขึ้นมา สุดคลาสสิกของยุค 

สายดีว่า r&b ก็มีนะจ๊ะ

นี่ก็อีกค่ะ ตอนเสียงแม่เกว็นขึ้นมาคือแบบ อรั้ยยยย แล้วเพลงนี้โผล่มาในฉากต่อสู้ แปลกไปอีกแบบเด้อ

พ่อมาาาา อีกนิดนึงก็จะ sing along ไปกับเพลงนี้ แล้วเพลงก็เข้ากับเนื้อเรื่องที่กำลังดำเนินอยู่ตอนนั้นด้วย

ส่วนเพลงเหล่านี้โผล่มาตอน ending credit

ภาพยนตร์ ‘Captain Marvel’ เป็นการหยิบเส้นเรื่องจาก ‘The Avengers’ ตอน Kree–Skrull War (การต่อสู้ของเผ่าครีและเผ่าสครูล) มาขยายต่อ และมีการบิดพลอตจากคอมิกเรื่องหลักไปประมาณนึง จากการที่ตัวละครหลาย ตัวก็ถูกนำมาเล่าในรายละเอียดที่ต่างออกไป ซึ่งนี่อาจเป็นความตั้งใจหรือไม่ก็ได้ที่ทำให้เนื้อเรื่องมีความเฟมินิสต์ ตั้งแต่การเปลี่ยนตัวละคร Dr. Walter Lawson ผู้ชายสูงวัยที่แครอลให้ความเคารพนับถือและมองเป็นไอดอล ให้กลายมาเป็น Dr. Wendy Lawson นักวิทยาศาสตร์หญิงของกองทัพที่กำลังมีโครงการทดลองเพื่อมวลมนุษยชาติ หรือการให้มีตัวละครเพื่อนสนิทในกองทัพเป็นอดีตพลเรือนหญิงที่ลาออกมาเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว และการเล่าปัญหา sexual harrassment และการกดทับในแง่ต่าง ทั้งการถูก cat calling (แซว) การไม่ได้รับการยอมรับหรือกีดกันในการแสดงความสามารถ แต่ไม่ได้ออกมาในแบบที่สุดโต่งหรือเป็นการโจมตีใครมากจนเกินไป แต่ไม่ได้เข้มข้นเพราะอยากให้เข้าถึงง่ายกับทุกคน และต้องทำให้ kids friendly ในขณะเดียวกัน ซึ่งเนื้อเรื่องว่ากันตามตรงก็ถูกเอาไปปรับใช้กับคนได้ทุกเพศทุกวัย ว่าถึงแม้เราจะเป็นคนธรรมดา แต่ถ้าใจสู้และกล้าหาญซะอย่าง อะไรก็หยุดเราไม่ได้ ซึ่งนั่นสำคัญยิ่งกว่าการมีพลังพิเศษของเธอ

นักวิจารณ์หลาย มีความเห็นตรงกันว่าการได้ Annette Bening และ Jude Law ซึ่งเป็นนักแสดงที่มีความสามารถมาก มาอยู่ในเรื่อง แต่บทที่พวกเขาได้รับกลับเป็นตัวละครที่ไม่ได้มีความตื่นลึกหนาบางใด หรือ Brie Larson ที่รับบทนำ แต่น่าเสียดายว่าการแสดงของเธอก็ไม่ได้ใส่เต็มแบบตอนที่เล่นเรื่อง ‘Room’ ที่ทำให้หลายคนคาดหวังเธอไปแล้วในฐานะนักแสดงนำหญิงรางวัลออสการ์ ก็ต้องเข้าใจอะน้าว่าเรื่องมันคอมิกมาก ถ้าจะให้ intense ไปหมดทุกอย่างก็อาจจะหลุดเกินกรอบของหนังฮีโร่ PG-13 ไกลไปหน่อย (เว้น Spider-Verse ไว้เรื่อง อันนั้นคือเป็นความกลมกล่อมแบบถูกที่ถูกทาง แปลกใหม่เกินขนบการ์ตูนฮีโร่ แล้วสามารถเล่าแบบนั้นได้ด้วยเพราะมาในรูปแบบแอนิเมชัน) แต่สำหรับเรา แม้ลุคโดยรวมของเธอหลายคนอาจจะดูแล้วรู้สึกเด็กเกินไปในการเป็น Captain Marvel ที่ดูจะมีพลังเยอะที่สุดในทีม Avengers แต่แบ็คกราวด์ตัวละครที่ปูมาคือเธอต้องกะโหลกกะลา ไม่เป๊ะแบบนี้แหละ

มีเรื่องตลกอีกอย่างที่เพิ่งนึกขึ้นได้ที่รู้แล้วเหวอเลยเหมือนกัน เพราะ บรี ลาร์สัน เคยแสดงเป็น Envy Adams แฟนเก่าจอมเหวี่ยงและฟรอนต์วูแมนสุดเผ็ชของวง The Clash at Demonhead ในเรื่อง ‘Scott Pilgrim vs. the World’ อันนี้เลยรู้สึกว่าถูกต้องแล้วแหละที่เธอมาเล่นหนังที่มีซาวด์แทร็คเป็นเพลงร็อกประกอบอยู่เยอะแบบนี้ (ส่วนตัวสุด ๆ)

เอ้า หนังยังฉายอยู่ในโรง ใครเป็นแฟนซูเปอร์ฮีโร่คนนี้อยู่แล้วก็ไม่ควรพลาด ไปดูการตีความแบบ live action อีกรูปแบบหนึ่งที่ดูเพลิน แล้วก็สนุกดี มีเพลงที่อินโทรขึ้นมาแล้วต้องกรี๊ดหลายระลอก และอินกับองค์ประกอบสุดเท่ในยุคนั้นจนรู้สึกคิดถึง (เสียดายว่าน้อยไปหน่อย แต่ถ้ามากกว่านี้คงกลายเป็นหนังร็อกมิวสิคัลไปแทน) ที่สำคัญคือเราจะยังได้เห็น Stan Lee เป็น easter egg อยู่ในเรื่องนี้เหมือนเดิม แต่เขาจะออกมาในฉากไหนต้องไปลองดูกันนะ

Facebook Comments

Next:


Montipa Virojpan

อิ๊ก เนิร์ดดนตรีที่เพิ่งกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนตอนอายุ 25 ชอบเดินเร็ว นอกจากขนมปังกับกาแฟดำแล้วก็สามารถกินไอศกรีมกับคราฟต์เบียร์แทนมื้อเช้าได้