เขียนไข และ วานิช

Article Interview

ภาพพิมพ์ บทกวี และดนตรีโฟล์กซองของ ‘เขียนไข และ วานิช’

  • Writer: Piyakul Phusri
  • Photographer: Pattana Khunchuen

โฟล์กซองเป็นการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่ง ที่คุณจะทำอย่างไรให้สิ่งที่คุณสื่อเข้าถึงอารมณ์ของคนฟังได้จริง ๆ

เชียงใหม่…ปลายฝนต้นหนาว

เรานัดพบกับ เขียนไข และ วานิช ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อถึงเวลานัดหมาย หนุ่มร่างผอมถือกระเป๋ากีตาร์ก้าวลงมาจากรถกระบะ แววของความเหน็ดเหนื่อยจากการนั่งรถไปเล่นดนตรีที่อำเภอบนภูเขาแล้วกลับมายังตัวเมืองเชียงใหม่ปรากฏให้เห็นเล็กน้อยบนใบหน้า

เราเคยดูวงนี้เล่นสดประมาณ 3 ครั้ง บางครั้งเล่นคนเดียว บางครั้งมีสองคน แต่ไม่ว่างานไหน เราจะพบหนุ่มร่างผอมคนนี้กับกีตาร์โปร่งในทุกการแสดงของวง แต่เราก็เข้าใจของเราเองมาตลอดว่าวงนี้มีสมาชิกสองคน ‘เขียนไข’ คนหนึ่ง ‘วานิช’ อีกคนหนึ่ง จนเมื่อได้พบกัน เราถึงรู้ว่าจริง ๆ แล้ว วงนี้มีสมาชิกคนเดียวคือ โจ้ – สาโรจน์ ยอดยิ่ง หนุ่มเชียงใหม่วัย 26 ปี ผู้เป็นเจ้าของเนื้อร้อง ทำนอง กีตาร์ และร้องเพลงเองทั้งหมด

บทสนทนาที่เรียบง่าย ดูจะเป็นอะไรที่เหมาะสมกับทั้งตัวตน และ บทเพลงของ เขียนไข และ วานิช เป็นอย่างดี

โจ้ – สาโรจน์ ยอดยิ่ง หรือ เขียนไข และ วาณิช

จุดเริ่มต้นก่อนจะเป็น เขียนไข และ วานิช

ผมเริ่มเล่นดนตรีเมื่อ 8 ปีก่อน ตอนประมาณเรียน ปวช. ปี 2 และเริ่มมาใช้ชื่อ เขียนไข และ วานิช ตอนเรียน ปวช. ปี 3 เริ่มแรกจากการเขียนเพลงตอนยังฝึกงานอยู่ที่แกลเลอรี่เขียนรูปที่บ้านถวาย (หมู่บ้านหัตถกรรมในอำเภอหางดง) ก็แต่งเพลงแล้วเอามาเล่นสู่กันฟังที่แกลเลอรี่ แต่ก็หยุดเล่นไปพักหนึ่ง เพราะคิดว่าทำเล่น ๆ เฉย ๆ แล้วมันมีช่วงที่วงอิสญาที่เป็นเพื่อนกันเขาฟอร์มวง มันได้ไปเล่นงานที่กรุงเทพ ฯ ผมเลยต้องไปเล่นดนตรีแทนมันที่ร้าน 7 Pounds ซึ่งเป็นร้านที่ให้นักดนตรีต้องเล่นเฉพาะเพลงที่แต่งเอง เพื่อนเห็นว่าผมมีเพลงที่แต่งเองก็เลยให้ไปเล่นแทน หลังจากนั้นเจ้าของร้านเขาก็ชอบ เลยได้เริ่มเล่นที่นั่น แล้วก็แต่งเพลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งตอนนั้นยังใช้ชื่อจริงในการเล่นดนตรีอยู่

‘เขียนไข และ วานิช’ คืออะไร

มันเป็นเทคนิคในการสกรีนตะแกรงไหม (silk screen) ของสาขาภาพพิมพ์ คือเราคิดไปคิดมา รู้สึกว่ามันต้องมีนามปากกามั้ยวะ แล้วกำลังทำเทคนิคนี้ส่งอาจารย์พอดี ก็เลยคิดว่าเอาชื่อนี้ดีกว่า

ทำไมถึงแต่งเองร้องเอง

มันเริ่มจากการได้ไปเที่ยว ได้เดินทาง แล้วก็ได้เห็นชีวิตหลาย ๆ คน เห็นชีวิตตัวเองด้วย ก็เลยเขียน จริง ๆ เหมือนจะเขียนเรียงความ เขียนบทกวี แต่พอดีเราเล่นกีต้าร์ได้ด้วยก็เลยใส่คอร์ดให้มัน

ชอบงานเขียนของใครเป็นพิเศษ

ชอบงานของ ‘อ้ายแสงดาว ศรัทธามั่น’ ‘นายไปรษณีย์’ พวกนี้ครับ แล้วก็งานของ ‘แดนอรัญ แสงทอง’ พวกงานจม ๆ ดาร์ก ๆ แต่ไม่ค่อยอ่านงานโรแมนติกเท่าไหร่

แล้วทางด้านดนตรี ชอบงานของใครบ้าง

มีพี่โก๋ บราวน์เฮ้าส์ แกเล่นที่ร้านตะวันแดงฯ ตั้งแต่ผมเป็นละอ่อนและเป็นคนสอนวาดรูป สอนแต่งเพลง สอนเรื่องคอร์ดพวกนี้ให้ แล้วก็มีพี่เอ้—รงค์ สุภารัตน์ น้าอารักษ์ อาภากาศ พล Wild Seed ผมชอบเปิดเพลงพวกนี้ฟังตอนเขียนรูป เลยลองทำเพลงแบบนี้ดูบ้าง รู้สึกว่ามันง่ายดี มันสะดวก ไม่ซับซ้อน เพราะผมไม่เก่งเรื่องคอร์ด เมโลดี้ โซโล่ พวกนี้ไม่เก่งเลย

โจ้ – สาโรจน์ ยอดยิ่ง หรือ เขียนไข และ วาณิช 2

สิ่งที่ เขียนไข และ วานิช ให้ความสำคัญในเพลงคืออะไร

เนื้อหาครับ ผมชอบแต่งเล่นคำ เล่นสัมผัส พูดอ้อม ๆ เปรียบเทียบอย่างหนึ่ง แต่มีความหมายอีกอย่างหนึ่งบ้าง เรื่องเกี่ยวกับชีวิตบ้าง

จากเพลงที่แต่งเองร้องเอง ตอนนี้เริ่มมีคนรู้จักเยอะขึ้น รู้สึกอย่างไรบ้าง

เริ่มงงตัวเองเหมือนกันครับ อยู่ดี ๆ ก็โผล่มาเฉยเลย ก็รู้สึกดีใจที่มีคนฟังเพลงเรา แต่เพลงมันก็ทำงานของมันมาเองตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว จนตอนนี้เข้าปีที่ 9 มาเห็นผลตอนนี้ก็ใช้เวลานานเหมือนกัน ก็ดีใจที่คนเขากลับมาฟัง ไล่รื้อฟังใน Soundcloud

เพลงของ เขียนไข และ วานิช ส่วนใหญ่จะพูดถึงห้วงความคิดคำนึง การรอคอยอะไรบางอย่าง ไม่ค่อยมีเพลงรักแบบว่าเรารักกัน ในมุมของคนแต่งคนร้อง สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความคิดของเพลงเหล่านี้คืออะไร

มันน่าจะเกี่ยวกับชีวิตของผม คือจะชอบเขียนอะไรดิ่ง ๆ ดีพ ๆ ไม่ค่อยมีเพลงเร็วหรือเพลงที่มันจรรโลงอ่ะครับ (หัวเราะ) มีแต่เพลงที่มันจม ๆ การเดินทางก็มีส่วนในการทำเพลงมาก เพราะเป็นคนชอบเดินทาง ฝั่งอีสานนี่ไปบ่อยเลย หลายเพลงก็มาจากการเดินทาง ไปเจอเรื่องราวของคนนั้นคนนี้ ก็เอามาเขียน

ทำไมถึงไปอีสานบ่อย

เป็นที่แรกที่ผมได้เล่นทัวร์ครับ ตอนนั้นไปกับสายโฟล์กเชียงใหม่ ที่แรกที่ไปคือบุรีรัมย์ ส่วนมากคนจะรู้จักผมก็ที่อีสาน ซึ่งเยอะกว่าที่เชียงใหม่อีก บ้านตัวเองนี่ไม่มีใครรู้จักเลย กลายเป็นคนที่อื่นรู้จักเรา

จริง ๆ วงการศิลปินในเชียงใหม่ก็มีคนมากมาย แต่ทำไมในวงการดนตรีโฟล์กมันดูเหมือนจะแคบ ๆ

วงการศิลปะกับดนตรีในเชียงใหม่มันมีการแข่งขันกัน แล้วคนก็เยอะ ศิลปินเชียงใหม่ก็ไม่เคยจะได้ดังในบ้านตัวเอง ส่วนมากไปดังในจังหวัดอื่น เรื่องแบบนี้บ้านเราเติบโตยาก เพิ่งจัดงาน Chiang Mai Original กับพี่ชา (นักร้องนำคณะสุเทพการบันเทิง) ก็อยากให้นักดนตรีโฟล์กเชียงใหม่ได้เล่นในบ้านตัวเองบ้าง อยากให้คนได้รู้จัก อยากจะรู้ว่ามีคนฟังเรามั้ย อยากจะรู้ว่ามีคนรู้จักเรามั้ย ก็ตอบโจทย์อยู่นิด ๆ แต่สู้ต่างจังหวัดไม่ได้ ที่อื่นคนมีส่วนร่วมมากกว่าเชียงใหม่ งาน folk festival ที่อื่นมีคนมาเยอะกว่าที่เชียงใหม่

ผมไปเล่นงานที่ร้านครัวพีพีที่ ม.เกษตร ฯ กำลังร้องออกมาคำเดียว คนฟังร้องได้กันหมดทุกคน ผมแม่งโคตรขนลุก น้ำตาจะไหลว่าคุณฟังเพลงผมแล้วคุณร้องตามได้ทุกเพลงเลย เป็นอะไรที่ผมโคตรประทับใจมาก ซึ่งมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นที่บ้านเราอีก เป็นแบบนี้ตลอดเลยผม

แล้วมองว่าวงการดนตรีโฟล์กเชียงใหม่ตอนนี้มันพอจะขยับขยายไปในทางที่ดีได้มั้ย

มันก็โอเค ช่วยกันผลักดันกันให้งานได้นำเสนอไปให้คนอื่นบ้าง วันที่จัด Chiang Mai Original ก็มีมาเยอะอยู่ นักดนตรีหน้าแปลก ๆ ก็ได้มารู้จัก ได้มาแลกเปลี่ยนกัน เพราะเชียงใหม่มีนักดนตรีเยอะมาก

โจ้ – สาโรจน์ ยอดยิ่ง

ตอนนี้ เขียนไข และ วาณิช เขียนเพลงไว้ซักกี่เพลงแล้ว

ก็ 30 – 40 เพลง มีที่คัดทิ้งไปบ้าง จำไม่ได้บ้าง จะมีบันทึกกระดาษหนา ๆ ประมาณนี้ (ทำมือหนาประมาณกระดาษหนึ่งรีม) แต่ส่วนมากจะไม่เอา อันไหนไม่ดี ไม่เวิร์กก็ตัดทิ้ง แต่ก็เขียนตลอด

ใช้เวลาเขียนเพลงนานมั้ย

บางเพลงใช้เวลาแป๊บเดียวเองนะครับ เพราะเพลงของผมมันวน เป็นคำบรรยายสั้น ๆ แล้ววนมาร้องที่เดิม เขียนวันเดียวก็เสร็จเลย เพลงไหนที่ต้องแก้ก็ประมาณ 3 วัน เพลงไหนไม่เข้าท่าก็ตัดออกไปก่อนแล้วกลับมาดูใหม่ ก็เขียนไปเรื่อย ๆ ครับ

แล้วมีใครมาช่วย เขียนไข และ วาณิช ทำงานในสตูดิโอมั้ย

ตอนที่ทำ EP ก็มีหลายคนครับ อย่างพี่เจษ 7 Pounds พาไปอัดเพลงอาจจะเพียง พี่โจ้—รังสรรค์ ราศีดิบช่วยอัดเพลงบันทึกให้ ที่เหลือก็ได้รุ่นน้องวงเชียงใหม่จากมหาวิทยาลัยพายัพมาช่วยอัด

มีแผนจะออกอัลบั้มมั้ย

มีครับ กลางปีหน้าคงเสร็จ มี 12 เพลง ถ้าแผ่นเสร็จก็จะจัดงาน ออกทัวร์ขายแผ่นคนเดียว เพราะไม่มีค่าย

เขียนไข และ วาณิช

แสดงว่าทุกวันนี้รายได้ที่มาจากดนตรีก็มาจากการแสดงสดเป็นหลัก

ครับ ก็เล่นตามงาน แต่ไม่รับเล่นที่ร้านแล้ว เพราะบ้านอยู่อำเภอดอยสะเก็ด เดินทางเข้าเมืองครั้งหนึ่งก็ไกล มาเล่นดนตรีกลางคืนไม่คุ้ม เพราะค่าตัวนักดนตรีในเชียงใหม่เรตต่ำโคตรเลย คืนละ 250 บาท มากสุดก็ 300 บาท ต่อหนึ่งชั่วโมง ถ้ากรุงเทพฯ 700 – 1,000 บาท ต่อชั่วโมงเข้าไปแล้ว อีกอย่างคือเชียงใหม่นักดนตรีเยอะ ร้านมีตัวเลือกเยอะ ถ้าเล่นเพลง cover เป็นก็สบายหน่อย แล้วผมไม่ค่อยเล่นคัฟเวอร์ แต่ถึงเข้ามาเล่นในเมืองจริง ๆ มันก็เหนื่อย ต้องขี่รถกลับอีก มันไม่คุ้ม โดนดูดพลังตอนกลางคืนทุกวัน ๆ ได้ 250 บาท ค่าเบียร์ก็เข้าเนื้อแล้ว (หัวเราะ) เลยเลิกดีกว่า มารับเป็นงาน ๆ เอา มีโอกาสไปก็ไป มีงานที่ไปช่วยคนอื่นบ้าง พวกงานปลูกป่า งานบริจาคของให้เด็ก แล้วก็มีรายได้เสริมจากงานสกรีนเสื้อ ทำภาพพิมพ์ แสดงงานกับพวกศิลปินด้วยกันบ้างครับ

ขอถามเรื่องส่วนตัวหน่อยว่า การเรียนไม่จบนี่มันเป็นเพราะเกิดอุบัติเหตุชีวิตอะไรหรือเปล่า

มันเริ่มไม่เอา เริ่มไม่เรียนตั้งแต่ปี 3 แล้วโดนรีไทร์ เพราะหลัง ๆ ไปหนักทางดนตรี เลยไม่ได้ใส่ใจ ตื่นสายบ้าง ขาดบ้าง เลยดรอปไว้ก่อน แล้วก็เลยเด้งเลย ก็อยากกลับไปเรียนอยู่นะครับ แต่เผลอแป๊ปเดียวมันก็ผ่านไป 3 ปีแล้ว ปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้ว ก็ไม่อยากจะย้อนกลับไปแล้ว เสียดายมันเหมือนกันครับ แต่เรามาสนุก มาชิลทางนี้ไปแล้ว เราเป็นแบบนี้ไปแล้ว ก็ไม่ได้เสียอกเสียใจอะไร แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากจะไปเก็บให้มันจบอยู่นะ

บางคนอาจจะรู้สึกว่าโฟล์กซองก็แค่เล่นกีต้าร์ตัวเดียว มันจะไปมีอะไรยาก ในมุมของโจ้ มองว่าโฟล์กซองมันเป็นเรื่องง่ายหรือยาก

มันเป็นการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่ง ที่คุณจะทำอย่างไรให้สิ่งที่คุณสื่อเข้าถึงอารมณ์ของคนฟังได้จริง ๆ มันเหมือนงานศิลปะงานหนึ่ง เวลาคนอินกับงานมาก ๆ ก็แปลว่าความตั้งใจของเขาสูง สำหรับผม โฟล์กมันไม่มีผิดไม่มีถูก แต่การสื่อสาร การเอนเตอร์เทน ทำให้เข้าถึงอารมณ์ของคนฟังจริง ๆ พาให้เขารู้สึกกับมันได้จริง ๆ นี่คือดนตรีโฟล์กในความรู้สึกของผม ซึ่งก็มีบางคนบอกว่าชอบฟังเพลงของเขียนไข ฯ เวลานอน มันหลับสบาย บางคนก็ฟังเวลาเหงา เวลาเข้าป่า เปิดฟังหน้าหนาวแล้วมันรู้สึกสบาย หรือฟังเวลาขับรถแล้วมันเพลิน

มองทิศทางการทำงานดนตรีในอนาคตของตัวเองไว้ยังไงบ้าง

อาจจะชวนเพื่อนมาแจมด้วยกัน เพราะตอนนี้ก็รู้สึกเริ่มตันแล้ว ถ้าอัลบั้มนี้เสร็จ ว่าจะทำโปรเจ็คท์โดยเอาเสียงเครื่องดนตรีอื่นมาใส่ให้มันเป็น world music เพราะไปเห็นที่อีสานเขายังเอาแคนเอาพิณมาเล่น แต่ภาคเหนือมีสะล้อ มีเครื่องดนตรีเยอะแยะ แต่ไม่เอาเข้ามาผสมผสาน ถ้าวงดนตรีบ้านเราทำได้ ผมว่าน่าจะเวิร์ก ก็เลยจะชวนกันมาลองเล่นดู

แล้วคิดจะเอาดีทางเขียนหนังสือบ้างมั้ย

อยากทำหนังสือซักเล่มที่เป็นของตัวเองอยู่นะครับ ในเล่มก็จะเป็นเนื้อเพลงกับที่มาของเพลง มีเนื้อเรื่องเป็นตอน ๆ ว่าทำไมเพลงนี้ถึงชื่อนี้ เพลงนี้เขียนมาจากอะไร แต่รอดูทุนก่อน (หัวเราะ)

เพลงที่น่าจะดังที่สุดของ เขียนไข และ วานิช ตอนนี้ก็คงจะเป็น แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร อยากให้เล่าที่มาที่ไปของเพลงนี้ซักหน่อย

 

ไปเที่ยวน่านมาครับ เจอสาวน่านที่เป็นความงามที่ไม่แต่งหน้า เนียน ๆ แล้วก็ไปเที่ยวเทศกาลแข่งเรือยาว เดินผ่านวัดภูมินทร์ไปดูภาพกระซิบรัก ก็เกิดความรู้สึกว่า เออ…น่านนี่เป็นเมืองวัฒนธรรมมากเลย ไปเจอความงามแปลก ๆ ใหม่ ๆ เลยกลับมาเขียน เป็นความรักที่ไม่ใช่เชิงชู้สาว แต่เป็นความรู้สึกแบบ เออ..คุณสวย เมืองคุณก็สวย ชีวิตคุณดี วัฒนธรรมดีงาม น่ารัก

เพลงนี้แต่งมา 3 ปีแล้วครับ และเป็นเพลงที่ตั้งส่วนตัวใน Soundcloud ไว้โคตรนาน ในความรู้สึกผมคือมันแตกจากกลุ่มลิสต์เพลงทั้งหมด ผมเลยตั้งล็อคไว้ฟังทีหลัง แล้ววันหนึ่งได้มาเล่นกับพี่คลี (นักร้องนำวง Klee Bho) นั่งเหงา ๆ อยู่กับพี่ต่าย (วงอภิรมย์) เลยเล่นเพลงนี้ขึ้นมา พี่ต่ายก็บอกว่า ‘เพลงนี้มันก็ดีนี่หว่า ทำไมมึงไม่เอาไปอัดทำใหม่เลยวะ’ ก็เลยมาอัดใหม่ แล้วผมก็เอาลง Soundcloud เจ้าของ YouTube ชื่อ Fong Beer มาเห็นก็เอาไปลงช่องของเขา แล้วเพลงมันก็มาเลย ก็โอเค ผมเลยเอาไปลงฟังใจพร้อมอัลบั้ม EP ซึ่งตอนแรกก็ว่าจะลง ฟังใจ นานแล้ว แต่ลืมรหัส พอจำรหัสได้เลยเพิ่งเอาเพลงลงเมื่อต้นปีนี่เอง

พอเพลงที่โรแมนติกที่สุดของเรา ตอนนี้มันเป็นเพลงที่ฮิตที่สุดของเรา ทำให้อยากจะหันมาเขียนเพลงแนวโรแมนติกบ้างมั้ย

ก็อยากเหมือนกันครับ หลัง ๆ เริ่มรำคาญตัวเอง ว่ามันกลายเป็นเพลงบ่นไปซะละ ก็เลยอยากจะทำอะไรที่มันไปทางธรรมชาติ ส่งเสริมสุขภาพจิตคนอื่นบ้าง เพราะมีแต่เพลงจม ๆ อย่างเพลงหนีห่างนี่จมสุดละ เหมือนเอาไว้เลี้ยงลมหายใจให้คนเศร้า ๆ มันมีคนที่เศร้าที่เปิดเพลงของผมแบบเปิดแล้วเปิด อีกแล้วก็ส่งมาให้ผมดู ผมก็รู้สึกว่า เออ…คุณจะจมเกินไปแล้ว

เขียนไข และ วานิช

ฝากอะไรถึงแฟนฟังใจซักหน่อย

อยากจะฝากให้ติดตามผลงานของผมด้วยนะครับ ขอบคุณฟังใจที่เอาผมขึ้นชาร์ต ผมก็ตกใจเหมือนกัน ตอนแรกอยู่ที่ 9 ตอนนี้มาที่ 6 แล้ว คนอื่นก็ tag มาให้ดูว่าเอา เขียนไข และ วานิช ขึ้นชาร์ตนะ เห็นหรือยัง ก็ขอบคุณมากครับ

 

ฟังเขียนไขและวานิชบนฟังใจ ได้ >ที่นี่<

บทความที่คุณอาจจะสนใจ

เขียนไข และ วานิช ส่ง mv ต่อไปนี้ ตอกย้ำความทรงจำที่เคยมีกันและกัน

คุยกับ บ้านข้าง ๆ T-047 ถึงความมหัศจรรย์ของความธรรมดาผ่านดนตรีโฟล์ก

Facebook Comments

Next: