Article Interview

ปิดฉากชีวิตมนุษย์กลางคืน กับเรื่องราวหลากสีสันบทใหม่ของ HUGO

  • Writer: Montipa Virojpan
  • Photographer: Chavit Mayot

ฟังใจ ติดตามผลงานของ Hugo หรือ เล็ก—จุลจักร จักรพงษ์ มาโดยตลอด ตั้งแต่การได้พูดคุยกับเขาในคอลัมน์ เห็ดทอล์ก เมื่อปลายปี 2015 จนถึงตอนนี้ เขาก็มีอัลบั้มเต็มออกมาแล้วถึงสามชุด คือ Old Tyme Religion, Deep in the Long Grass และ ดำสนิท ซึ่งทุกอัลบั้มก็สร้างความน่าตื่นเต้นให้กับเราได้เสมอ ทำให้เราต้องชวนเขามาร่วมงานในโปรเจกต์ Crossplay 2 ที่ไม่ทำให้เราผิดหวังแม้แต่น้อย

ในปี 2019 ฮิวโก้ กลับมาพร้อมซิงเกิ้ลใหม่ Call of the Void กับดนตรีที่มีสีสันมากขึ้น จังหวะนี้ต้องชวนเขากลับมาอัพเดตเรื่องราวให้เราได้อ่านกันเสียหน่อยว่าตอนนี้มีอะไรในผลงานและวิธีการทำงานของเขาที่เปลี่ยนไปบ้าง

HUGO

เพลง 99 Problems กลายเป็นเพลงเล่นประจำหลาย ร้านแล้ว จากที่ทำมาตั้งแต่ตอนนู้น รู้สึกยังไงบ้าง

ในที่สุดมันก็ดี บ้านเรากฎหมายเรื่องเก็บลิขสิทธิ์มันก็อ่อนแอมาก เลย ผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากอยู่แล้ว มันมีแต่ผลดีสำหรับผม คนยิ่งรู้จักเพลงเรา นั่นแหละมันเป็นความสัมพันธ์ในอุดมคติเลย ชอบเพลงมาก แต่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับผมสักเท่าไหร่ ดีที่ได้ฟังแต่เพลง รู้จักเพลงไว้ ไม่ได้มาอะไรกับเรา

ตอนทำอัลบั้ม ดำสนิท เป็นความท้าทายในการเขียนเนื้อเป็นภาษาไทยหรือเปล่า

ถ้าทำงานคนเดียวถนัดภาษาอังกฤษมากกว่า มันจบเลย ถ้าภาษาไทยมันก็มีบางเพลงที่จบเลย แต่มันต้องฝืนธรรมชาติ มันใช้เวลา เพราะว่าข้อแม้มันเยอะกว่า มันเหมือนช่องที่เราต้องเดิน รูที่เราต้องเล็งมันเล็กกว่า ด้วยเรื่องความหมาย คำสัมผัส ภาษามันเฉพาะ มีฟอร์มเดียว ถ้าไม่นับเรื่องภูมิภาค อันที่จริงเราจะข้ามไปร้องเพลงภาษาอีสานมันก็ไม่ได้ ถ้าสำเนียงเราเป็นคนภาคกลาง เรามีข้อจำกัดของเมโลดี้ ไม่งั้นจะมีความเหน่อที่ไม่ธรรมชาติ ที่ดูไม่จริงกับที่มาที่ไป มันไม่ใช่กฎที่ใครสร้างขึ้นมาใหม่แต่มันเข้าไปอยู่ในนั้นตั้งนานแล้ว กลายเป็นกติกาของภาษา ซึ่งภาษามันก็มีทำนองอยู่แล้ว ภาษาอังกฤษมันไม่มีทำนอง มันกลาง เพราะเป็นส่วนผสมของหลายภาษา แล้วมีคนจากหลายพื้นที่ที่พูดก็เอาไปดัดแปลง เราก็เลยทำอะไรกับมันได้มากกว่า แหกกฎได้มากขึ้น

แล้วจากคอนเสิร์ต ‘ภาษาแม่’ ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง

จริง ก็เป็นทีมเดียวกันกับครั้งก่อน พี่อาร์ต Lullaby Entertainment เป็นโปรดิวเซอร์เหมือนเดิม DuckUnit ทำไฟเหมือนเดิม แต่จัดในฮอลที่ใหญ่กว่า เพราะว่าด้วยคอนเซ็ปต์งานน่าจะแมสกว่าเพราะเรากะบริการแฟนเพลงสิบล้อโดยตรง เอาเพลงสิบล้อมาเล่น แล้วเล่นเพลงไทยทั้งหมด มันก็มีคอนเซ็ปต์ของมัน สองงานก่อนหน้านี้ก็เน้นเพลงฝรั่งซะส่วนใหญ่ เพลงฝรั่งก็น่าจะเป็นตลาดที่เล็กกว่า พอเป็นเพลงที่แมสขึ้น ร็อกขึ้น มันทำในที่ใหญ่ขึ้นได้

หลังจากคอนเสิร์ตใหญ่สามครั้งที่เป็นบทสรุปของทั้งสามอัลบั้ม ขอถามก่อนเลยว่าอัลบั้มต่อไปจะมีด้วยรึเปล่า

ถ้าถึงจุดที่ผมรู้สึกว่าแฟนเพลงหลัก คุ้นเคยกับทุกเพลงพอที่จะสังเกตถึงความแตกต่างในการเล่นสดกับเพลงในอัลบั้มนะ แล้วสำหรับผมคอนเสิร์ตใหญ่มันเป็นการปิดจ๊อบ เหมือนเป็นการเล่นครั้งสุดท้ายของโปรเจกต์ ซึ่งโปรเจกต์นี้วิธีการจะเปลี่ยนค่อนข้างเยอะจากสามอัลบั้มที่ผ่านมาที่ยังอยู่ในกระบวนการปกติ คราวนี้ผมจะลองเปลี่ยน ไม่ใช่เรื่องการทำเพลง แต่ขั้นตอนการปล่อยเพลงหรือจัดจำหน่ายคงเปลี่ยนไปเยอะ ก่อนหน้านี้ผมรอให้มีความคิดที่จะทำอัลบั้ม ค่อย รวมเพลง แล้วก็เข้าห้องอัดซักระยะนึง ทยอยทำให้เสร็จแล้วก็ปล่อย โปรโมต เล่นสดไปสักพักค่อยมีคอนเสิร์ตใหญ่ แต่คงไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว ผมจะพยายามให้มันถี่กว่านั้น

การค่อย บิลด์ไปถึงจุด นึง ให้อยู่ในกระแสประมาณสามเดือน แล้วอยู่ ก็หายไปสามปีกว่าจะกลับมา ผมไม่เอาแล้ว ผมอยากจะมีผลงานออกเรื่อย มากกว่า แล้วระบบนิเวศน์ในเพลงมันเปลี่ยนทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีการ สำหรับผมนะ มันอาจจะไม่เวิร์กสำหรับคนอื่น คำถามที่ผมเกลียดที่สุดคือเมื่อไหร่พี่จะทำเพลงอีกทั้ง ที่มีเพลงอยู่ในตลาด กับพี่หายไปไหนมาเพราะว่าเท่าที่ผมสังเกต ผมตื่นมาทุกเช้าผมก็ยังอยู่ มันเป็นคำถามที่ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไง ภายในเวลาสองปีผมว่าจะปล่อยเพลงเดือนเว้นเดือน ระหว่างนั้นเพลงกลุ่มไหนเกาะกลุ่มกันได้ก็จะถูกถ่ายทอดเป็นอัลบั้มต่าง 6 เพลงเป็นภาษาอังกฤษ 5 เพลงเป็นภาษาไทย หรือบางเพลงที่ออกมาอาจจะไม่ได้เกี่ยวของอะไรกับในอัลบั้ม

แล้วยังเชื่อการทำคอนเซ็ปต์อัลบั้มอยู่หรือเปล่า

เชื่อครับ ผมมีหนึ่งแพลนเสร็จแล้วคือเป็นเพลงภาษาอังกฤษ แต่ตอนนี้จะรอดูปริมาณเพลง 6-9 เพลง เพราะทำมาเต็มสิบหรือเกินสิบมาเยอะแล้ว ผมไปซื้อไวนิล 7” มา ผมรู้สึกว่าเป็นการฟังไวนิลที่ลงตัวมาก บางทีเวลาฟังไวนิล 12” อัลบั้มเต็มมา เราเปิดทิ้งไว้ แล้วเราก็ลืม พอเดินกลับมาก็ไม่ได้ฟังอีกหน้า แต่พอเป็นหน้าละ 3-4 เพลงมันกลับฟังแล้วฟังอีก ด้วยราคาและขนาดของมันก็ดูเป็นชิ้นงานที่จับต้องง่ายขึ้น พกกลับบ้านง่ายขึ้น ผมยังต้องการมี physical album นั่นแหละครับ มันเป็นคอนเซ็ปต์ที่จะอยู่ภายใต้ชื่อ Lacuna เป็นศัพท์ทางเทคนิคสำหรับช่องว่าง หรือรูในที่ที่ไม่ควรมี สมมติเราเขียนรายงานขึ้นมาเกี่ยวกับอะไรก็ตาม แล้วเราลืม หรือละเว้น reference ที่สำคัญ นั่นก็จะเรียกได้ว่าเป็น lacuna มันเป็นช่องว่างที่ผิดสังเกต ศัพท์ทางการแพทย์เขาก็ใช้ สมมติกระดูกมันมีรูอยู่ มันก็เป็น lacuna คือความว่างเปล่าที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนั้น

Call of the Void ก็เป็นส่วนหนึ่งของ Lacuna ด้วยหรือเปล่า

ส่วนมากช่องว่างหรือความไม่มีอะไรมันก็ไม่มีอะไรจริง นั่นแหละ แต่ช่องว่างนั้นมันประหลาดที่เรารู้สึกว่ามันดูมีอะไร และกำลังร้องเรียก คนเรามันก็ประหลาด มันมีนิสัยบางอย่างหรือมีความคิดบางอย่างที่มีไม่เหมือนคนอื่นเขา หรือบางทีคนอื่นก็คิดไม่ได้ แต่ละเพลงก็จะเกี่ยวกับเรื่องที่ค่อนข้าง abstract เพราะบางทีภาษาไทยกับภาษาอังกฤษจะไม่เหมือนกัน ภาษาอังกฤษมันจะ abstract ได้ คือพอมันเป็นเพลงภาษาอังกฤษปุ๊บทุกอย่างมันก็จะกว้าง ไม่ได้เขียนให้มันชัดมาก เพราะผมคิดว่าถ้าอยากให้ชัดเลยผมก็เขียนเป็นภาษาไทยก็ได้ แล้วพอเขียนให้ abstract มันจะโยงไปได้ถึงอารมณ์ตรงเนี้ย ช่องว่างที่มันไม่ดี ช่องว่างระหว่างความขัดแย้ง ความถูกต้อง ความซื่อสัตย์ Call of the Void ก็เช่นกัน เสียงที่เรียกให้เราไปในสิ่งที่ไม่ดี แล้วเราจะต่อสู้กับมันยังไง

ทำไมถึงเลือกเล่าเรื่องนี้

อันนี้มันสรุปชีวิตผมจากมุมกว้างว่า อะไรที่ทำให้ผมไม่ดาร์กไปในทุกเรื่อง เพราะโดยสันดานแล้วผมมองแทบทุกอย่างในแง่ร้าย มองเป็นเรื่องเศร้าที่วันนึงต้องพัง ต้องจบสิ้น ไม่มีวีรบุรุษจริง ถ้าเรายิ่งคุ้นเคยกับเขามากเท่าไหร่เขาก็จะกลายเป็นโจร เรื่องอะไรพวกเนี้ย แต่สิ่งที่ดึงผมออกจากความคิดแบบนั้น พฤติกรรมหรือสังคมที่ไม่ดีกับตัวเอง ก็คือความสัมพันธ์ เราไม่ได้เกรงใจตัวเองเท่าเราเกรงใจแม่ เกรงใจเมีย เกรงใจลูก หรือยังมีความอับอายต่อเพื่อน รุ่นพี่ เราไม่ได้อายเลยที่จะทำอะไรก็ได้ ไม่ได้นับถือตัวเองซักเท่าไหร่ว่าเป็นคนที่น่ารักษาหรือดูแล แต่ว่าพอมีคนอื่นมาเกี่ยวข้อง อย่างน้อยมันก็มีภารกิจภายนอกที่เราชี้วัดได้ว่าความถูกต้องคืออะไร และตัวเราสามารถบริการสิ่งนั้นได้

อะไรทำให้ยอมเปิดพื้นที่ให้คนอื่น

มันไม่ได้เปิดพื้นที่ให้คนอื่น มันมีบางอย่างที่เรารับไม่ได้ เราผิดหวังกับตัวเองไม่เท่าไหร่หรอก แต่ผิดคำพูดกับลูก หรือกับภรรยา กับแม่ กับเพื่อน มันไม่ดีสำหรับเรา มันแย่มาก ทุกคนก็ต้องมีกติกาของตัวเอง

ช่วงรอยต่อระหว่างอัลบั้ม ดำสนิท กับงานชุดใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ระหว่างนั้นตัวเองเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน หรือไปเจอประสบการณ์อะไรที่ทำให้อยากเล่าในแบบที่ต่างออกไปจากงานชุดก่อน

คงจะเป็นเรื่องวิถีชีวิตที่ยอมรับการเป็นมนุษย์กลางวันมากขึ้น เพราะ ดำสนิท เหมือนเป็นบทสรุปของการเป็นมนุษย์กลางคืนมาทั้งชีวิต นักดนตรีก็อยู่เวรเดียวกับยาม เด็กเสิร์ฟ คนที่ทำงานตามสถานบันเทิง มันก็เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย สีสันที่เป็นไฟฟ้า ตอนนี้พอกลายเป็นคนตื่นเช้า ส่งลูกไปโรงเรียน หรือถึงจะไม่มีเรื่องลูกก็ตื่นเช้าอยู่ดี เราใช้ชีวิตกับแสงแดดมากขึ้น ก็เลยอยากจะทำอัลบั้มที่สีสันมันสะท้อนตอนกลางวันบ้าง

สะท้อนยังไง

คงไม่ใช่ในเนื้อเรื่อง เรื่องราวก็ยังเป็นความรู้สึกที่ผมมี แต่ผมเชื่อว่าเวลาทำงานในสภาพแวดล้อมแบบไหน เวลาไหน สีแบบไหน มันก็น่าจะมีผล ส่วนมากผมแต่งเพลงแล้วก็บันทึกเสียงตอนกลางวัน เพราะผมใช้วิธีการแต่งเพลงโดยใช้แท็บเล็ต ใช้ไมค์ที่ไม่ต้องเป็นไมค์แพง สะดวกพกพา เวลาเกิดไอเดียแล้วติดอุปกรณ์ไปกับตัวทุกที่ พอเล่นดนตรีเสร็จก็เอากลับไปทำต่อในห้องโรงแรมได้ ไหน เราก็อยู่กับนักดนตรีแล้วก็อัดได้เลย ทุกอย่างจะทำมือมากขึ้นในช่วงแรก แต่ว่ามันก็คงจะจบในขั้นตอนคล้าย กัน แค่สิ่งที่เรานำเข้าห้องอัดมันพร้อมกว่าสมัยก่อน ที่การเข้าห้องอัดอย่างมากคือมีทำนองกีตาร์โปร่งตัวเดียว หรือบางทีก็ไม่มีอะไรเลย มีแต่ชื่อเพลง กับริฟฟ์กีตาร์ แต่ตอนนี้เราจะเข้าไปกับเพลงที่ค่อนข้างเรียบเรียงเสร็จแล้ว เราจะไม่แต่งในห้องอัดอีกแล้ว ในห้องอัดมันมีนาฬิกานับถอยหลัง ผมว่าแบบนี้สบายใจกว่า เพราะมันคนละศาสตร์ การบันทึกเสียงกับการแต่งเพลงแทบจะไม่เกี่ยวอะไรกันเลย

ผลตอบรับหลังจาก ฮิวโก้ ปล่อย Call of the Void ไป

ก็ค่อนข้างดีครับ ผมรู้สึกว่าผมกับคนฟังเพลงไทยเราค่อนข้างไว้ใจกันแล้ว ผมไม่หลอกเขาหรอก ผมไม่พาเขาไปเสียเวลาหรอก ในเวลาเดียวกัน ยุคอินเทอร์เน็ตที่วัยรุ่นสมัยนี้มันแทบจะรู้กันไปไหนถึงไหนแล้ว แล้วเขาก็จะเป็นผู้ฟังที่มีชั้นเชิงกว่าสมัยที่ผมทำเพลงแรก เพราะทุกอย่างมันอยู่ปลายนิ้วหมดแล้ว มีเพลงที่ฟังยากกว่าผมเยอะแยะ

ทำไมถึงเป็นจระเข้ในมิวสิกวิดิโอ

คนในค่ายเขานำเสมอมาว่าเขามีช่องทางจะไปถ่ายตรงนี้ เราก็รู้สึกว่าดี เพราะจระเข้หรือสัตว์อะไรพวกนี้เป็นตัวแทนได้เยอะ มันมีความโบราณ ความเป็นปริศนาที่เราไม่ค่อยจะเข้าใจเจตนาของมันสักเท่าไหร่ ความดุร้ายของมันเป็นธรรมชาติที่เราจะไปว่ามันไม่ได้ ธรรมชาติมันทั้งสวยงามและน่ากลัว สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำมันก็มี symbolic ของมันอยู่แล้ว เอยู่ใต้น้ำก็ได้ บนบกก็ได้ แล้วก็เป็นตัวแทนของ ‘the void’ สิ่งที่อยู่ตรงนั้น มนุษย์เพิ่งมาอยู่แปปเดียว แต่ธรรมชาติ ความอันตราย สิ่งลึกลับ เป็นเสียงที่อยู่มาตลอดอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องทั้งหมดที่อยู่ภายนอก คือ nature คือโลก

ฮิวโก้ เป็นคนหลงใหลธรรมชาติอยู่แล้ว

ชอบครับ อินกับธรรมชาติเพราะมันเหมือนเป็นงานศิลปะที่เราไม่มีวันเบื่อ ไม่ว่าจะเป็นแมลง ต้นไม้ หรืออะไรก็ตาม มันมีความลงตัวของมัน

ทำไมถึงอยากทำเพลงไซคีเดลิกร็อก

จริง ตั้งแต่ สิบล้อ แล้วมันก็เป็นหนึ่งในเครื่องปรุงของผมมาตลอด ผมไม่เคยได้เน้นเท่าที่อยากจะเน้น แล้วยิ่งเป็นแสงกลางวัน เป็นสีสันของธรรมชาติที่ดูประหลาด ไม่เหมือนสีสันเทียมของกลางคืน ผมได้สื่อสาร ถ่ายทอด รายงานชีวิตกลางคืนให้ฟังแล้วอย่างครบถ้วน นี่ผมจะรายงานสิ่งที่ผมเห็นตอนกลางวัน มันดูแปลกประหลาดกว่า บางทีการเขียนชีวิตกลางคืนมันเป็นเรื่องง่าย ชัดเจนกว่าด้วยซ้ำ เช่น ทุกคนมาที่นี่เพราะอะไร ทุกคนต้องการอะไร ก็มีอยู่ไม่กี่เรื่อง แต่ที่เราอยู่กันทุกวัน ๆๆๆ มันก็กว้างพอสมควร บางคนก็อยู่ง่ายเหลือเกิน บางคนก็อยู่ยาก ยิ่งเข้าไปในเรื่องธรรมชาติ สิ่งที่เห็นมันก็ยิ่งมหัศจรรย์เข้าไปใหญ่ แต่ละเพลงมันก็มีเรื่องของมัน เพลงชื่ออย่างนี้ ภายในเพลงมันก็ตอบคำถามว่าทำไมเพลงนี้ถึงชื่อนี้ อันนั้นก็เป็นการทำงานของผมมาตลอด จากดำก็ต้องไปสู่สีสัน ไม่ใช่ดำแล้วไปขาวสุดแบบนั้นก็ไม่ไหว ไปตามทางแบบนั้นผมก็ไม่เอา ชอบทำให้คนตกใจ งง เกาหัวนิดนึง เอ๊ะ ต้องฟังกี่รอบถึงจะเก็ต เพราะว่าอาหารทานง่ายมีเยอะ ขอเป็นเจ้านึงที่ทานยากนิดนึง

แล้วในเพลงของ Hugo นำเสนอความไซคีเดลิกยังไง

มันจะพยายามสะท้อนสีต่าง ด้วยเสียง มันมีศัพท์คำว่า ‘synesthesia’ ที่คนเขาเห็นสีในเสียง เราก็พยายามจะทำอย่างนั้นกับคนที่ไม่ได้เป็นโรคนั้น เสียงมันมีสีอะ แล้วยิ่งถ้าเราแนะนำก่อนล่วงหน้าว่าเสียงนี้เป็นส้มชมพูนะ เขาก็อาจจะเห็นก็ได้ อาจจะรู้สึกถึงความเป็นกลางวัน ความจัดจ้าน แสบตา ตระการตา เรื่องสีสันที่ดูเหนือธรรมชาติ ดูไม่จริงเนี่ย คือไซคีเดลิก จริง แล้วโลกเนี้ยมันเป็นโลกที่เต็มไปด้วยสีสัน ความประหลาด อย่างทุ่งดอกไม้ที่มีสีม่วง สีส้ม นั่นแหละคือความมหัศจรรย์ แล้วยิ่งเมืองไทย กรุงเทพ สีสันเยอะแยะอยู่แล้ว

บางคนบอกว่าการเข้าถึงไซคีเดลิกจำเป็นต้องใช้สารบางอย่างจริงหรือเปล่า

ไม่ ผมว่าไม่มียาเสพติดใดที่จำเป็นต่ออะไรก็ตาม แต่ผมไม่ได้มานั่งตัดสินว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ แต่ถามว่าจำเป็นไหมมันไม่จำเป็น

ศิลปินคนไหนบ้างที่มีอิทธิพลในการทำเพลงของ Hugo

พวกศาสดายุค 60s ทั้งหมดผมก็ชอบอยู่แล้ว ก่อนหน้านั้นกลางถึงปลาย 50s พวกบลูส์ คันทรี ผมก็ฟังเยอะ โดยเฉพาะเรื่องเนื้อร้อง แต่ปัจจุบันร็อกมันเป็นวงการที่เหมือนตายไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แล้วตอนนี้ก็ค่อนข้างสนิท ฝังไปลึกมากเลย เลยพึ่งอะไรไม่ค่อยได้จากร็อกร่วมสมัย นอกจาก Tame Impala ซึ่งมันก็ไม่เชิงร็อกแล้ว อัลบั้มล่าสุดที่ผมฟังซ้ำแล้วซ้ำอีกน่าจะเป็น Daytona ของ Pusha T สายฮิปฮอป อะไรที่ Kanye West ทำน่าติดตามหมด แล้วก็มี 7 เพลงไง ก็รู้สึกว่า 7 เพลงก็จบนี่ ไม่ต้องมี 11-12 เพลงก็ได้

อะไรทำให้ร็อกในยุคสมัยนั้นน่าหลงใหลกว่าสมัยนี้

ในมุมมองผมน่าจะเป็นสองอย่าง คือเทคโนโลยีกับบุคลากร ดันเป็นช่วงเวลาที่ลงตัว บุคลากร คือการเป็นนักดนตรีในยุคนั้นกำลังสนใจเรื่องศิลปะอื่น ไม่ว่าจะภาพยนตร์หรือวาดภาพ ผสมกับเทคโนโลยีที่บันทึกเสียงได้เพราะ แต่ช่วยอะไรเรื่องดนตรีไม่ได้มาก สำหรับผมมันเป็นยุคทองเพราะทั้งคนและอุปกรณ์ส่งเสริมให้ศิลปะออกมาในทางที่น่าฟัง ประมาณกลาง ยุค 70s เทคโนโลยีอนาล็อกของห้องอัดมันบังคับให้คนต้องเก่งมาก ลองมานั่งฟังจะพบว่าเนื้อเสียงของ source ยันมิกซ์ มันอุ่น มันกลมกล่อม บางทีมันเป็นเรื่องง่าย ของ compression ของเทปในตอนนั้นมันทำให้ทุกอย่างเพราะขึ้นก็ได้ พอเทคโนโลยีเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้นก็เริ่มชักจูงให้คนไปใช้มัน พอมายุค 80s เสียงสแนร์ก็จะเหมือนกันหมด เป็นแฟชันละ แล้วธรรมชาติก็เริ่มหายไปแล้ว

พอมายุคนี้เทคโนโลยีแทบจะนิมิตอะไรขึ้นมาก็ได้ บางทีศิลปะทุกอย่างที่ดีมันจะมีกรอบ มีขอบเขตของมันที่บังคับบางอย่างและทำให้เราต้องมาแข่งกันในฟอร์มนั้น อย่างเช่น วาดรูปแล้วใช้แต่ปากกา อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ก็ใช้ปากกา WILO เนี่ยแหละวาดรูป มันก็มีข้อบังคับของอุปกรณ์ที่เลือกใช้ที่เข้ามาให้อะไรที่น่าสนใจ ขอแค่เป็นคนใหม่คนหนึ่งที่หยิบมาใช้แล้วไม่ซ้ำ

แล้วมันก็คงจะเกี่ยวกับเพราะว่าพ่อแม่เราเป็นคนยุคนั้น ซึ่งมีอิทธิพลกับเรา สิ่งที่เขาชอบ สิ่งที่เขาว่าสวยว่างาม มันก็มาจากปลายศตวรรษที่ 20 แม้แต่เมืองไทยเอง ผมว่าบ้านในเมืองไทยที่สร้างในยุคนั้นยังสวยกว่าบ้านในยุคนี้ อันนี้เป็นเรื่องรสนิยมส่วนตัวแล้ว ซึ่งเราก็ไม่รู้ที่มาของมัน ก็น่าจะมาจากพ่อแม่แหละ

จะมีวิธีที่ทำให้ร็อกกลับมาคืนชีพอีกไหม

มี ก็คือเด็ก ต้องหยิบเครื่องดนตรีมาเล่นกันเป็นกลุ่มแค่นั้นเอง แต่ตอนนี้ถ้าผมเป็นเด็กคนนึงผมคงไม่ทำแบบนั้น คงเป็นแบบน้อง Wonderframe นั่งทำทุกอย่างเอง นั่นเป็นตัวอย่างที่ดีเลยว่าทำไมร็อกมันไม่มีที่แล้ว เพราะมันแพง แล้วต้องมานั่งตัดสินใจกับอีก 4-5 ชีวิต ซึ่งพอโตขึ้นเรื่อย ต่างคนต่างมีแฟน มีครอบครัว การทำวงมันยากมาก แล้วความเพราะมันไม่จำเป็นต้องมาจากวงแล้ว คอมมันแทนวงแล้ว

สำหรับผมร็อกมันเป็นเรื่องของวง ตราบใดที่ยังมีวงอยู่มันก็จะยังมีร็อกอยู่ แต่ว่ามันไม่มีทางกลับมาเป็นกระแสหลักได้แล้ว เพราะว่าค่านิยมหลาย อย่าง คำว่าร็อกแอนด์โรลมันก็มีด้านลบเยอะมาก เราก็คงจะต้องลืมมันไปสักพัก แล้วจำมันเป็นแนวเพลงเท่านั้น ไม่ใช่วิถีชีวิต เพราะถ้าเอาคำว่าร็อกแอนด์โรลมาใช้เป็นวิถีชีวิต มันไม่ดีเลย

ทำไมถึงชอบหยิบเรื่องชีวิต หรือป่าเขา มาเล่าเป็นเพลง อยากให้คนเมืองซึมซับธรรมชาติมากขึ้นหรือเปล่า

จริง เรื่องชนบทหรือธรรมชาติ อันนั้นผมเสพเป็นเรื่องส่วนตัว และคงมีผลกับงานบ้าง แต่ไม่ได้เป็นเหตุผลหลัก ผมไม่ได้จงใจให้ฟังอัลบั้มผมแล้วรักธรรมชาติ ถ้าคุณยังไม่รักธรรมชาติ ยังไม่เห็นความสวยงามของธรรมชาติ ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง ก็อยู่ในห้องแอร์ไปซะ

ความรู้สึกในฐานะคนเมืองก็เป็นความรู้สึกของคนเมืองวัยนี้ สภาพนี้ แต่ฐานะกับสภาพแวดล้อมอาจจะต่างกัน คนเรามีความคล้ายกัน อย่าง Call of the Void ไม่ได้เกี่ยวกับคนเมือง แต่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ดีที่สามารถยั้งเราจากทางที่ไม่ดีได้ เพลงต่อไปก็พูดถึงข้อตกลงที่เรามีกับตัวเองว่าเดี๋ยวตีสองเราก็กลับแล้ว’ ‘อีกนิดนึงก็ได้’ ‘เอ้ย คงไม่เป็นไรหรอกมั้งอะไรที่เราชอบพูดกับตัวเอง ให้ข้ออ้างกับตัวเอง ทุกอย่างจะเกี่ยวกับการเจรจา พยายามจะหาทางที่ดี หรือวิจารณ์ตัวเอง นิสัยมนุษย์ หรือสังเกตอะไรแปลก ที่เราเห็นจากมนุษย์ เรื่องราวในเพลงมันเป็นเรื่องของมนุษย์

การทำงานในชุดนี้ก็ยังมี เจ มณฑล ร่วมทีมอยู่เหมือนเดิม

ใช่ แต่เขาน่าจะเหนื่อยน้อยลง เพราะสิ่งที่เรานำไปห้องเขามันก็เกิน 50% แล้ว เขาไม่ต้องมานั่งเรียบเรียง นั่งดู นั่งฮัมอะไรให้เขาเพราะเพลงมันเสร็จแล้ว ไม่ต้องไปนั่งแต่งในห้องเขา นั่งทำดนตรีในห้องเขาแล้วเราเอากลับไปแต่งโดยที่ไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ได้ อันนั้นสำหรับผมการขึ้นดนตรีก่อนโดยไม่มีเนื้อร้องเป็นอะไรที่มันพลาดมากเลย เพราะว่ามันใช้เวลา ใช้แรงบันดาลใจ และใช้ไฟทั้งหมดเท่ากับเพลงที่เสร็จแล้ว แต่มันดันเป็นเพลงที่ไม่เสร็จ แล้วจะไม่มีวันเสร็จด้วยถ้าไม่มีเนื้อร้อง 5 ชั่วโมงที่ทำไปไม่มีค่าเลย พอศิลปินมาบอกผมว่า เนี่ย ผมมีเพลงเพียบเลยพี่ ร้อยกว่าเพลง แต่เนื้อร้องยังไม่ได้แต่ง

ควรมีเรื่องที่จะเล่าก่อน?

ในมุมผมนะ มีดนตรีก็ดี แต่สำหรับผมดนตรีมันจะพาผมไปในแบบที่ดนตรีเป็น มันก็เหมือนต่อเลโก้อะ ต่อไปได้เรื่อย แต่มันไม่มีประโยชน์อะไร ก็แล้วไง ถ้าเป็นวง Desktop Error เนี่ย ก็ได้ เล่นบรรเลงเลยเพราะเป็นวง แต่ผมเป็นศิลปินเดี่ยว เป็นนักร้อง ผมไม่มีอะไรจะเล่าก็ไม่ได้ ต้องเตือนตัวเองไว้แบบนั้น

เบิร์ด Desktop Error ก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

เขาเป็นคู่หูแต่งเพลงที่ดีมาก เพราะว่าเขาเป็นคนที่เปิดและกระตือรือร้น และยังสนุกกับเรื่องที่ควรจะสนุก คือเรื่องนี้แหละ เพราะที่สุดแล้วในวงการเพลงมันไม่มีอะไรดีกว่าการสร้างงานแล้ว แล้วถ้าคุณไม่เข้าใจและไม่อินกับตรงนี้ คุณอยู่ผิดที่จริง เลย แล้วเขายังเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ผมเจอ ที่ไม่มีอะไรสนุกสำหรับเขาแล้วนอกจากการสร้างบางอย่างขึ้นมาจากศูนย์ เขาไม่ใช่แค่ทำงานให้ผมหรือตัวเอง เขายังเป็นแกนสำหรับรุ่นน้องอีกที เป็นแรงบันดาลใจสำหรับรุ่นน้อง

นักดนตรีรุ่นใหม่ ในความคิดของเล็กเป็นยังไงบ้าง

นักดนตรีรุ่นน้องผมไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไหร่ รุ่นน้องที่ผมเจอใช้ได้ทุกคน attitude เขาดีกว่ารุ่นผมเยอะ เพราะว่าตัวปลอมไม่มี มันไม่คุ้ม รุ่นผมมีทั้งคนที่ไม่ได้ชอบดนตรี ร้องเพลงไม่เป็น แต่อยากเป็นนักร้อง เพราะการเป็นนักร้องมันเท่ เป็นขั้นเพื่อก้าวสู่ความดัง ความร่ำรวย ซึ่งสองสิ่งนี้ก็ไปหาจากวิถีอื่นก็ได้ มันไม่จำเป็นต้องมาผ่านความทรมานของวงการเพลงเพื่อที่จะดังหรือรวยเพื่อที่จะมีคนชอบหรอก ใช้โซเชียลมีเดียตัดขั้นตอนนั้นออกไปได้เลย คราวนี้มันก็จะเหลือแต่ตัวจริงเท่านั้น เวลาผมไปงาน Cat Expo หรืออะไรที่มีนักดนตรีรุ่นน้องผมเป็นสิบปี ทุกคนเล่นเก่ง ทุกคนทำงานเอง ไม่ได้ถ่อมตัวแล้วก็ไม่ได้ก้าวร้าว มองค่อนข้างตานิ่ง ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนนี่เช็กรุ่นกันน่าดูเลย

เดี๋ยวนี้เด็กมันอยู่เป็น แล้วมันก็ดูมีความมั่นใจที่เงียบ ผมชอบเด็กรุ่นนี้มาก มือกลองที่ผมเอามาใช้อัดเพลง น้องเจสซี่ เมฆวัฒนา หรือใครก็ตาม นักดนตรีมหิดลอะไรที่เรียนมา หรือน้องภูมิ วิภูริศ ทุกคนดูมีอะไรของตัวเอง ทำแล้วสบายใจ รู้ว่าตัวเองคืออะไร ทำอะไรอยู่ ไม่ต้องรับความช่วยเหลืออะไรจากใครอีกเลย ดีครับ

การมีศิลปินหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมายเป็นแง่ดีของคนฟังที่มีทางเลือกเยอะขึ้น แต่ในแง่ศิลปินที่ต้องการหารายได้จากตรงนี้ล่ะ

มันพูดยากเพราะว่ารายได้อาจจะน้อยลง แต่ค่าสมาชิกของการเรียกตัวเองเป็นนักดนตรีมันก็น้อยลงด้วย คืองบประมาณอัลบั้มมันมีได้ตั้งแต่ 0 บาท ยันล้านบาท เมื่อก่อนมันประมาณเพลงละแสนบาท ห้าหมื่นบาท จริง ยิ่งถ้าเป็นศิลปินเองแล้วใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วนะ มันก็คือ 0 บาท นอกจากเวลาที่เราใส่ลงไป ใช่ รายได้อาจจะน้อย แต่คุณไม่ต้องควักเงิน ไม่ต้องไปเป็นหนี้ค่ายอะไรด้วย ได้อย่างเสียอย่าง

แต่ศิลปะมันไม่ใช่ประชาธิปไตย มันเป็นศักดินา มันมีคนที่มี และคนที่ไม่มี มันสอนกันไม่ได้ คนที่จะเป็นดารา คนที่จะเป็นคนดัง ใครจะไปรู้ว่าเพราะอะไรประชาชนถึงชี้ว่าชอบคนนี้ มันไม่ได้ยุติธรรมอะไรเลย วงจะดังหรือไม่ดังมันไม่ได้เกี่ยวว่าใครเก่งกว่าใคร ใครจะไปรู้ว่าดังเพราะอะไร มันไม่เหมือนกับนักวิ่ง คนที่เร็วที่สุดจะชนะทุกที นักเล่นไพ่ที่เก่งที่สุดจะชนะทุกที

แต่การที่มันกระจายไปยังที่ต่าง ได้เร็วขึ้น ทุกคนก็จับต้องมันได้นี่

ใช่ แต่ใคร ก็สามารถมีลูกได้ ไม่ได้แปลว่าจะเป็นพ่อที่ดี คือมันทำได้หมด อะไรก็ได้ แล้วศิลปะ ถ้าคุณสบายใจแล้ว คุณไม่ต้องมีคนชอบสักคนก็ได้

ทำไมถึงมาร่วมงานกับ Me Records

ก่อนหน้านี้อยู่กับ Lullaby Entertainment กับพี่อาร์ต อยู่กับ SO::ON Dry Flower กับพี่โคอิชิ ชิมิสึ แต่ค่ายก็ปิดไป แป๊ะ Silly Fools เป็นคนชวนผมมาอยู่ค่ายนี้ คือผมรู้จักกับเขาตั้งแต่ More Music แล้ว เป็นคนที่ปากจัดมาก ค่อนข้างเป็นนักวิจารณ์ที่รุนแรงและโหดเหี้ยมมาก คือถ้าเขากล้าชวนผมไปไหน และรู้ทั้งรู้ว่าถ้ามันไม่ดีผมต้องด่าเขาเละ มันคงดีจริง คงน่าอยู่จริง ค่ายนี้ได้รับการรับประกันจากคนที่ผมไว้ใจ แล้วผมยังอยู่ในจุดที่กำลังโดนแฟนเพลงถามว่าเมื่อไหร่พี่จะทำเพลง แล้วผมก็ไม่ได้ถนัดเรื่องมาร์เก็ตติ้ง ผมแค่ต้องการที่ที่ผมสามารถทำงานที่เสร็จแล้ว เขาเซอร์วิสให้ แล้วเราก็เชื่อว่าการตลาดเขารู้เรื่อง

เดี๋ยวนี้ศิลปินถึงจะมีค่ายแต่ทุกคนสามารถจับมือทำงานด้วยกันได้มากขึ้น

ผมว่ามันสนุกขึ้น แต่ไม่รู้ว่าคนอื่นสนุกขึ้นรึเปล่า ผมชอบจุดที่ผมอยู่มาก น่าจะสบายใจสุดแล้วตั้งแต่อยู่มาเนี่ย

อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ Hugo ไปร่วมโปรเจกต์นั้นโปรเจกต์นี้เวลามีคนมาชวน

แค่เขาชวนถูกวิธี ถูกทาง เรียงประโยคถูกคำ ถ้าผมไม่ได้รังเกียจเป็นการส่วนตัวหรือเกลียดขี้หน้าอะไร ถ้าผมว่างผมก็ไปแล้ว แต่ส่วนมากแล้วชักชวนกันมันก็สนุกอยู่แล้ว ถ้าไม่นับหน้าที่ที่ต้องทำ ตัดเรื่องครอบครัว เรื่องเพื่อนอะไรไป เรื่องความสุขต่าง อันนี้แหละมันน่าทำสุดแล้ว

ในโปรเจกต์ Crossplay 2 ที่ทำเพลง กรุงเทพ ของ YENA เป็นอะไรที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยทำมาก

ก็อยากจะแตกต่าง คืองานที่เป็น Hugo มาก เดี๋ยวมันก็มีมาเรื่อย อยู่แล้วเพราะเป็นสัญชาตญาณ แต่ไม่ต้องไปเน้น ไปเค้นมันออกมาหรอก จริง ผมไม่ต้องแต่งเพลงใหม่สิบเพลงก็ได้ผมก็มีเพลงเล่นพอที่จะดำเนินชีวิตต่อ แต่พอมีโอกาสเล่นเพลงคนอื่นมันยิ่งมีอิสระมากขึ้น

จะได้ยินซาวด์อิเล็กทรอนิกแบบนี้ในเพลงอื่น ในอนาคตอีกไหม

บ้าง แต่ผมก็ Deep in the Long Grass ก็แตะมาเยอะ เสียง sequence อะไรต่าง มันจะมีพวกกลองโปรแกรม มีซินธ์อะไรบ้าง แล้วผมก็จะกลับไปร่วมงานกับคนที่เมืองนอกก็ส่งงานไปให้เขาดู ก็ทำอะไรเรื่อย หลากหลาย ผมได้หมด เรโทร ยัน weird สุด ขอแค่เจตนามันบริสุทธิ์ว่าทำเพื่อให้มันเจ๋ง ถ้าจะชวนทำอะไรก็เพื่องานที่น่าสนใจ จะดีกว่าถ้ามีงานชิ้นนี้ ดีกว่าไม่มีงานชิ้นนี้ เรื่องเงิน ทอง เดี๋ยวหาเองก็ได้ (หัวเราะ)

มีส่วนร่วมในอัลบั้มใหม่ของ เป้ อารักษ์ Aragochina

ผมก็ทำงานกับเขามาพักนึงแล้วตั้งแต่ เหล็กกับไม้ แล้วนาน ทีเขาก็จะมาหาผม มาเล่าให้ฟังว่าตอนนี้ฟังอะไรบ้างและผมฟังอะไรบ้าง ช่วงนี้ผมบ้า Pusha T แล้วเขาก็เคยเกริ่นมาหลายครั้งแล้วว่าอยากทำเพลงที่มีซาวด์แบบ top 40 ของอเมริกาบ้าง ยิ่งไปรู้จักกับเมฆ Machina ที่ก็ถนัดทางนั้นอยู่แล้ว ถ้าทำอัลบั้มโฟล์กเขาทำคนเดียวก็ได้ การอัดอัลบั้มโฟล์กเป็นแค่การจัดไมค์ ซึ่งผมก็ไม่ได้รู้ดีกว่าเขาว่ามันต้องจัดวางตรงไหน engineer ที่ไหนเขาก็น่าจะรู้ดีกว่าเรา แล้วเขาก็ต้องการอะไรที่แตกต่างจากที่เขาเคยทำ เขาก็ต้องการให้เราไปช่วยเขียนแผนที่ว่าจะไปที่นี่ ต้องไปทางนี้ อันนั้นต้องเสียงนี้ เพราะถึงผมจะไม่ใช่คนฮิปฮอปแต่ผมน่าจะมีประสบการณ์กับชาวฮิปฮอปค่อนข้างเยอะ (ยิ้ม)

แล้วยังได้เป็นโปรดิวเซอร์ให้ เจสซี่ เมฆวัฒนา ด้วย

คุยกันไว้นานแล้วครับ แต่จังหวะนั้นเขายังมีงานแสดงอะไรเยอะอยู่ แต่ลึก แล้วเขาอยากทำเพลงมาตลอด ผมซึ้งเลยเพราะผมก็เคยอยู่ในจุดนั้นเหมือนกัน เขาก็มาถาม แล้วผมก็ทำให้เขาค้างไว้ก่อน อยู่ วันนึงพี่เทียรี่ก็โทรมาว่าเขาอยากทำเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว เขาควรจะไปอยู่ค่ายไหน เราก็มานั่งประชุมกัน ผมก็ลำเอียงอยู่แล้ว ประสบการณ์ผมก็โอเคกับค่ายนี้ ก็มาอยู่กับผมสิจะได้ดูแลใกล้ ก็รับต่อมา

พี่เทียรี่ก็เหมือนเป็นพี่เลี้ยงผมในวงการเพลง สิบล้อชุดแรกเนี่ย ไม่ประสบความสำเร็จเลย พาค่ายล้มไปค่ายนึง แล้วหลังจากนั้นผมก็ค่อนข้างท้อ ไม่รู้จะเอาอะไร เลยไปปรึกษาพี่แอ๊ด คาราบาว ตอนนั้นเล่นละครด้วยกัน เลยได้เจอแล้วถามแกว่าจะทำยังไง แกเลยส่งพี่รี่มาช่วย ผมกับวงสิบล้อก็ไปอยู่บ้านแก กินข้าวกับแกเป็นเดือนเลย แล้วแกทุ่มเทสุด จนเพลง มนต์รักสิบล้อ มันดัง แกเข้ามาเค้นแบบ ดูแลทุกอย่างเลย มือกลองต้องเล่นกี่เทค ๆๆๆ แกก็อยู่เฝ้าให้จนจบ จนดี แล้วก็ประสบความสำเร็จ ก็เป็นคนร่วมแต่งความลับในใจด้วย เขาเป็นคนที่สำคัญมากแทบจะนับญาติแล้ว

พอมีโอกาสทำงานให้ลูกชายเขาก็เลยรู้สึกดี เจสซีเขาเป็นศิลปินที่พร้อมกว่าหลาย คนในทักษะการเล่น การร้อง ก็เลยค่อนข้างง่าย ผมเหมือนไปบริหารเวลาให้น้องเขามากกว่าเวลาเข้าห้องอัด แล้วก็ทำให้งานจบออกมา เพราะจริง เขาก็เล่นทุกอย่างเองอยู่แล้ว นอกจากกลอง เบส (FJZ: เหมือนใช้กรรม) แน่นอน ใช่เลย แต่จริง เป็นเรื่องที่ดี พอเรามีโอกาสใช้กรรมเมื่อไหร่รีบคว้ามันในยามที่ใช้ได้ เพราะมีใครบอกว่าเวรกรรมจะตามมาตอนเราเป็นคนดีแล้ว (หัวเราะ) เราก็อยู่ในยุคของความเป็นคนดีอยู่

ก็ตลกดีเพราะเล็กเคยเล่นเป็นเทียรี่ใน ‘ยังบาว’ ด้วย

เหมือนเป็นไฟต์ที่จักรวาลบังคับ แล้วเดี๋ยวเขาก็ต้องมาช่วยลูกผม เจสซี่ก็รู้ตัวแล้วแหละ น้องฮาเปอร์ หรือฮันเตอร์ คนใดคนหนึ่งเขามีอะไรด้านนี้ คนโตไม่เท่าไหร่ แต่คนเล็กมีแวว เดินร้องเพลงทั่วบ้านแล้ว ไม่รู้เจสซี่จะกลายเป็นอะไรในอนาคตนะ แต่กลายเป็นคนที่มีภาระหนึ่งคนแน่

กับโปรเจกต์ SOULFOOD by Soul Smith ทำไมถึงยอมไปเป็นคนร้องเฉย

พี่บอล อพาร์ตเมนต์คุณป้าชวนไป บางคนเขาเครดิตดีกับผม นักดนตรีรุ่นนี้เรารู้จักกันมานาน ควรจะร่วมงานกันตั้งนานแล้ว ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเพิ่งมาทำกันตอนนี้ เขาพูดถึงโซล ก็ให้บอกยุคโซลที่ผมชอบ ผมแค่ส่ง reference ไป แล้วเขาก็ส่งงานมาเรื่อย ผมก็ค่อนข้างไว้ใจ มันเป็นงานเขา เราก็ยินดี

เมื่อก่อนเรายึดติดกับการเป็นนักแต่งเพลง การเป็นร็อกเกอร์ เป็นคนในวง เป็นศิลปิน แต่จริง แล้วรายได้หลัก ของผมมาจากอาชีพการเป็นนักร้อง นานน้านทีมันจะเป็นเรื่องอื่น ทุกครั้งที่ผมทำอะไรมันก็คือการร้องเพลงแหละหลัก แล้ว ถึงผมจะคิดว่าผมอยากถ่ายทอดผลงานที่เป็นงานเขียน ที่เป็นงานศิลปะที่ผมอัญเชิญลงมาจากดาวอังคาร จริง แล้วผมก็คือคนร้องเพลงคนนึง เพลงอะไรก็ได้ เลยค่อนข้างยอมรับและสบายใจกับตำแหน่งนี้ ทีนี้คนชวนทำอะไรเห็นหน้าผมก็รู้แล้วว่เป็นนักร้อง ชอบร้องเพลงอยู่แล้ว (ยิ้ม)

ปีนี้จะมีงาน Rock and Roll Come Back ไหม

น่าจะมีนะ ก็ขึ้นอยู่กับพี่ใหม่ สิบล้อ เราก็ต้องเกรงใจผู้ใหญ่เขาหน่อย เขาอยากจะให้ใกล้กรุงเทพ มากขึ้น อาจจะมีนบุรี (FJZ: co กับค่าย Bird Sound เลย) เอ้ย เบิร์ดเขาเอาอยู่แล้ว (หัวเราะ)

งานนี้เป็นการให้พื้นที่หลาย วงได้มาปล่อยของเหมือนกันนะ

มันคือจุดประสงค์หลัก แค่นั้นเลย เพราะมันไม่ได้เงินทองอะไรมากมาย เรื่องขอสปอนเซอร์ การเคลียร์กับเจ้าหน้าที่มันก็ไม่ใช่เรื่องสนุกอะไร แต่มันสนุกตรงที่คนสองกลุ่ม หนึ่งคือวงที่ไม่มีชื่อเสียงเลยได้ไปเล่น แล้วบางวงแม่งเสือกรอดต่อพอผ่านไปหลายปี เห็นวงที่เคยผ่านเวทีเราเริ่มดังขึ้น ดังขึ้น ก็รู้สึกดี สองคือคนดู ก็มีสองคนที่เจอกันโดยบังเอิญที่นั่น ก็แต่งงาน แล้วก็ยังกลับมางานนี้ แล้วก็มีลูกแล้ว ‘RRCB มีบุตร’ เป็นอะไรที่เยี่ยมมาก

ในแง่คนจัด คิดว่าตอนนี้เป็นยุคฟองสบู่ของเฟสติวัลแล้วหรือเปล่า

มันคงเป็นยุคฟองสบู่ ตลาดก็คงล้น มันสนุก แล้วมันก็มีผลประโยชน์เยอะอยู่ เดี๋ยวมันก็มีการลดบ้าง แต่ถ้ามันไม่ได้มียุคเฟสติวัลขึ้นมา เราก็จะไม่มีงานอย่าง Wonderfruit เป็นแลนด์มาร์กโลกไปแล้ว ซึ่งผมว่าดีออกที่มีอะไรแบบนี้ งานพี่สุกี้ Gypsy Carnival ก็เป็นงานที่น่าเที่ยวสำหรับศิลปิน มันมีงานดี งอกออกมาจากยุคนี้เยอะ แล้วมันก็มีงานงง แต่เขาก็อยู่กันได้ไม่นานหรอก พวกตัวปลอมเนี่ย เบี้ยว 2-3 ศิลปินเรื่องมันก็ถึงกันหมดแหละ อะไรที่ไม่ดีก็อยู่ได้ไม่นาน

ตอนนี้การเมืองดุเดือดมาก คิดว่าการทำเพลงประท้วงช่วยเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้จริงไหม

ในฐานะคนที่เคยทำมา ผมมาคิดออกว่าประวัติศาสตร์มันยิ่งใหญ่กว่า บางทีมันมีอะไรเยอะมาก มันเป็นลูกคลื่นที่ยังไงมันก็ต้องวิ่งไปทางนั้นอยู่ดี เราเลือกที่จะอยู่บนมัน หรือเราจะรอให้มันมาทับ หรือเราจะไปอยู่ข้างหลังมัน เราได้แค่เลือกตำแหน่งว่าเราจะไปอยู่ตรงไหน เพราะมันไปทางนั้นแล้วไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ไม่รู้ว่ามันจะมีผลไหม แต่โดยรวมแล้วมันไม่น่าจะมีผลเท่ากับความจริง ความจริงบนภาคพื้นดิน สภาพจริง

เมืองไทยก็มีประวัติเรื่องเพลงประท้วงเยอะ มันก็ดีที่จะระบายความคิดออกมา ก็คงดีสำหรับคนที่รู้สึกโมโหแล้วก็อย่างน้อยมีคนที่คิดเหมือนเรา แต่เพลงมันไม่สามารถเปลี่ยนขั้วอำนาจได้เท่ากับเศรษฐกิจ เท่ากับราคาไข่ ราคามะนาว ค่าไฟ ค่าน้ำมัน Arab Spring เรื่องที่เกิดขึ้นที่ตะวันออกกลาง เพราะคนขายผลไม้เขาอยู่ไม่ได้แล้ว เขาเอาน้ำมันราดแล้วจุดไฟตัวเอง มันต้องอะไรแบบนั้น ขนาดนั้น เพลงอย่างเดียวคงไม่ได้ แต่ถ้าอยากแต่งเพลงก็สนับสนุนให้ทำ ให้เขียนสิ่งที่ตัวเองรู้สึกจริง ไม่รู้นะว่าเราพูดถึงเพลงอะไรกันอยู่ แต่ผมว่าเป็นอะไรที่ดีที่ศิลปะจะสะท้อนอย่างน้อยก็ความรู้สึกแท้ ของคนคนนึง หรือคนกลุ่มนึงได้

บางคนอาจจะไม่รู้ว่า Hugo มีแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองด้วย Black Beetle ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง

หัวจรดเท้าครับ (ยิ้ม) สามารถใส่ในอากาศร้อนได้มากขึ้น

ฝากถึงซิงเกิ้ลนี้และผลงานต่อ ไป

สำหรับทุกคนที่บอกว่า เมื่อไหร่พี่จะทำเพลงสากล ทำแล้วครับ! ปล่อยมาหนึ่งแล้ว เดี๋ยวจะมีอีกสอง ซิงเกิ้ลต่อไปอัดสด จะเป็นวงไลฟ์แบนด์เลย แล้วก็จะค่อย รวมเป็นอัลบั้ม สำหรับคนอื่น เดี๋ยวเพลงไทยก็ตามมาครับ ใจเย็น

Facebook Comments

Next:


Montipa Virojpan

อิ๊ก เนิร์ดดนตรีที่เพิ่งกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนตอนอายุ 25 ชอบเดินเร็ว นอกจากขนมปังกับกาแฟดำแล้วก็สามารถกินไอศกรีมกับคราฟต์เบียร์แทนมื้อเช้าได้