kunst-first-interview

Interview

KUNST จากคนเบื้องหลังที่เราคุ้นเคย สู่วงที่ค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกับดนตรีที่เป็นส่วนผสมของทั้ง 6 คน

KUNST (คุนสท์) อีกวงดนตรีที่น่าจับตามองที่มีสมาชิกทั้งหมด 6 คน อิ๊ก (ร้องนำ) / นิว (ร้องนำ และกีตาร์) / โดม (กีตาร์) / ไมค์กี้ (เบส) / กร (กลอง) และ นัท (คีย์บอร์ด และ ซินธิไซเซอร์) ซึ่งก่อนหน้านี้ปล่อยเพลงออกมาแล้วด้วยกันทั้งหมด 4 เพลงด้วยกัน ได้แก่ Hold On, Sorry, Test Drive และ Road Rage และแน่นอนว่าพวกเขาได้ปล่อยเพลงที่ 5 มาแล้ว นั่นคือ Dry Tears นั่นเอง! เรามารู้จักเขาให้มากยิ่งกว่าเดิมกัน

May be an image of 6 people, hair, people standing and outerwear

KUNST เริ่มจากอะไร ใครชวนใครก่อน

นิว: จริง ๆ คือทำวงมาตั้ง 2015 แล้ว แต่ตอนนั้นใช้ชื่ออีกวงนึงว่า Discocxnt (ดิสโก้คันท์) เอามาจาก Urban Dictionary มันแปลว่า เหมือนกับคนที่แบบเข้าไปในผับ แล้วเต้นแบบ เต้นไปเรื่อย เต้นเละเทะอะ (อิ๊ก: นึกว่าเอามาจาก meme ที่เป็นห้างที่ขึ้นป้ายว่า ‘discount’ แต่เขียนผิด กลายเป็นดิสโก้คันท์) แล้วก็ทำมาสักพักนึง จนอิ๊กมาบอกว่า เพื่อนทักให้เปลี่ยนชื่อ เพราะคำว่า c*nt มันหยาบคายมาก ก็เลยมานั่งถกเถียงว่าเออ ชื่อไรดีวะ เราก็เลยกลับไปหาเอาใน Urban Dictionary กดแรนด้อมไปเรื่อย ๆ จนเห็นคำว่า KUNST  

ปกติเล่นเบสมาตลอด แล้วอยากเล่นกีตาร์บ้าง ก็เลยไปชวนรุ่นน้องมาเล่นตำแหน่งอื่น ๆ ด้วยกัน แต่ความที่ทุกอย่างสำหรับเรามันเหมือนเริ่มใหม่หมด ทั้งการเล่นกีตาร์ การแต่งเพลง แล้วเราเองก็ไม่ค่อยมั่นใจเวลาร้องเท่าไหร่ พอเล่นไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่ามีความบกพร่องอยู่ เลยอยากได้นักร้อง 

อิ๊ก: ตอนนั้นคนที่คุย ๆ อยู่มาชวนให้ไปร้องเพลงวงเขา (หัวเราะ) เราอยากเป็นนักร้องมาตั้งแต่เด็กแต่ประกวดอะไรก็ไม่รอด เลยรู้สึกว่า เอาล่ะ โอกาสมาละ ตอบตกลงอย่างไว 

นิว: ตอนนั้นเป็น Discocxnt อยู่ เป็นสมาชิกเซ็ตนึง คือโจ๋ มิว (Low Fly) จ๊อด (Jaygeorge) ก็ได้ไปเล่นสดกัน 2-3 งาน พอเปลี่ยนชื่อเป็น KUNST ก็มีสถานการณ์ทำให้ต้องเปลี่ยนสมาชิก ก็เริ่มมองหาสมาชิกใหม่มาเติมเต็ม เริ่มมาจากมีเรากับอิ๊กเป็นตัวยืนหลัก แล้วอิ๊กก็ไปชวนน้องกร (Public Mansion, H1F4) มาตีกลอง แล้วก็ไปชวนนัทฟู (Morningsound) ที่ทำงานที่เดียวกันมาเล่น แล้วก็หามือเบส ชวนไมค์กี้ (S.O.L.E., Laugh Laugh Laugh) ที่ฝึกงานมาเล่นให้ แล้วพอเล่นไปสักพักนึงก็รู้สึกว่า เราขาดกีตาร์เมโลดี้ เราเป็นคนคิดเมโลดี้ไม่ค่อยเก่ง ก็เลยไปทักหาน้องโดม จริง ๆ แล้วตอนแรกที่ทักไปหาน้องโดมคือเราตั้งใจอยากให้ช่วยตัดฟุต mv ที่มีอยู่ คือรุ่นพี่อิ๊กจะช่วยทำแต่เรายังไม่ค่อยถูกใจที่เขาตัดเท่าไหร่ แต่คือคุยไปคุยมาแล้วรู้ว่าน้องโดมเล่นกีตาร์ได้ แล้วเราถามว่าน้องยังเล่นกับ ดารารัศมี อยู่มั้ย ก็บอกไม่ได้เล่นแล้ว เราเลยชวนเข้าวง เป็นที่มาของการรวมตัวของสมาชิกทั้ง 6 คนครับ

พอเป็นคนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการดนตรีมานาน มาทำวงเองรู้สึกอย่างไรบ้าง

นิว: เราว่าคนที่ตั้งใจทำวงอะ ทุกคนจะมีความคาดหวังอยู่เสมอว่า อยากให้เพลงมันดัง อยากให้มันไปได้ไกล เลี้ยงอาชีพตัวเองได้ ด้วยความที่เราทำงานอยู่ในวงการดนตรีมานานเหมือนกัน เราก็เลยเข้าใจว่าคนที่จะประสบความสำเร็จแบบนั้นได้มันมีอยู่น้อยมาก ๆ ก็เลยพยายามไม่ตั้งความหวังไว้แบบนั้น คิดว่าเราอยากทำเพลงในแบบที่เราอยากทำ โดยที่เราไม่ต้องสนใจว่ากระแสเป็นยังไงมากกว่า

อิ๊ก: ยาก พูดเลย ยาก มาก ใครแต่งเพลงแต่งเนื้อร้องทำนองได้นี่คือเก่งมาก คุณมีพรสวรรค์อะ คุณมีหูที่ดี เราปกติฟังได้ วิจารณ์ได้ แต่ให้เราไปแต่งเมโลดี้ก็ยังห่างชั้นกับวงเทพ ๆ ที่เราชอบ ทำยังไงจะแต่งเพลงได้แบบ Alex Turner เหรอ คือมันใช้มากกว่าประสบการณ์และความรู้เรื่องดนตรี มันใช้พลังเยอะมากในการเขียนเนื้อเพลงให้มันออกมาดี มันไม่ง่ายค่ะ

วิธีการทำงานของ KUNST

โดม: ส่วนใหญ่จะเป็นพี่นิวฮะ พี่นิวจะทำเดโม่ หรือมีไอเดียคร่าว ๆ มาก่อน แล้วเราก็ทำการบ้านกันเองบ้าง พอถึงเวลาก็มาประกอบร่างกันอีกทีตอนซ้อม ตอนนั้นยังซ้อมได้อยู่ (หัวเราะ)

นิว: ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มจากกีตาร์ก่อน หรือบางทีก็จะมาจากเนื้อร้องของอิ๊กก่อน คือด้วยความที่อิ๊กเป็นนักเขียน ละอิ๊กมันก็จะชอบจดนู่นจดนี่ แล้วจะส่งเนื้อร้องมาให้เราทำเป็นเพลงต่อ ที่จริงโมเดลนี้ที่สำเร็จมันมีแค่เพลงเดียวคือเพลง Sorry ที่อิ๊กเขียนเนื้อมาก่อนแล้วเรามาทำเมโลดี้ ทำดนตรีทีหลัง 

ทำไมถึงเลือกหยิบ shoegaze มาทำเพลง

อิ๊ก: เคยพยายามจะเป็น แต่พอมันผสมหลายอย่างมากจนก็ไม่ได้เกซขนาดนั้น ถ้าเล่ากลับไปตอน Discocxnt เราอยากจะเกซมาก อยากทำซาวด์หูแตก ๆ เพราะว่าพี่นิวจะชอบ The Smashing Pumpkins ชอบ Yuck มี My Bloody Valentine บ้าง แต่สุดท้ายทำไม่ได้

นิว: คือทีแรกก็เข้าใจว่า shoegaze มันไม่น่าทำยากขนาดนั้นอะ แค่รีเวิร์บเฉย ๆ เอาจริงคือดีเทลการทำเพลง การทำซาวด์ให้ได้แบบ shoegaze มันค่อนข้างที่จะละเอียดมาก ๆ ก็เลยช่างมันแล้ว ก็เล่นแบบนี้ละกัน จะเป็นแนวอะไรก็แล้วแต่คนฟังเลย พยายามไม่จำกัดตัวเองว่า เอ๊ย เราเป็นวง shoegaze หรือเราเป็นวงแนวอะไร เหมือนทำไปเรื่อย ๆ พัฒนาไปเรื่อย ๆ ตั้งใจว่าในแต่ละอัลบั้มหรือแต่ละเพลงมันอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นแนวเดียวกันเสมอไป ซึ่งเราก็รู้สึกว่าเออมันก็เป็นการพัฒนาที่น่าสนุกดีเหมือนกัน 

นัท: จริง ๆ แล้ว DNA มันก็จะมาจากนิวเป็นหลัก การคิดกีตาร์ การขึ้นโครงมา แต่ว่าพอมาถึงดีเทลที่ทุกคนมาแจมกันแล้วหรือว่าไปคิดไลน์ตัวเองแล้ว ก็จะเริ่มออกเป็นอีโม เริ่มมีความพังก์ขึ้นมา หรือความดุดันของกลอง หรือว่ามีโน้ตซินธ์ที่มินิมอล เนี่ย เราเคยนั่งคุยเวลาซ้อม แบบ ‘ไอเหี้ยสรุปเราอยากเล่นอะไรวะ’ ‘เพลงต่อไปจะทำอะไร’ ‘กูอยากทำพังก์’ ‘อยากทำอีโม’ เลยกระจายไปหมด เราก็อย่าไปเสียเวลากำหนดมันดีกว่า ใครจะเรียก shoegaze ก็ได้เนอะ เรียกอะไรก็เรียกไป แต่เบสมันก็คือร็อกที่หลากหลายแหละครับ

โดม: เราว่ามันฟังดูเป็นแบบร็อก อัลเทอร์เนทิฟ อะไรอย่างงี้ ถ้าเกิดจะให้เข้าใจง่าย ๆ

ไมค์กี้: อือ ก็น่าจะเป็นร็อกแหละ เบสหลัก ๆ เป็น emo gaze มีมะ 

อิ๊ก: ก็วงอินดี้ร็อกแหละ

Super Retard EP แรกจากวง

นิว: ที่มาของมันมาจากเพื่อนของเรา เป็นรุ่นน้องที่สนิทที่เสียชีวิตเมื่อปี 2017 ชื่อมะปิน คืออยู่กับเรามาตลอด ไปซ้อมดนตรีก็คือไปด้วย ไม่ได้ไปเล่นนะ แต่ไปนั่งฟัง ไปนั่งรอเพื่อที่ซ้อมเสร็จแล้วจะไปนั่งชิลกันต่อ แล้วการที่มันคอยช่วยฟัง ช่วยแนะนำ ทำให้รู้สึกว่ามันเหมือนเป็นแฟนเพลงคนแรกของเราที่คอยเชียร์คอยเอาใจช่วย ช่วยเหลือแม้กระทั่งหาคนช่วยทำเพลง อัดเพลง เราเลยตั้งใจจะอุทิศอัลบั้มนี้ให้มันที่เป็นแฟนเพลงคนแรกของเรา ว่า ‘นี่คือเพลงที่เสร็จสมบูรณ์แล้วนะ อยากให้มึงได้ฟังจริง ๆ ว่ะ’ องค์ประกอบต่าง ๆ ของ EP ไม่ว่าจะเป็นชื่อ Super Retard ก็มาจากชื่อ Instagram bio ของมัน เขียนว่า ‘A retard who walks super fast’ เราก็เลยเอาคำนั้นมาเป็นชื่อ EP และก็ปก EP ก็เป็นรูปของมันที่ถูกบิดเบือนให้กลายเป็นเหมือนภาพเก่าที่เลือนหายไป  ทำโดยน้อง NPKD ภัทร—ณัฐภัทร เหลืองรุ่งทิพย์ อ้อ โลโก้วงเราได้ Tuna Dunn มาออกแบบให้

Track by Track

Test Drive

นิว: Test Drive เป็นเพลงแรก ๆ ที่ทำ ระยะเวลาไล่ ๆ กันกับเพลง Sorry กับ Hold On เราอยากมีเพลงเร็ว แต่ก็ไม่อยากให้เนื้อเพลงมันพูดถึงความรัก ช่วงนั้นเราชอบฟัง The Smashing Pumpkins มาก ๆ เพลงนี้ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง 1979 เป็นคู่ 8 ไล่ไปไล่มา แล้วเราเขียนแค่ verse เดียว “Take my hand, let’s get a ride”

อิ๊ก: แต่มันก็แต่งออกมาเร็วนะเพลงนี้ ตอนนั้นพี่นิวบอกว่า ฟังแล้วรู้สึกเหมือนขับรถเปิดประทุนริมทะเล 

นิว: เร็วมาก ๆ ส่วนใหญ่คือเขียนเพลงตอนนั่งบีทีเอสไปซ้อม แล้วมันเสร็จพอดี บ้านไกล ตอนนั้นคุยกันกับสมาชิกเดิมว่า อยากทำเพลงที่ ‘เฮ้ย เดี๋ยวทำเพลงเสร็จแล้วเราไปปิดบ้านที่พัทยา ปาร์ตี้กันดีกว่า ไม่ต้องกลับบ้านวันสองวัน’ ก็เลยเป็นที่มาของเพลงเหมือนกัน ฟีลแบบขับรถไปเที่ยวเล่นกัน แล้วก็ไม่ต้องสนใจอะไรแล้ว ปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็นไป ซึ่งก็จินตนาการซีนต่าง ๆ แบบ เราขับรถเปิดประทุนอยู่ชายหาด อยู่ Miami ลมมันก็แรงดี เป่าพัดผม แล้วสักพักฝนแม่งตกว่ะ ถึงเวลาดราม่าชีวิต พอฝนตกมันก็แบบเหมือนตกมาเพื่อล้างความเจ็บปวดในจิตใจของเราออกไป

อิ๊ก: อีโม

กร: คลาสสิกเหี้ย ๆ

อิ๊ก: ถ้าสังเกต เนื้อเพลงพี่นิวจะมีความ ปล่อยให้น้ำตามันไหลแล้วสุดท้ายมันจะดีขึ้น เหมือน Dry Tears

Road Rage

นิว: ตอนนั้นน้องกรเข้ามาในวงแล้ว แล้วก็ฟิตซ้อมเพราะกรเป็นคนมีระเบียบวินัยที่สุดในวงแล้วครับคนนี้ แบบขยันซ้อมเอง แล้วจะส่งคลิปกลองเข้ามาในกรุ๊ป ยาวประมาณซัก 30-40 วินาที เราก็รู้สึกว่า เออ แม่งเท่ว่ะ แต่แม่งตีอะไรวะกูแกะไม่ออกเลย (หัวเราะ)

กร: ก็ซ้อมอยู่บ้าน ลองแจมไปเรื่อย ๆ ไหล ๆ จนมันได้มาเป็นแพทเทิร์นประมาณนี้ แต่ว่าทีแรกจังหวะมันจะไม่ลงเป็นเลขคู่ มันเป็นเลขคี่ เป็น 7 แล้วก็ล้มเลิกไปเพราะรู้สึกว่าน่าจะหัวทิ่มกันทุกคน

นิว: เราก็แกะกลองที่น้องกรส่งมาให้แล้วก็เขียนในโปรแกรม มันเท่ดีว่ะ ตอนนั้นเรามีริฟฟ์นึงที่อยู่ในหัวเรามานานแล้ว ปี สองปี แล้วไม่รู้จะเขียนกลองยังไง ก็เลยเล่นกับกลองที่น้องกรส่งมา แม่งเข้าดีว่ะ น่าจะเวิร์ก ก็เลยทำเป็นเดโม่หนึ่งชิ้นขึ้นมาให้อิ๊กเขียนเนื้อร้อง แล้วอิ๊กก็ไม่ยอมเขียน จำได้ประมาณ 2-3 อาทิตย์ก็ยังไม่เขียนเนื้อร้องเลย มีอยู่ท่อนเดียวคือ “หู่ฮูฮู้ เย้”

อิ๊ก: จำไม่ได้ว่าเว้นไปนานขนาดนั้น (หัวเราะ) แต่ก็เขียนจบเร็วนะ เหมือนพอเริ่มเขียน ได้ทอปิก อะ มีเรื่องให้ด่าละ เนื้อเพลงเราได้แรงบันดาลใจมาจาก Wolf Alice ยุคแรก ๆ จะมีความดิบ พังก์ ซ่ามาก ๆ แล้วเพลง Giant Peach เขาพูดถึงบ้านเกิดตัวเองที่ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ อยากจะหนีไปไกล ๆ ฉันมาทำอะไรที่นี่ แล้วพอมาเขียน Road Rage อินเนอร์ประมาณนั้นอะ คือจะ 30 ปีแล้วบ้านเราก็ยังรถติดเหมือนเดิม คนนี้ยังพูดจาแย่ ๆ เหมือนเดิม มาอยากยุ่งอะไรกับเราไม่ทราบ เพลงนี้ก็คือ บ่นไปเรื่อย ก็ตั้งใจทำให้เป็น spoken words ซึ่งไป ๆ มา ๆ หลาย ๆ วงในยุคนี้ที่เราชอบคือทำเป็น spoken words หมดเลย แล้วก็คิดว่า ดี! มาถูกทางแล้ว

นิว: ใช่ ช่วงนั้นอิ๊กจะ จะขับเคลื่อนด้วยความกราดเกรี้ยว

อิ๊ก: ตอนนี้เริ่มเหนื่อยแล้วอะ ก็ยังด่าได้อยู่นะแต่เริ่มหมดแรงแล้ว

Summary

อิ๊ก: จำไม่ได้ใครเป็นคนทำดนตรี แต่ว่า เนื้อเพลง ชื่อเดิมมันคือ A Story Of My Love Life ชื่อเบียวมาก แต่ว่ามันก็จริง คือเราคบมากี่คน ๆ ผู้ชายก็เหี้ยทุกคน ดี ๆ ที่เข้ามาก็ไปทิ้งเขาหมด ก็เลยเขียนเพลงตัดพ้อชีวิต ทำไมกูซวยอย่างงี้ กูผิดปกติรึเปล่า มีแต่คนเหี้ย ๆ เข้ามา คนดี ๆ ก็ไม่ชอบ ขอแบบพอดี ๆ บ้างได้ไหม

นัท: จริง ๆ เพลงนี้มันเริ่มต้นมาจากกีตาร์ของนิวด้วยปะ ที่แค่ดีดคอร์ดขึ้นมาต้นเพลง มันเหมือนได้แล้ว รู้สึกว่าเท่ 

นิว: ส่วนใหญ่มันก็มาจากการแจม มาจากห้องซ้อม เล่นเรื่อย ๆ ละก็แบบ เออแบบทุกคนรู้สึกว่าแบบนี้มันน่าจะเวิร์กดี ก็เลยมาทำเดโม่ต่อ

นัท: เออเหมือนถ้าไปต่อได้ก็ไปแต่งเนื้อไปแต่งอะไรต่อ

Dry Tears

นิว: จริง ๆ ทำวงนี้ก็ได้เรียนรู้ที่จะทำเพลงในคอม เป็นเพลงแรกที่เราทำเดโม่แบบเต็ม ๆ มาหนึ่งเพลง พอทำดนตรีเสร็จก็อยากเขียนเพลงไม่เกี่ยวกับอกหักรักคุด มีเยอะละ ก็เลยตั้งใจเขียนเนื้อเพลงออกมาให้กำลังใจทุกคนที่อาจจะมีเรื่องราวที่ช้ำใจอยู่ ‘ไม่เป็นไรนะ เราเข้าใจ ทุกคนมันก็มีช่วงนี้แหละ ซับน้ำตาซะ เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเองแหละ’  มันไม่ค่อยมีเนื้อหาแบบนี้เท่าไหร่

Runaway

นิว: Runaway นี้ถ้าจำไม่ผิดเป็นเพลงแจมในห้องซ้อมช่วงแรก ๆ เลย ช่วงนั้นเข้าห้องซ้อมทีนึงก็จะหยิบมือถือมาอัดระหว่างซ้อมไปตลอด แล้วกลับบ้านมาเราก็จะมานั่งฟังว่า เออเพลงที่ซ้อมมา ที่แจมมา มันเป็นไงบ้าง แล้วก็เลือก ๆ มาว่าอันไหนที่มันน่าสนใจ แล้วเพลงนี้กรตีกลองโหดมาก ตอนแกะจากไฟล์ที่อัดมา ท่อนนั้นท่อนเดียวเราแกะอยู่ 3 วัน

กร: ตีอะไรจำไม่ได้ละ

นิว: คือกรตีเก่ง แต่พี่อะทำกากเอง (หัวเราะ) เพลงนี้ก็เป็นอีกเพลงนึงที่อิ๊กไม่ยอมเขียนเนื้อร้องสักที ตอนแรก ๆ มาซ้อมก็จะฮัมเป็นเมโลดี้ ก็เลยเอาเมโลดี้ที่อิ๊กฮัมมาแปลงเป็นไลน์ซินธ์ต่อ เพื่อเล่นซับเมโลดี้ร้องของอิ๊ก แต่พออิ๊กเขียนเนื้อร้องจริง ๆ มา มันดันเปลี่ยนเมโลดี้

อิ๊ก: (หัวเราะ) เคาะยากมากเลยเพลงนี้ เพลงมันดูเป็นวัยรุ่นอยากแบบวิ่งหนีจากอะไรสักอย่าง จากกรอบ จากอะไรก็ตาม เนื้อเพลงก็จะพูดประมาณว่า ‘ถึงเวลาแล้วนะ อยากทำไรทำ อย่ามารีรอใด ๆ วิ่งได้วิ่งเลย’ ก็คือใครอยากย้ายประเทศก็ย้ายเลยนะคะตอนนี้ไม่ต้องรอ 

มุมมองในวงการดนตรีของ KUNST เกี่ยวกับอุตสาหกรรมดนตรีในประเทศไทย

นิว: ก็รู้สึกว่าสองปีที่แล้วมันคึกครื้นมากเลย มันมีความหลากหลายมากขึ้นเยอะ แต่ก็มันก็น่าเสียดายตรงที่ถึงแม้จะมีสิ่งแปลกใหม่เกิดขึ้นมาเยอะ แต่ว่าคนก็ยังสนใจสิ่งเดิม ๆ อยู่ (FJZ: เหมือนรวยกระจุกจนกระจายอะไรอย่างนั้นไหม) อะไรอย่างงั้นแหละ แล้วความเศร้าคือ ซาวด์วงดนตรีจากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ เหมือนเพลงร็อกตายประมาณนึง ไม่ค่อยมีคนให้ความสำคัญ ให้ความสนใจกับเพลงร็อกเท่าไหร่ เราก็เสียใจนิดนึงนะ

ไมค์กี้: เราคิดต่างจากพี่นิวนิดนึง เรามองว่าเพลงร็อกมันไม่ได้ตาย แล้วก็ไม่มีเพลงไหนตายไปจริง ๆ แต่เหมือนยุคสมัยมันเปลี่ยนแล้วมันมีอะไรเข้ามามากขึ้น เพลงร็อกไปอยู่ในแพลตฟอร์มแบบอื่นมากกว่า เรามองว่าจริง ๆ แล้วฮิปฮอปมันก็มีความเป็นเพลงร็อกนะ ไม่รู้ว่ะ แต่ช่วงนี้อะไรที่มันเกิดขึ้นมามันก็ไปไว แล้วคนมันไปกระจุกอยู่แนวใดแนวหนึ่งอย่างงั้นจริง ๆ มันไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนที่พอเป็นแนวนี้มาก็จะอยู่ไปอีกนาน

นิว: เราว่าดนตรีเหมือนแฟชั่นจริง ๆ แหละ แบบมันแค่วนยังไม่ถึงลูปของมัน ยังไม่ถึงตาของมันเฉย ๆ

ไมค์กี้: มองภาพวงร็อกสามชิ้นให้กลับมาในยุคแบบนี้ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันนะ เพราะว่ามันก็มีแบบนั้นมาเยอะแล้วอะ มันทำอะไรได้มากกว่านั้นแล้ว ตอนนี้มีสามคนคือมึงเล่นได้เป็นสิบชิ้นอะ

อิ๊ก: เห็นด้วยกับไมค์กี้ คำว่าวงการเพลงไทยตอนเนี้ย มุมศิลปินเราว่ามันมีความเป็นกลุ่มก้อนกันมากขึ้น ตั้งแก๊ง ตั้งเป็นพวกช่วย ๆ กันมากขึ้น เราจะสังเกตเห็นพวกค่ายเล็ก ๆ ออกมาเยอะมาก อย่าง Brand New Me ของ เต๊ะ Deathe of Heather หรือว่าอย่างของเราก็ยังมีแก๊ง The Year Shoegaze Broke ที่เชื่อว่า ถ้ารวมกันมันไปได้ไกลกว่า ต่างจากเมื่อก่อนประมาณ 5-6 ปีที่แล้วที่คนออกมาด้วยตัวเองทั้งหมด กูไม่สนใจเรื่องใครจะมาลงทุนให้ มีก็ดี แต่กูทำ DIY เองก็ได้ แล้วก็อาศัยคนที่ชอบอะไรเหมือน ๆ กันเข้ามาฟังก่อน แล้วค่อย ๆ ขยายฐานไปเรื่อย ๆ แล้วเขาเห็นแบบนี้มันเวิร์กมั้งก็เลยเริ่มจับกลุ่มกัน

กลับมาประเด็นว่า มันทำให้เพลงร็อกตายมั้ย เราว่าร็อกใต้ดินไม่ตาย แต่ในซีนเมนสตรีมร็อกมันคงไม่ขึ้นมาโดดเด่น อาจจะเป็นทางเลือกมากกว่า แบบที่ไมค์กี้พูดว่าร็อกกับแร็ปมันมีฐานที่ใกล้กัน ถ้าสังเกตแบบพวกนูเมทัลมี Linkin Park มี Limp Bizkit ของไทยมี Bomb At Track แล้วหลัง ๆ มาเนี้ย อยู่ดี ๆ ก็มีไปพวก Jaokhun กับ FIIXD ปะ กลับมาทำป๊อปพังก์ แบบที่สมัยก่อนเรามี Monkey Pants พวก Simple Plan ซึ่งมันก็จะมีความแร็ปผสมร็อกอย่างที่ไมค์กี้พูดเลย พอเป็นเจ้าขุนมันก็อาจจะทำให้กลับมาอยู่ในเมนสตรีมได้บ้าง ที่เห็นชัดคือมันมีความหลากหลายของเพลง เกิดการผสมมากขึ้น มีผู้เล่นมากขึ้น เลยทำให้ไม่ได้มีค่ายใหญ่เมนสตรีมค่ายใดค่ายหนึ่งกินทุกชาร์ตเพลงอีกต่อไปแล้ว เพราะว่าอัลกอริทึมก็มีผล คนฟังก็พฤติกรรมเปลี่ยน information overload ช่วงนี้คนอยู่กับ Twitter อยู่กับ TikTok เป็นข้อมูลสั้น ๆ วิดิโอสั้น ๆ อะไรที่มันจับต้องได้ก่อนก็ฟังอันนั้นแหละ เค้าไม่มีเวลามานั่งจับจดกับอะไรนาน ๆ คนที่อยากจะฟังลึก ๆ มันก็มี แต่ว่าก็มันจะยิ่งเฉพาะกลุ่มไปเรื่อย ๆ 

นิว: อาจจะใช้คำว่าแบบ มันมีความเป็น collective สูงขึ้นอะ แบบคือคนที่ชอบแนวเดียวกันก็จะรวมตัวกันมากขึ้น และจำกัดเฉพาะกลุ่มมากขึ้น

อิ๊ก: ใช่ จะมีความเฉพาะกลุ่มจะอยู่แบบ niche เลย ใต้ดินเลย

โดม: เหมือนหนัง อารมณ์หนัง ผมว่าแบบหนังไทยอะ มันก็จะมีแค่ ดราม่า ผีสาง ร่างทรง วนอยู่อย่างนั้น

อิ๊ก: อีกปัญหาคือคนที่เป็นเจ้าของทุนไม่ได้จะสนับสนุนอะไรที่เป็นสายทางเลือกขนาดนั้นไง เพราะมันไม่ได้เงิน มันโตช้า เขามีทีมโปรดักชันที่ต้องจ่ายเงินเดือน คือสมัยนี้พอทำอะไรมันเป็นตัวเลขไปหมดแล้ว ยากมากที่จะมีใครมาให้เวลากับศิลปะดิบ ๆ ได้เติบโต เขามองว่ามันไม่ได้กำไรเขาก็ไม่ลงทุน เราเลยเห็นเพลงในกระแสออกมาแพตเทิร์นเดียวกัน เพราะมันก็ทำรายได้ได้จริง ๆ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องรัฐบาลว่าจะต้องให้เงินสนับสนุนอะไรนะ

นิว: เราว่าการทำเพลงมันคือการลงทุนที่มีความเสี่ยง ผลตอบรับมันแบบมันอาจมีสูตรสำเร็จแหละ แต่ถ้าทำตามนั้นมันก็อาจไม่ได้เพิ่มคุณค่าทางศิลปะอะไรเลยอะ เราคิดว่าในวงการเพลงบ้านเรามันมีความหลากหลายเยอะนะ แต่คนไม่ค่อยให้ค่ากับความหลากหลายเท่าไหร่

โดม: ไม่ค่อยเปิดเท่าไหร่

นิว: คนให้ค่ากับสิ่งที่เหมือนเป็นกระแสหลักอยู่แล้ว และทำรายได้มากกว่า จริง ๆ มันเป็นข้ออ้างของคนที่ทำเพลงแล้วยอดวิวน้อยรึเปล่าไม่รู้เหมือนกัน

อิ๊ก: ไม่อยากให้มางอแงด้วยเหตุผลนี้ แต่ในมุมความเป็นจริงมันก็เป็นอย่างนั้นอะ คือเค้าก็ทำธุรกิจเพื่อให้มันจับกระแสเพื่อให้มันสร้างเงินขึ้นมาอยู่แล้ว

โดม: ก็อย่างนั้นแหละ แต่สำหรับผมคิดว่าความหลากหลายมันมีเกือบจะครบเลยนะ แต่แค่ปริมาณมากน้อยเท่านั้นเอง แค่จะมีปริมาณมาก ๆ หรือว่าคนที่เค้าทำแบบจ๋า ๆ อาร์ต ๆ ติสท์ ๆ ของเค้าไปเลยก็มีอยู่อะแต่มันแค่น้อย

อิ๊ก: ใช่ เพราะว่าส่วนหนึ่งอะ เสริมจากของโดม อะไรที่มันป๊อปมาก ๆ ติดหูง่ายมาก ๆ มันจะยิ่งได้รับความนิยมเร็ว แพร่หลายเร็ว มันก็เลยจะไม่แปลกถ้ากระแสหลักมันใหญ่อยู่เท่านี้ (ทำมือ) พอได้แรงแชร์โซเชียลที่ทุกคนเข้าถึงมากขึ้น มันก็จะขยายฐานไป ปึ้ง! เท่านี้ (ทำมือใหญ่)

โดม: มันไว แต่พวกแบบเพลงที่เค้าเป็น local เพลงที่เค้าอยู่แบบอีสานหรือเพลงทางใต้ เขาก็ทำของเขาแบบได้อยู่นะ พฤติกรรมคนก็มีส่วนเหมือนกันอะ ของคนกรุงเทพ ฯ ก็อาจจะใช้ชีวิตอีกแบบนึง ของพวกวัยรุ่นที่อื่นก็อีกแบบ เคยเข้าไปดูพวกเพจก็มีวิวเยอะ คนฟังเยอะ วัยรุ่นที่นู่นเขามีพฤติกรรมไม่เหมือนกับคนกรุงเทพ ฯ อะ ทำให้เค้ายังทำจุดนั้นเดิม ๆ ได้อยู่ ไม่มีอะไรมาเอาเขาลงได้เลย ต่อให้มี เขาก็คงไม่แข่งกับใคร เขาไปต่อได้

นิว: เหมือนเราว่า สื่อสมัยก่อนที่เราเข้าใจอะ พยายามปูภาพให้เข้าใจว่ากระแสหลักมันคือแบบนี้นะ มันคือป๊อป คือร็อกแบบนี้ แต่จริง ๆ แล้วอะคือแบบพอมีสื่อโซเชียลมันทำให้เราเข้าใจว่าจริง ๆ การที่สื่อนำเสนอเราว่าเป็นกระแสหลัก อาจจะไม่ใช่กระแสหลักแต่แรกก็ได้ อย่างเพลงลูกทุ่งอะ เราเข้าใจไปเองว่าเนี่ยคือ subculture แต่จริง ๆ subculture นี่ใหญ่มาก ใหญ่กว่าเมนสตรีมด้วยซ้ำ 

อิ๊ก: ลูกทุ่งอินดี้นี่มาแรงมากนะ รายได้เข้าเยอะมาก ๆ

นัท: เอาเรื่องผลกระทบโควิดแล้วกัน อย่างเราเป็นคนที่ทำโปรดักชันคอนเสิร์ต มันก็จะมีอีกมุมนึงที่ทำให้มองซีนดนตรีในแง่ของการแสดงสด หรือว่ามองไปถึงตัว supplier ที่ทำงานด้วยกัน เช่น คนทำไฟ ให้เช่าเวที หรือว่าคนที่ทำเซ็ตอัพ ทำฉาก คือช่วงนี้มันไม่ใช่แค่นักดนตรีที่ได้รับผลกระทบว่าไม่ได้เล่น แต่ว่าจริง ๆ คนเบื้องหลังเหล่านั้นน่าจะเป็นกลุ่มรอง ๆ ที่ถูกนึกถึงน้อยลงไปกว่าพวกเราด้วยซ้ำ แล้วเขาไม่มีเสียง ไม่มีทางเลือก ก็ดูเป็นช่วงเศร้า ๆ เราก็หวังว่า ทุกภาคส่วนจะกลับมาได้พร้อมกัน ไม่ได้มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

อนาคตจะได้เห็นอะไรจาก KUNST อีก

โดม: เดี๋ยวจะมี mv Dry Tears

นิว: เออขายของหน่อย

ทิ้งท้ายสักหน่อย

กร: ขอบคุณทุกคนที่พรีออเดอร์ค้าบ

นิว: ฝากลงชื่อแก้รัฐรรรมนูญกันด้วยครับ

โดม: รอสถานการณ์กลับมาปกติ ไว้รอเจอกันในเล่นสดครับ

อิ๊ก: ยังพรีออเดอร์ได้อยู่นะคะถึงวันที่ 30 มิถุนา mv ออกวันที่ 28 ค่า

นัท: เจอกันที่งาน Maho Rasop ครับ

PRE-ORDER EP. Super Retard ได้ที่นี่

ฟังทุกเพลงจาก KUNST ได้ที่นี่

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่นี่

Facebook Comments

Next:


Donratcharat

นัท มีความสามารถพิเศษคือเดินสะดุดพื้นเรียบ เมื่อก่อนขำและพูดคนเดียวได้ทั้งวัน ช่วงนี้กำลังหาทางสงบให้แก่จิตใจ หลงใหลในป๊อบคัลเจอร์ แต่ก็หลงรักเพลง oldies จนมักถูกถามอยู่บ่อยครั้งว่าอายุเท่าไหร่ ที่สำคัญคือขาดกาแฟไม่ได้หัวใจขอสารภาพ