minekuk-2022

Interview

ชวน minekuk มาเล่าเรื่องราวของความรู้สึก ที่อยากจะบอกกับใครสักคน ‘ผ่านเพลงนี้’

  • Writer: Teramet Tongsong
  • Visual Designer: Nan Chanikarn

เป็นครั้งแรกที่ minekuk ได้ปล่อยผลงานเพลงออกมาให้ติดตามกันในฐานะศิลปินหญิงเดี่ยวตามความฝันของเธอ เราจะพาทุกคนไปพูดคุยทำความรู้จักกับเธอให้มากยิ่งขึ้น และค่อย ๆ สำรวจเรื่องราวของความรู้สึกที่ถูกเก็บซ่อนไว้ ‘ผ่านเพลงนี้’ อีกทั้งยังมีเรื่องของโชคดีที่มากับเพลง ถ้าอยากรู้ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรแล้วละก็ ตามมาได้เลย!

ชื่อ minekuk มีที่มาที่ไปอย่างไรนะ

เหมือนว่าตอนสมัยมัธยมฯ ต้น คนชื่อมายเยอะมาก แล้วเวลาที่เพื่อนเขานินทากัน บางทีเราสะดุ้งไง เพราะเราไม่รู้ว่าเป็นมายไหน เราก็เลยหาชื่อสร้อย ตอนนั้นเป็นช่วงกำลังตั้งชื่อเฟซบุ๊กพอดี เราก็คิดไม่ออกว่าจะใช้คำสร้อยอะไรดี พอดีกินไก่ทอดอยู่ เราก็เลยแบบ งั้นชื่อมายกุ๊กกุ๊กเลยแล้วกัน 

 

เริ่มรู้จักกับดนตรีตั้งแต่ตอนไหน 

จริง ๆ ถ้า นับเรื่องดนตรีคือเราฟังเพลงตั้งแต่เด็ก คุณพ่อคุณแม่ก็จะเปิดเพลงฟัง พี่ชายก็จะแบบเล่นกีตาร์ ร้องเพลง เราก็ซึมซับมา แล้วก็รู้สึกว่าเราชอบที่จะฟังเพลงร้องเพลง เหมือนตอนเด็ก ๆ คุณแม่ซื้อเครื่องเล่นคาราโอเกะมา เราก็เลยลองร้องดู แล้วเราก็รู้สึกว่าเราชอบ อยากจะเป็นศิลปินสักวันหนึ่ง ส่วนเครื่องดนตรีที่เล่นก็จะเป็นกีตาร์ มาเล่นช่วงหลัง ๆ นี้ ช่วงโควิดที่ผ่านมา 

 

ทำไมถึงเลือกเล่นกีตาร์ 

มันดูง่ายสุดแล้วอะ ช่วงนั้นคือเหมือนเราทำเพลงแต่งเพลงด้วย เราก็เลยคิดว่า เออ ถ้าเราจะจริงจังทางด้านนี้ เราควรเล่นเครื่องดนตรีสักชิ้นหนึ่ง เราคิดว่าถ้าเบสิกเลยไม่เปียโนก็กีตาร์ แต่เราคิดว่ากีตาร์เราน่าจะไปรอดกว่า 

 

ตั้งแต่มีเครื่องคาราโอเกะเราก็ไปเปิดคอนเสิร์ตของตัวเองทุกวันเลย 

อ๋อใช่ ๆ ทุกวัน สมมติว่าเลิกเรียนกลับมาที่บ้าน ทำการบ้านเสร็จเรียบร้อย เราก็จะเปิดเครื่องเล่นคาราโอเกะ ถือไมค์ แล้วก็จะไปยืนบนเตียง บนโซฟา ประหนึ่งว่าอยู่บนเวทีนะ ข้างล่างคือคนดูประมาณนั้น 

 

แล้วเราเลิกทำแบบนั้นตั้งแต่ตอนไหน 

ตอนนี้ก็ยังทำอยู่นะ (หัวเราะ)

 

เคยได้ยินมาว่าตอนเด็ก ๆ เคยไปแข่งประกวดร้องเพลงด้วยใช่ไหม 

อ๋อ ใช่ค่ะ ประกวดร้องเพลงลูกทุ่งค่ะ ตอนนั้นเหมือนคุณแม่ชอบให้ร้องเพลงลูกทุ่ง แล้วเราก็โอเค เราก็รู้สึกอินตามแม่อะไรแบบนี้ เราก็ไปประกวดตามแบบที่เขาอยากให้ไปประกวด เป็นแบบเวทีที่โรงเรียน ตามวันภาษาไทย งานนู้นงานนี่ปกติ 

 

ความรู้สึกตอนนั้นเป็นไงบ้าง 

มันจำไม่ได้ แต่ถ้าที่จำได้ก็รู้สึกว่าตัวเองสวยดี ใส่ชุดกระโปรงบาน ๆ เต้นหมุนไปหมุนมา ก็รู้สึกว่า สวยดีเนอะ  ข้างล่างเวทีก็มีเพื่อน ๆ มองอยู่ 

เริ่มมารู้จัก MILK.bkk ได้อย่างไร 

จริง ๆ MILK.bkk ก็คือรู้จักอยู่แล้ว เพราะว่าก็มีศิลปินหลายคนที่เราติดตามอยู่แล้วเราก็เห็นว่าเขาอยู่กับที่นี่ แล้วมันเริ่มจากการที่มายทำเพลง ก็หาโปรดิวเซอร์สักคนที่จะทำให้ ไปได้พี่ชูมาเป็นโปรดิวเซอร์ ซึ่งพี่เขาก็เล่นกีตาร์ให้วง Scrubb อยู่แล้วด้วย เราชอบเวลาพี่ชูเล่นกีตาร์ เรารู้สึกว่าเขามีจริตบางอย่าง แล้วก็มีเซนส์บางอย่างที่แบบหาได้ยาก เราก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นเราทำกับพี่ชูดีกว่า จนเพลงมันเสร็จไปแล้วเราก็ไม่ได้คิดมากอะไร แต่อยู่ดี ๆ เราก็ไม่ชอบช่วงอินโทรเพลงที่มันเป็นซาวด์อคูสติก เราก็อยากให้พี่ชูเปลี่ยนให้ช่วงก่อนธันวา (ธันวาคม พ.ศ.2564) นิดหนึ่งเพราะเราตัดสินใจว่าเราจะปล่อยเพลงเอง แล้วเหมือนช่วงนั้นพี่ชูแก้ให้อยู่พอดี บังเอิญว่าพี่บอลจาก Scrubb เข้าไปทำงานบ้านพี่ชู แล้วก็เป็นช่วงที่พี่ชูเปิดเดโมคนที่ทำเพลงให้ช่วงนั้นให้พี่บอลฟังด้วย พี่บอลก็น่าจะได้ยินชื่อเราผ่าน ๆ อยู่แล้วเพราะว่า เราอัดเคาท์อินให้กับพี่ ๆ Scrubb ด้วย แล้วพี่ชูก็โทรมาบอกว่า เอ้อ พี่บอลเนี่ย ชอบนะ เขาเอาไปให้ที่ค่ายฟังเดี๋ยวรอฟีดแบ็กว่าเป็นยังไง เราก็ไม่คิดเหมือนกัน ว่าจะมีคนชอบงานเราด้วยเหรอ เราก็ดีใจที่มีคนชอบ สักพักก็มีคนจากทางค่ายติดต่อมาว่าอยากจะเชิญเข้ามาคุยกัน เราก็เลยเข้าไปคุยกับที่ MILK แล้วก็ตกลงทำงานร่วมกัน 

 

ทำงานกับ MILK.bkk จำกัดแนวทางของเราไหม และเขาซัพพอร์ตเราอย่างไรบ้าง

ไม่เลยค่ะ ดีมาก อยากได้อะไรแค่บอกคือแบบที่ MILK.bkk ดีมาก ๆ คือ ซัพพอร์ตเราค่อนข้างเยอะมาก อะไรที่แบบว่ามันเหนือความสามารถเรา หรือว่าอะไรที่มันสามารถแบบแบ่งเบาเราได้ คือทาง MILK.bkk เขามีทีมที่ทำให้เรา คือมันสะดวกสบายมาก ๆ แล้วเขาก็แบบซัพพอร์ตเราดีมาก ๆ เลย

 

เล่าเรื่องราวที่อยู่ใน “ผ่านเพลงนี้”  ให้ฟังหน่อย

เรื่องราวของมันคือ ตอนนั้นชอบคนหนึ่งค่ะ เรียกว่าชอบไหมก็ชอบแหละ แต่ว่าสถานะคือเราแบบคุยกันทุกวัน แต่ว่าเราไม่ได้บอกว่าเราชอบกัน นึกออกไหม แล้วเราก็รู้สึกว่าเราก็อึดอัดอะ เราจะทำไงดีให้เราได้ระบายความรู้สึกนี้ไป คือเราอึดอัดมาก แต่ว่ามันเป็นความรู้สึกที่ดีนะคะ คือเป็นความรู้สึกดี ๆ ที่ได้คุยด้วย ที่ได้รู้จักกัน เราจะพิมพ์บอก มันก็ดูแบบเราก็ไม่ได้อยากจะเปิดเผยให้เขารู้ขนาดนั้น งั้นเราลองเอาความรู้สึกดี ๆ ที่มันมีอยู่ตอนนี้ลงไปใส่ในสักที่หนึ่งไหม สมุดบันทึกไหม ไม่เอา งั้นเราลองแต่งเพลงดีกว่า ตอนนั้นยังเล่นดนตรีไม่เป็น ก็เลยเสิร์ชใน Youtube ค่ะ หา Free beat แล้วไปเจอเป็นอคูสติกเปล่า ๆ อันหนึ่ง เราก็เลยแบบ รู้สึกอะไรตอนนั้นเราก็ใส่ทุกอย่างที่เรารู้สึก ค่อย ๆ เอาออกมาเรื่อย ๆ ลงไปในเพลง เป็นความรู้สึกที่จริง ๆ จะว่ามันซับซ้อนไหมมันก็ซับซ้อนอยู่นะ คือมันอึดอัด อยากจะบอกก็แบบไม่ได้อยากให้รู้ ก็เลยเก็บความรู้สึกตัวเองไว้ในเพลงดีกว่า จริง ๆ เขาคนนั้นได้ฟังเวอร์ชันที่มันเป็นเดโมด้วย แต่ว่าเขาตอบกลับมาแค่ว่า เพราะดีนะ (หัวเราะ)

 

เขารู้ไหมว่าเราแต่งเพลงนี้ให้

ก็คงไม่รู้ ถ้ารู้ก็คงทักมาแล้ว 

 

ไม่รู้สึกเสียดายแย่เลยเหรอที่ไม่ได้บอกเขาไปตรง ๆ 

ก็ไม่รู้สึกเสียดายหรอก รู้สึกว่าความสัมพันธ์ที่มันแบบเรารู้สึกดี แต่ว่าเราก็ไม่ได้อยากจะครอบครองเขา เราอยากมองเขาห่าง ๆ หรือดูแลเขาห่าง ๆ เป็นเพื่อนเขา เวลาเขาไม่มีใครเวลาเขาเหงาแค่นั้น เราไม่ได้รู้สึกว่าอยากครอบครองนะ เธอต้องเป็นแฟนฉันนะ แค่หวังดีจริง ๆ

 

หลังชื่อเพลงมีวงเล็บคำว่า sending ด้วย ทำไมถึงต้องเป็นคำนี้

คืออย่างชื่อเพลงที่เป็นภาษาไทยผ่านเพลงนี้ใช่ไหมคะ ก็ตรงตัวแหละความรู้สึกดี ๆ ผ่านเพลงนี้ให้ แต่ตรงวงเล็บเนี่ยก็คิดกันมาเยอะแยะมากมาย จบที่ sending ซึ่งเราก็รู้สึกว่าถ้าเป็นส่งแบบปกติผ่านเพลงนี้ก็อาจจะเป็น send ก็ได้ แต่อันนี้คือเรากำลังส่งผ่านออกไป ซึ่ง sending มันแปลว่ากำลังส่ง เราก็เลยรู้สึกพอมันเป็นว่าคำว่า sending เราไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ว่าคนรับได้รับหรือยัง แต่เรากำลังส่งออกไปนะ 

 

เพลงนี้มีขั้นตอนการทำงานอย่างไรบ้าง ได้ยินมาว่าแก้ไปหลายรอบเลย 

ในการทำเพลงคือมายแต่งเพลงนี้ เราแต่งเป็นภาพ เราคิดทุกอย่างเหมือนละครหรือนิยายเรื่องหนึ่ง เวลาเราแต่งเราค่อนข้างมองทุกอย่างเป็นอารมณ์มากกว่า จริง ๆ แล้วถ้าเป็นเวอร์ชันที่ทุกคนได้ฟัง มันจะเริ่มจากท่อนอคูสติกก่อน เราเปรียบเหมือนการว่าท่อนอคูสติกเป็นการที่เราพูดกับตัวเอง พอเริ่มเข้าท่อนฮุก ก็เหมือนจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน เป็นช่วงแบบฉันตัดสินใจแล้วว่าฉันจะบอกเธอ แต่ว่า เอ๊ย หรือจะไม่บอกดี ก็กลับมาเป็นอคูสติกใหม่ พูดกับตัวเอง แล้วก็จะมีช่วงที่ซาวด์ฟังดูปลุกใจนิดนึง แบบโอเคฉันตัดสินใจแล้วว่าฉันจะบอก ก่อนจะเข้าท่อนโซโลที่มันจะรู้สึกสับสนวุ่นวายเอาไงดีนะ สุดท้ายเพลงนี้พอมันเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ มันไปจบที่อคูสติก สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านี้ที่ฉันเล่ามาทั้งหมด ฉันเก็บไว้คนเดียวในใจ พูดคนเดียวประมาณนั้นค่ะ

ซึ่งมันยากตรงที่เราจะต้องคุยกับโปรดิวเซอร์ว่า มันเป็นแบบนี้นะ แต่ว่าโปรดิวเซอร์ก็คือพี่ชู ที่ค่อนข้างเข้าใจเราอยู่แล้วประมาณหนึ่ง แล้วเขาก็น่าจะมองอะไรคล้าย ๆ กับเรา ก็เลยทำออกมาตรงใจเรามาก แต่ว่ามันก็จะมีบางอย่างที่เรารู้สึกว่าเราไม่ค่อยชอบกลองแบบนี้หรือว่าเสียงกลองมันดังไป ก็ปรับแก้กันมา พอเราไปลดเสียงกลองแล้วเรารู้สึกว่าเสียงกีตาร์มันก็ดังไป ถ้าอย่างนั้นเราลดเสียงกีตาร์เพิ่มเสียงกลองไหม มันก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ ก็แก้มาเรื่อย ๆ จนมันเสร็จ แต่พอเราฟังไปเรื่อย ๆ คือเราเว้นระยะมานานมากเพราะเราจะต้องเตรียมถ่าย มิวสิกวิดีโอ ถ่ายปก ก็รู้สึกยังไม่ชอบช่วงอินโทรขนาดนั้น ก็เลยตัดสินใจ ตอนนั้นเดือนพฤศจิกายน แล้วเราจะต้องปล่อยเพลงเดือนธันวาคม เอ็มวีก็ถ่ายซิงก์มาแล้วทำไงดี แต่ไม่ชอบ หรือว่าเราจะปล่อยแบบนี้ดี เราก็ปรึกษาคนอื่นเขาก็บอกว่า เพลงมันอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ถ้าไม่แก้ตอนนี้ก็แก้อะไรไม่ได้แล้วทีหลัง มันจะติดตัวเราไปตลอด เราก็เลยแบบเปลี่ยนก็ได้ ก็เลยทักไปหาพี่ชูว่า พี่ชู หนูรบกวนอีกรอบหนึ่งได้ไหมคะ พี่ช่วยแก้ตรงอินโทรให้หนูหน่อยได้ไหม เขาก็บอกว่าได้ แล้วพี่ชูก็แก้มาให้ 

มิวสิกวิดีโอนี่เราวาง Storyboard เองเลยไหม 

มีทีมช่วยคิดค่ะก็จะแบบว่าเป็นคนรู้จักกันนี่แหละ เพราะว่าเราก็เคยเห็นผลงานของเขามา แล้วก็เรารู้สึกว่า พอรู้จักกันเราค่อนข้างจะมองอะไรเหมือน ๆ กัน คือเขาจะรู้ว่าเราชอบแบบไหน แล้วมันจะคุยกันง่ายขึ้น แล้วก็มีการปรึกษาคุยกันว่าเอ็มวีจะออกมาแบบไหน ทีนี้ก็ไปดูที่โลเคชัน เราอยากได้ธรรมชาติ แบบไม่ต้องเป็นสตูดิโอ ก็เลยจบที่ทะเล แต่เราไม่อยากได้ทะเลแบบปกติ เราอยากได้ตอนตะวันตกดิน เพราะเราอยากถ่ายย้อนแสงเป็น silhouette เท่ ๆ ขายเท่ไม่ขายสวยได้ไหม

คือต้องบอกก่อนว่ามันมีเรื่องเชิงสัญลักษณ์มาเกี่ยวข้อง ก็คือเราจะเน้นที่กระดาษใบหนึ่ง ถ้าดูเอ็มวีจะเห็นกระดาษที่เราเขียนเนื้อเพลงเขียนอะไรตอนแต่งเพลง นั่นคือความรู้สึกของเราที่ใส่ลงไปในกระดาษแล้วเราพับเป็นจรวดปาออกไป เหมือนแบบเราส่งให้เขา แต่ว่าเรารู้อยู่แล้วว่าเราปาจรวดกับลมทะเลยังไงจรวดมันก็ย้อนกลับ แต่เราก็เต็มใจที่จะปาออกไป แค่เราได้ระบายออกไป เขาไม่รู้ก็ไม่เป็นไร แล้วก็ในช่วงโซโลหรือช่วงนาทีท้าย ๆ ที่จะเป็นฟุตจากโทรศัพท์เหมือนว่ามีคนถ่ายให้อีกทีหนึ่ง อันนั้นคิดได้ตอนเลิกกอง ว่าเราควรแบบใส่อะไรนิดนึงไหม ให้ดูมีความแตกต่าง ดูเหมือนว่าเราสับสนจริง ๆ หรือ มีอะไรเกิดขึ้นก็ไปถ่ายฟุตเทจจากโทรศัพท์ เก็บ ๆ มา ก็ประมาณแบบฟีลแฟนถ่ายให้ เราก็เอามาตัด แล้วก็เอามาร้อยเรื่องใหม่ ต้องบอกก่อนว่ามันไม่ได้มีบทไม่ได้มีอะไร แค่แบบมีพอยต์หลักของมัน ฟุตเทจจบตอนอันสุดท้ายเลยที่เป็นจรวดอยู่ที่โขดหิน อันนี้ก็ถ่ายใหม่นะ ขับรถไปถ่ายแค่ฉากนั้นฉากเดียว เพราะว่าฉากเก่ามันจะเป็นแค่จรวดติดอยู่ที่รากไม้แล้วน้ำก็พัดมาโดน แต่ว่าอันใหม่ตอนสุดท้ายเราวางดอกไม้ไว้ที่จรวดที่มันเปียกน้ำและไปติดอยู่ตรงโขดหินด้วย คือเราพยายามขยายความว่าผู้รับอาจจะรับรู้แล้ว หรืออาจจะไม่รับรู้ก็ได้ แต่วางดอกไม้เพื่อบอกว่าความรู้สึกพวกนี้มันเป็นสิ่งที่สวยงามนะ เราก็เลยเลือกที่จะไปถ่ายใหม่ดีกว่า 

 

กว่าจะเป็น MV นี้ใช้เวลานานไหมครับ 

ถ่ายทำจริง ๆ วันเดียวมันเสร็จแล้ว แต่ไม่นับฟุตเทจที่มาจากโทรศัพท์นะ มันจะต้องเก็บหลายสถานที่นิดนึง เพื่อจะได้แบบรู้สึกว่ามันจริง และมันอยู่ด้วยกันมานาน จริง ๆ เอ็มวีนี้เห็นหน้าเราทั้งเอ็มวีเลยใช่ไหม ไม่มีคนอื่นเลย คือเราก็พยายามจะสื่อว่า สุดท้ายแล้วมุมมองจากเพลงนี้อาจจะเป็นเขาคนนั้นก็ได้ที่มองเราอยู่ อาจจะเป็นตากล้องก็ได้ที่เป็นตัวเอกของเรื่องนี้ ไม่ใช่เรา สุดท้ายแล้วเราอาจจะไม่ได้อยู่ส่งเพลงนี้ให้เขาแล้วนะ แต่สิ่งที่เราสื่อไปในเอ็มวีคือเขาคนนั้นอาจมองเราอยู่ตลอดก็เป็นได้ คือมันตีความได้หลายรูปแบบ ตัวเราเองก็ตีความมาหลายรูปแบบ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันเป็นได้ทั้งหมด ซึ่งเราก็ชอบและก็โอเคกับอะไรแบบนี้

 

ความรู้สึกก่อนจะปล่อยซิงเกิลแรก ตื่นเต้นไหม 

มันไม่ใช่ความรู้สึกที่แบบตื่นเต้นอะค่ะ เหมือนพอเห็นหน้าเราอยู่บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ แล้วเราก็ทำตัวไม่ถูก เพื่อนก็ทักมาแบบ ดีใจด้วยนะ ๆ เราทำตัวไม่ถูกเพราะว่ามันเป็นความฝันหนึ่งที่เราอยากจะเป็นศิลปินเดี่ยว แล้วเราก็รู้สึกว่าพอความฝันพวกนี้มันสำเร็จแล้ว เราไม่ได้ตื่นเต้น แต่ว่าเราแค่รู้สึกว่าเราต้องทำตัวยังไงกับสิ่งเหล่านี้ อย่างที่บอกว่าเราฝันมาตั้งแต่เด็ก เราอยากจะเป็นตั้งแต่เด็ก เราเล่นคนเดียว เปิดคอนเสิร์ตที่บ้าน อยากจะมีเพลงเป็นของตัวเองอะไรแบบนี้ วันนี้พอมันมีหน้าเราตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพลงเรามีคนฟัง มีคนเข้ามาชม เรารู้สึกว่าสิ่งพวกนั้นคือมันเกินคำว่าตื่นเต้นไปแล้ว แล้วเราก็รู้สึกว่ามันอธิบายไม่ถูกเลย มันเป็นความรู้สึกดีใจมากกว่า แล้วเราก็รู้สึกว่า ถ้าเราตั้งใจทำอะไรสักอย่างแล้ววันหนึ่งมันคุ้มค่า เรารู้สึกว่าเราคุ้มค่ามากที่เราไม่ท้อหรือว่าถอดใจไปทำอย่างอื่นซะก่อน แล้วเราก็ชอบที่ทุกคนฟีดแบ็กกลับมาว่าชอบเพลงนะ ชอบเอ็มวีนะ ความหมายดีนะ เราแฮปปี้มาก แล้วเราก็อ่านทุกอัน ตอบทุกคน 

 

มีความคาดหวังต่อเพลงนี้ยังไงบ้าง 

เราคาดหวังว่าทุกคนจะชอบผลงานเรา ทุกคนจะชอบเพลงเรา ทุกคนจะตั้งใจฟังเพลงเรา ตั้งใจในที่นี้คือทุกคนจะเห็นภาพเดียวกันกับที่เราแบบตั้งใจอธิบายลงไปในเพลง แค่แบบทุกคนชอบ มายก็แบบดีใจมากแล้ว คือมายคาดหวังให้ตัวเองได้ทำต่อไปเรื่อย ๆ และแฟนเพลงชอบเพลงเราแบบนี้ไปเรื่อย ๆ แค่นั้นเองค่ะ 

เห็นว่าถูกหวยจากเพลงนี้ด้วย เป็นมายังไงไหนเล่าให้ฟังหน่อย

วันนั้นคืออยากกินหมูย่าง ก็ไปซื้อหมูย่างกิน แล้วเราไม่มีแบงก์ย่อย แม่ค้าก็บอกว่าเออหนูไปแลกแบงก์มา ป้าไม่มีทอน เราก็แบบหันซ้ายหันขวา อะ ร้านนี้ก็คงไม่น่ามีแลก เซเว่นก็บอกว่าช่วงนี้งดรับแลก หันไปอีกทีคือแบบ แผงหวย อะ เจอกัน เราก็เลยแบบเดินเข้าไป แล้วก็แบบ ซื้อเลขอะไรดีนะ มีเลขนึงผุดเข้ามาในหัวเราคือเลข 19 แล้ววันที่ 19 เป็นวันปล่อยเพลง ก็จะมีเลข 119 219 งั้นเอา 119 แล้วกันเดือนหนึ่งวันที่ 19 ก็ไม่ได้กะถูก กะจะแค่เอาแบงก์ย่อย พอซื้อมาเราก็ไม่ได้อะไร เสร็จปุ๊บวันที่หวยออก ไม่รู้ด้วยว่าวันนั้นหวยออก แล้วก็เห็นพ่อโพสต์ในเฟซบุ๊กว่าไม่ถูกหวย สักพักฟีดมันเลื่อนผ่านไปแล้ว มันเด้งกลับมาอีก ตาเราก็เลยไปสะดุดเลข 119 เลขท้ายสามตัว เห้ย นี่มันวันที่เราปล่อยเพลงเลยนี่นา แล้วก็เลยแบบ เอ๊ะ ซื้อหวยไม่ใช่เหรอ ก็เลยวิ่งขึ้นไปดู เอ้า! ถูกหวย เราก็เลยขนลุกมาก ตอนนั้นโทรหาแม่ โทรหาพ่อว่าถูกหวยวันที่เป็นเลขวันปล่อยเพลง ก็รู้สึกว่าไม่ได้งมงายเท่าไหร่นะ (หัวเราะ) แต่ก็รู้สึกว่าเป็นฤกษ์งามยามดี สิริมงคลละกัน 

 

minekuk ในอนาคตที่เราจะได้พบ

เดี๋ยวจะได้ฟังเพลงที่สองกัน อีกสักพักเนอะ ตอนนี้ก็กำลังทำกัน อยู่ในขั้นตอนที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว ส่วนในอนาคตก็จะมีเพลงให้ติดตามกันเรื่อย ๆ แล้วก็เราอยากให้ทุกคนได้เห็นพัฒนาการของเราว่าเราจะเติบโตเป็นใครแบบไหน แนวเพลง ทักษะต่าง ๆ เราก็อยากให้ทุกคนติดตามกันในอนาคต 

 

เพลงใหม่ที่จะตามมาเป็นแนวไหน พอจะเล่าให้ฟังได้ไหม

คลั่งรักค่ะ แต่ว่าก็ไม่ได้รบกวนเขา คลั่งรักอยู่คนเดียว ประมาณนั้นค่ะ 

 

มีเรื่องอื่น ๆ ที่อยากจะเล่าให้ฟังไหม

มีไหมอะ (หัวเราะ) จริง ๆ มายตอนเด็ก ๆ ถ้าไม่อยากเป็นนักร้อง จริง ๆ อยากจะเป็นนักข่าว อยากเป็นพิธีกรอะไรอย่างนี้ก็ได้นะ อยากเป็นดีเจ คือเราเป็นคนชอบพูด อย่างที่เห็นตอนสัมภาษณ์คือเราพูดได้เยอะมาก และเราก็พูดได้ตลอด คือสมัยเรียนจะมีให้แบบเขียนสคริปต์รายการวิทยุ รายการข่าวเราก็จะอาสาขอเพื่อนเขียน แล้วก็อาสาขอเพื่อนเป็นพิธีกรด้วยเวลาสอบ คือเราชอบ เรารู้สึกว่าเราชอบการพูดคุย เราชอบพูดกับคน แต่ว่าถ้าเราไม่คุยเลยก็คือไม่คุยเลยนะ มันจะมีอารมณ์แบบไม่อยากคุย ทุกคนก็จะเห็นหน้าเราดูนิ่ง ๆ เหวี่ยง ๆ ก็จะไม่ค่อยมีคนกล้าเข้าหาเท่าไหร่ ประมาณนั้น 

 

สุดท้ายแล้ว ให้ minekuk  ฝากผลงานหน่อย  

ก็ฝากทุกคนนะคะ ไปฟังเพลง ผ่านเพลงนี้ ด้วยนะคะที่สตรีมมิงทุกช่องทางเลยนะคะ แล้วก็ฝากดูเอ็มวีกันด้วยนะคะ อยากให้ทุกคนลองฟังเพลงไปด้วย ลองดูเอ็มวีไปด้วย ลองวิเคราะห์ว่าเพื่อน ๆ มองเรื่องราวนี้เป็นยังไง ตีความออกมาเป็นยังไง มายอยากจะสื่ออะไรให้ทุกคนได้ฟัง แล้วหวังว่าทุกคนจะชอบเพลงนี้ แล้วก็ให้เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงบนเพลย์ลิสต์ที่ทุกคนเปิดฟังแล้วกันค่ะ แล้วก็ฝาก MILK.bkk ด้วยค่ะ

___

ฟังเพลงจาก minekuk ได้ที่นี่

‘ฟังไร’ รวมเพลงใหม่น่าฟังในสัปดาห์ที่สาม เดือนมกราคม 2022

Facebook Comments

Next:


Donratcharat

นัท ปีนี้พูดกับคนน้อยลงแล้ว เพราะหันไปพูดกับหมามากขึ้น ยังคงรอวันได้กลับไปวิ่งเล่นในคอนเสิร์ตทุกชั่วขณะจิต