Wicked-Lights-2022

Interview

“สิ้นหวัง เจ็บปวด ผ่านไปได้” จนเกิดเป็น ‘Brave Face’ อัลบั้มแรกจาก Wicked Lights

Wicked Lights ธู–จารุศร และ Brave Face อัลบั้มจากเขาที่อัดแน่นด้วยเรื่องราว ประสบการณ์ ความสิ้นหวัง และความเจ็บปวด ที่เหลือเพียงแค่คำว่าเคย และ 12 บทเพลงน่าสนใจที่ไม่อยากให้คุณพลาดเลยแม้แต่น้อย มาทำความรู้จักเขาให้มากขึ้น พร้อมเก็บเศษที่แหลกละเอียดของหัวใจมาเป็นร้อยเป็นสะพานให้ข้ามผ่านไปด้วยกันที่นี่

Wicked Lights เป็นมาอย่างไร

ผมเริ่ม Wicked Lights หลังจากที่ผมกลับมาจากประเทศอังกฤษ เริ่มต้นตอนนั้นก็คือเป็นโซโล่โปรเจ็กต์ที่มีผมแค่คนเดียว ทดลองเล่นและเรียนรู้เครื่องดนตรีประเภทต่าง ๆ แล้วค่อย ๆ เริ่มเขียนเพลงเก็บไว้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาครับ

ก่อนหน้าที่จะมี Wicked Lights ทำอะไรกันมา

ผมเรียน ทำงาน ใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษมาหลายสิบปี ผมจบจาก University of Exeter ที่เป็นมหาวิทยาลัยเดียวกับ Thom Yorke (Radiohead) ผมยังจำได้ดีตอนเรียนที่นั่น ก็มีไปแฮงก์เอาท์ตามห้องเพื่อน แล้วก็มีเพื่อนผมคนนึงที่เขาเช่าห้องเดิมที่ Thom Yorke เคยอยู่สมัยเรียน ผมก็ไปคลุกตัวเองอยู่ที่ห้องนั้นบ่อย ๆ ชีวิตก่อนหน้านี้ก็ปกติเลยครับ เรียบจบก็ออกเดินทาง แบกกระเป๋าไป กีตาร์ตัวนึง แล้วก็ได้ไปเล่นตามที่ต่าง ๆ บ้างระหว่างที่เดินทางในยุโรป เท่าที่ผมจำได้ตอนนั้นผมฝันมาตลอดเลยนะ ว่าอยากจะทำเพลง ถามว่าผมพร้อมไหมตอนนั้น ก็ยังนะ ทั้งในเรื่องของทักษะด้านดนตรี หรือแม้แต่ประสบการณ์ แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี บางอย่างผมว่ามันต้องใช้เวลา ซึ่งสุดท้ายแล้วมันกลายเป็นเรื่องราวชีวิตของผมเอง  และเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ของผมที่เอาไว้เผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ จนกระทั่งมี Wicked Lights ในวันนี้

เพราะอะไรถึงใช้ชื่อวงนี้ว่า Wicked Lights 

Wicked Lights มาจากไอเดียของเพื่อนผมคนหนึ่งครับ คือผมว่ามันก็ฟังดูโอเคนะ เพราะว่าตอนนั้นผมก็มีชื่อวงอยู่ในหัวเยอะมาก แต่ยังไม่ค่อยถูกใจซักอัน ก็เลย…ชื่อนี้แล้วกัน

คำว่า Wicked ในความหมายสำหรับคนอเมริกัน มันจะหมายความว่าสิ่งชั่วร้าย ใช้กับพวกศาสตร์ด้านมืด แต่ Wicked ในภาษาอังกฤษแบบบริติช จะมีความหมายในแง่บวกแล้ว ก็ฟังดูละเมียดละไมดี โดยเฉพาะเวลาเราอยากพูดถึงอะไรที่มันเป็นเรื่องน่ายินดี  ความสุขอะไรแบบนั้นครับ


กว่าสามทศวรรษที่ได้คร่ำหวอดอยู่ในวงการดนตรีทั้งไทยและต่างประเทศ มองอนาคตของวงการดนตรีไทยอย่างไรบ้าง

ผมว่าดีมากเลยครับ มีหลายวงเก่ง ๆ เกิดขึ้นมาเยอะมาก อย่าง VENN ที่ผมชอบฟังและชอบในการทำดนตรีของพวกเขามาก ๆ แล้วก็ Phum Viphurit หรือ MILLI ที่ไม่ต้องพูดอะไรเยอะ ผลงานของน้อง ๆ ที่เราเห็นกันเป็นคำตอบของทุกอย่างว่าทิศทางของวงการดนตรีในบ้านเรามันจะไปในทิศทางไหน แต่ก็มีข้อจำกัดบางอย่างที่ศิลปินไทยอาจจะต้องเจอบ้าง และมันเป็นอะไรที่เราก็ไม่สามารถเอาไปเทียบได้กับวงการดนตรีในต่างประเทศ แต่เรื่องฝีมือ ผมว่าศิลปินไทยไม่แพ้ชาติอื่นเลย 

wicked lights with light

ย้อนไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว จากอุบัติเหตุในวันนั้น สู่จุดเริ่มต้นของ Brave Face

จริง ๆ มีเยอะมากครับ ทั้งความคิด ความรู้สึกที่บรรยายออกมาไม่ถูกหลังจากประสบอุบัติเหตุ ทั้งการ (เกือบ) สูญเสียขา ชีวิตในแบบเดิมที่เคยเป็น เคยออกไปเดินทางพบเจอผู้คน หรือไปผจญภัย แต่สุดท้ายผมก็กลับมานั่งคิดว่า ยังไงชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป แล้วตัดสินใจฮึดสู้ให้มากขึ้นเท่าที่แรงของคน ๆ หนึ่งจะมี จนกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ  ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์กับผมมาก ๆ แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ Brave Face ก็เกิดมาจากความ ความอัดอั้นต่าง ๆ และประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา เป็นงานที่ถูกเขียนและเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์เมื่อหลายปีที่แล้ว ทยอยนำกลับมาทำใหม่ช่วงที่ต้องรักษาตัวเอง ในตอนนั้นผมต้องใช้แรงที่มีในทำเพลงไปด้วย ผมเลยคิดว่า Brave Face ก็จะเป็นอัลบั้มที่เล่าเรื่องของคน ๆ หนึ่งที่เคยสิ้นหวัง เผชิญกับความเจ็บปวดทั้งรอบด้าน และผ่านมันมาได้

อย่างเพลงแรกที่น่าจะเล่าถึงตอนที่ทำเพลงช่วงนั้น ก็คงเป็น Solid Ground ทั้งการแต่งเนื้อร้อง รวมทั้งความเจ็บปวดทางกายที่ต้องรับมือ ผมก็รู้สึกว่าเพลงนี้จะอธิบายคนฟังได้อย่างดี ตั้งแต่ตอนที่พยายามหัดยืนขึ้นมาใหม่ ผมยังจำวันนั้นได้ดี ยังไม่รู้ว่าไหนขาตัวเอง ไหนหัว ต้องทำยังไง จะกลับไปยืนได้เหมือนเดิมไหม แค่ยืนนะครับ ส่วนคิดจะนั่งยังยากเลย แล้วก็พยายามพยุงตัวเองจะไปนั่งบนเก้าอี้ตอนอัดเพลงจากคอมพิวเตอร์ แต่ก็พยายามจนนั่งได้ หยิบกีตาร์ขึ้นมา และความเจ็บปวดทั้งหมดก็ถูกใส่เข้าไปในเพลงทั้งหมด ไม่ใช่แค่ Solid Ground แต่คือทุกเพลง เหมือนกับว่ามันเป็นเฮือกสุดท้ายของผม ถ้ามันจะจบลง ทุกสิ่งที่ผมเขียนออกมาใน Brave Face ก็เหมือนผลงานของความพยายามและความตั้งใจที่ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทุ่มเทให้มันได้ 

แล้วแรงปราถนาข้อไหนที่ทำให้ผ่านเรื่องราวที่รุมเร้า ณ ช่วงเวลามรสุมมาจนวันนี้ได้

ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องของแรงปรารถนาหรือ Passion หรอกครับ ผมเชื่อว่ามันเกี่ยวกับความพยายามของคนทุกคนมากกว่า ว่าเขามีความหวังหรือมีเรื่องราวอะไรที่ยึดเหนี่ยวไว้มั้ย จริง ๆ ผมเคยคิดว่าผมจะเลิกทำเพลงไปเลยก็ได้ แต่สุดท้ายแล้วผมเลือกที่จะทำต่อไป มันคือความกล้าหาญที่ต้องการจะสู้ต่อ เราไม่มีทางรู้ว่าผลลัพธ์มันจะออกมายังไงแต่ถ้าตัดสินใจแล้วผมว่าอย่างน้อยเราก็ได้ลงมือทำในสิ่งที่เราเลือกเองครับ ซึ่งมันอาจจะออกมาดีก็ได้ 

อีกอย่างที่ผมอาจจะเรียกว่ามันเป็นกำลังใจก็ได้นะ ก็คือเพื่อน ๆ ของผมที่ได้ไปเจอตอนที่ออกเดินทางครับ พวกเขาคือแบตเตอรี่ของชีวิตผม ผมรักเพื่อนมาก แต่ก็มีหลายคนที่จากไป เพื่อนบางคนที่โตมาด้วยกันก็ไม่ได้เจอกันหลังจากเรียบจบ ทุกคนในโลกนี้ล่ะครับ เมื่อเรารู้สึกผูกพันแล้ว มันก็เป็นความสุขในชีวิตอย่างหนึ่ง มิตรภาพเหล่านี้ก็เป็นพลังอย่างดีที่ทำให้เราสู้ต่อ และไม่ทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายจนเกินไป

 

Track by Track

อย่างที่ผมเล่าไปตอนแรก คือผมมีเพลงที่เขียนเก็บไว้เยอะมากตั้งแต่ปี 2011-2012 แล้ว Brave Face เพิ่งมาเป็นรูปเป็นร่างหลังประสบอุบัติเหตุ

Darn Respites 

ซึ่งเพลงเปิดอัลบั้มความหมายก็จะตรงตัวเลยครับ คือเหมือนกับการกลับมาใหม่หลังจากการหายไปนาน 

 

Fools 

ก็จะเกี่ยวกับเรื่องเหตุการณ์บ้านเมือง ระบบหรือกลไกลบางอย่าง ที่เราคงไม่ต้องขยายความมาก 

 

…and the Restless 

ผมจะพูดถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยได้ดั่งใจ ซึ่งจะเชื่อมต่อกับ Budapest เพลงลำดับถัดไป 

 

Budapest 

มันเป็นเพลงที่เกี่ยวกับการสูญเสีย ผมเติบโตที่ต่างประเทศ ผมต้องย้ายไปโน่นไปนี่ตลอด ออกไปเดินทางได้พบเจอผู้คน เจอเพื่อนมากมาย แต่ในขณะเดียวกันมันเป็นความรู้สึกยากในการบอกลา คนที่เรารัก ผมก็หวังว่าคนที่ฟังก็จะรู้สึกแบบนั้น


Edin 

Lovewillalwaystearusapart


สองเพลงที่อยู่ในช่วงตรงกลางของอัลบั้มนี้ ซึ่งเกี่ยวกับตัวผมเอง ช่วงที่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอังกฤษ มันเป็น genre (แนวดนตรี) ที่กำลังมาในยุค 80s-90s ของที่โน่นพอดี

 

Bearings 

ก็จะเล่าถึงช่วงที่ผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกับ Thom Yorke ใช้ชีวิตแบบนั้นที่ผมเกริ่นไปก่อนหน้านี้ มันเล่าถึงความรู้สึกที่ยังไม่มั่นใจในการเขียนเพลงช่วงวัยรุ่น เหมือนกับหลาย ๆ คนที่อยากจะทำเพลง แต่ยังไม่มีประสบการณ์

 

The Hills 

พูดถึงคู่รักที่สองคนนี้ชอบการจุดไฟ ในเนื้อเพลงผมเล่าให้เป็นนิทานประมาณว่า มีคู่รักคู่นี้พยายามที่จะกินยาฆ่าตัวตาย แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบเล่นไฟ ก็เลยคิดว่าการจุดไฟเผาทุกสิ่งอย่างรอบตัว เผาภูเขา เผาป่า ตายด้วยกันตรงนั้นแล้วอยู่ด้วยกันตลอดไป ผมก็จะแทรกการเหน็บแนม (irony) นิดหน่อยเรื่องความโรแมนติก กับบางคนที่เชื่อในการอยู่ด้วยกัน แต่จริง ๆ แล้ว ความตายเองก็เหมือนกัน

 

Solid Ground 

เป็นซิงเกิลล่าสุดและมีความสำคัญมากกับอัลบั้มนี้ มันเป็นเพลงแรกที่ผมคิดว่าจะเขียนใส่ลงใน Brave Face ในมิวสิกวิดีโอถ้าได้ดูก็จะเห็นภาพที่กำลังเล่าเรื่องว่ามีคนกำลังสร้างบ้าน ผมกำลังจะเปรียบถึงการกลับมาหลังจากที่เจออะไรมามากมาย เกือบสูญเสียขา และชีวิตไป แต่ก่อนหน้านั้นผมยังไม่ใช้ชีวิตเกินร้อยเหมือนหลังจากเหตุการณ์นั้นเลย มันทำให้ผมระลึกอยู่เสมอว่าเราต้องเสียอะไรไปบ้างกว่าจะได้อะไรกลับมาในวันนี้

 

Weathervane 

เกี่ยวกับผู้หญิงคนนึงที่ปลิวไปปลิวมา ผมเลยเอาความสัมพันธ์นี้ ไปเปรียบกับเครื่องแสดงทิศทางของลมที่บ้านในเมืองนอกเขาชอบเอาไปติดบนหลังคา 

On The Rocks 

เพลงที่ 11 ของอัลบั้ม จริง ๆ คำว่า On The Rock มันแปลได้หลายอย่างมาก เช่น การล้มเหลวของอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวที่นำไปสู่การแยกทาง แต่ผมไม่ได้เจาะจงไปที่เรื่องของความรักอย่างเดียวนะครับ เพราะคนอาจจะตีความไปถึงความรู้สึกของการปีนหน้าผา ไปจนถึงการใช้ชีวิตแบบสุดโต่งเลยก็ได้ แต่ในพาร์ตของดนตรี ผมชอบที่จะสร้างไดนามิกให้เพลง ที่ปล่อยให้ทุกอย่างในเพลงวิ่งไปก่อน แล้วอยู่ ๆ ก็กลับมานิ่ง แล้วตอนจบก็ระเบิดออกมาอีกรอบ 

 

Kushty 

เพลงสุดท้ายของอัลบั้มที่ผมตั้งใจสื่อสารถึงการดิ้นรนต่อสู้ เพื่อให้ได้กลับมาจากจุดที่แย่ที่สุดในชีวิต เป็นอีกหนึ่งเพลงที่มีความหมายละเอียดลึกซึ้งมากสำหรับ Wicked Lights 

 

ภาพรวมทั้งหมดของ Brave Face คือการถ่ายทอดความรู้สึกของผมที่หวังว่าคนจะเข้าใจและ รีเลตบางอย่างกับชีวิตของแต่ละคนได้ ซึ่งส่วนตัวผมมองว่า ถ้ามีคนฟังเข้าใจและมีความสุขไปกับในเนื้อเพลง, ดนตรี หรือแม้แต่งานภาพสัก 10 คน ผมก็โอเคแล้ว ถ้ามากกว่านี้ผมก็จะดีใจมาก ๆ ที่คนฟังได้รู้สึกตามได้กับเพลงที่ผมเขียน

 

ถ้าหากมีคนที่เพิ่งค้นพบ Wicked Lights เป็นครั้งแรก อยากแนะนำให้เขาได้ฟังแทร็กใดในอัลบั้ม

ต้องเกริ่นก่อนว่า การเขียนเพลงของผมก็คือ ผมจะให้ดนตรีกับเนื้อร้องมันกลมกลืนเข้าด้วยกัน ยกตัวอย่างถ้าผมกำลังแต่งเพลงที่เล่าเรื่องความสุข เนื้อเพลงที่ผมจะเขียนมันออกมาจะค่อนข้างดาร์กนิดหน่อย ให้ภาพรวมมันมีมิติ แต่ในขณะเดียวกันถ้าเพลงนั้นผมตั้งใจว่าจะแต่งเพลงเศร้า ผมก็จะเพิ่มความสว่างและใส่ความ positive เข้าไปในเพลงนั้นเพื่อสร้างบาลานซ์ ก็อาจจะเป็นเทคนิคที่ผมได้จากการทำงานของศิลปินที่ผมชอบ ยกตัวอย่าง Matt Berninger (The National) เขาก็ใช้วิธีนี้

ผมว่ามันแล้วแต่คนนะ บางคนก็ชอบฟังเพลงเศร้า บางคนก็ชอบเพลงที่ฟังแล้วแฮปปี้ ถ้าจะต้องให้เลือก เพลงที่น่าจะเหมาะสำหรับคนบ้านเรา หรือคนชาติอื่น ๆ ที่มีผิวสี ผมว่า Kushty จะเป็นตัวเลือกแรกที่อยากให้ลองดู มันเป็นเพลงที่ผมพยายามจะพูดถึงความยากเย็นของชีวิต ส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ที่ผมได้เจอตอนอยู่ที่อังกฤษ ไม่ใช่แค่เรื่องการเหยียดสีผิว แต่เพลงนี้มีความหมายว่าบางทีชีวิตมันก็ต้องมีอุปสรรคบ้าง ความลำบากอาจจะทำให้เราแกร่งขึ้นก็ได้ คงไม่มีอะไรได้ดั่งใจตลอด 

 

สมาชิกใน Wicked Lights นี่เรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่ช่ำชองในวงการดนตรีบ้านเราไม่แพ้กันเลย พอจะเล่าที่มาและการทำงานร่วมกันกับพวกเขาให้ฟังได้รึเปล่า

จริง ๆ สมาชิกในวงทุกคนมาเจอคุณได้เพราะคุณเจ มณฑลเลยครับ เพราะผมกับคุณเจทำงานมาด้วยกัน 14 ปี เขาก็มีความมั่นใจในการทำงานของผม เลยแนะนำเปียว มือกลองวง STOIC มารับหน้าที่เล่นกลองในหลา ยๆ เพลงที่ผมทำ โดยปกติเวลาผมเขียนเพลงผมเองจะลุยเองเกือบทุกอย่างก่อน แต่กลองนี่ ผมเองก็ไม่ค่อยถนัด ก็เลยต้องให้มือกลองจริง ๆ มาช่วย ซึ่งเปียวเขาเก่งมาก และเข้าใจงานของผม ทีนี้เขาก็เลยชวนปัน (Yooze) กับเซ้นท์ (Kidshu และเล่นให้กับ The Yers/Yooze) มาช่วยเล่นกีตาร์ ส่วนปี (Modern Dog) ก็รู้จักมาจากคุณเจ ด้วยความที่วงการดนตรีบ้านเราไม่ได้กว้างมาก ดังนั้นผมว่าการมาเจอกันคงไม่ได้ยากอะไร แค่ขอให้ทัศนคติทางดนตรีเราจูนกันติด ปีเป็นนักดนตรีอีกคนที่มีพรสวรรค์มาก ๆ ผมกับปีเคยไปอยู่อังกฤษค่อนข้างนานเหมือนกัน ดังนั้นเราจะสื่อสารหรือเกตไอเดียของวัฒนธรรมบางอย่างของอังกฤษ มันก็เลยทำให้การทำงานในวงเป็นไปได้ด้วยดี ผมเองก็สนุกและดีใจที่ได้ทำงานกับน้อง ๆ สมาชิกในวง ทุกคนเก่งมาก

 

“ถ้าไม่มีคุณเจ ก็ไม่มีเพลงของผมในวันนี้” 

จะบอกว่าไม่ใช่แค่อัลบั้มนี้นะครับ ที่ผมกับคุณเจได้ทำงานร่วมกัน จริง ๆ มันจะมีถึง 5 อัลบั้ม อัลบั้มแรกตอนนั้นผมประสบอุบัติเหตุก่อน ก็เลยไม่ได้โปรโมต แต่กำลังคิดว่าจะเอาอัลบั้มนั้นมารีมิกซ์อีกทีนึง ตอนที่ทุกอัลบั้มที่ผมแพลนไว้ทยอยปล่อย ดังนั้น Brave Face จึงกลายมาเป็นอัลบั้มแรก อัลบั้มที่สองก็จะปล่อยเร็ว ๆ นี้ คุณเจเข้ามาทำทุกอัลบั้มให้ เป็นทั้งโปรดิวเซอร์และ Multi-Instrumentalist ให้ 

เริ่มแรกเลยผมเจอกับคุณเจตอนที่ไปเล่นโยคะ แล้วด้วยวงการดนตรีบ้านเราที่ผมเพิ่งบอกไปว่าเรารู้จักกันหมด ก็เลยรู้จักคุณป๊อด Modern Dog ด้วย ซึ่งแกเองก็เป็นญาติห่าง ๆ ของผม ส่วนคุณเจ พอได้รู้จักกัน หลังจากนั้นเขาก็ไปทำงานที่อเมริกา กลับมาก็ได้ทำงานด้วยกัน ที่เป็นอัลบั้มแรกก็เมื่อปี 2008 ครับ ก็นานมากจริง ๆ 14 ปีกว่าแล้ว ด้วยความมั่นใจที่ผมมีให้คุณเจ ผมต้องเชื่อฟังคุณเจทุกอย่าง คุณเจเป็นเหมือนอีกครึ่งหนึ่งในการทำงานเพลงของผม คือผมมองว่าซาวด์ของ Wicked Lights จะไม่ออกมาสมบูรณ์แบบอย่างนี้แน่นอนถ้ามีแค่ผมเพียงคนเดียว บางอย่างที่ผมไม่มีเช่นภาพลักษณ์ของการเป็นศิลปิน คุณเจก็จะคอยแนะนำตลอดครับ

 

Live Session ที่จะได้ฟังกันต่อจากนี้

จะทยอยปล่อยให้ฟังทีละเพลง ทั้งหมดใน session นี้ผมเลือกมาแค่ 9 เพลง เริ่มต้นด้วย Dan Reprites ที่เป็นแทร็คเปิดของอัลบั้ม Brave Face ซึ่งก็จะเป็น full band performance ที่สมาชิกทุกคนตั้งใจมาก ๆ ให้ทั้ง visual และคุณภาพของทุกอย่างออกมาดีที่สุด ก็สามารถติดตามได้เร็ว ๆ นี้ทาง Youtube ของเราครับ

เร็ว ๆ นี้พบ Wicked Lights ได้ที่ไหน

เร็ว ๆ นี้เลยก็คือ Cat Expo ในวันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม ที่เวที 3 เวลา 1 ทุ่มนิด ๆ ไม่ใช่แค่ Wicked Lights จะเล่นกันแบบเต็มวงครั้งแรก แต่จะเป็นโชว์ที่เราได้เล่นกับคุณเจ มณฑลด้วย ก็จะมีความพิเศษอื่น ๆ สำหรับโชว์นี้ที่ไม่อยากให้พลาดครับ แล้วก็เรามีแพลนว่าจะไปทัวร์ทั่วประเทศเลย เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น 

ทิ้งท้ายและฝากผลงาน

อยากให้ลองฟังอัลบั้ม Brave Face ของพวกเราบนช่องทางต่าง ๆ ทั้งในสตรีมมิ่งแพลตฟอร์ม, Youtube, และอุดหนุนกันได้ก่อนบน SoundCloud หวังว่าทุกคนจะชอบงานของพวกเราไม่มากก็น้อย แล้วก็หวังว่าจะได้ไปเล่นในหลาย ๆ ที่หลังจากนี้ ขอบคุณทุกคนมากครับ

ฟังเพลงของเขาได้ที่นี่

www.wickedlights.bandcamp.com

อ่านบทความอื่น ๆ ที่นี่

นี่คือ 13 เพลงจาก ‘เจ มณฑล’ ที่เขียนขึ้นมา ‘ด้วยความเคารพ’ ในอาชีพคนทำดนตรี

Facebook Comments

Next:


Donratcharat

นัท ปีนี้พูดกับคนน้อยลงแล้ว เพราะหันไปพูดกับหมามากขึ้น ยังคงรอวันได้กลับไปวิ่งเล่นในคอนเสิร์ตทุกชั่วขณะจิต