tale-2022

Interview

‘TALE’ เรื่องเล่าจากตัวตน ผสมกับดนตรีที่เกิดจากความเข้าใจ

พูดคุยกับพลจังและแทนไทผ่านบทบาทของการทำวงดนตรีด้วยตัวเองครั้งแรกกับ TALE วงดนตรีเล่าเรื่องจากเรื่องเล่าที่ผ่านมาผสมเข้ากับดนตรีที่เกิดจากความเข้าใจของสองดูโอ้ที่จุดเริ่มต้นน่าสนใจมาก ๆ เรามาทำความรู้จักทั้งสองคนให้มากขึ้นผ่านบทสัมภาษณ์นี้ด้วยกัน ไม่แน่นะ เรื่องเล่าจากพวกเขาอาจจะเป็นเรื่องเล่าที่คุณเองก็เคยผ่านมาก็ได้ มาเลย!

TALE กับจุดเริ่มต้นที่ไม่ธรรมดา

พลจัง: พลจังกับแทนเรียนอยู่ที่เดียวกันตอนมหา’ลัย ที่นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนเข้าคณะใหม่ ๆ ทุกคนจะค่อนข้างรู้ว่าใครถนัดด้านไหน คนนี้เล่นดนตรี คนนี้ชอบถ่ายรูป ตอนนั้นพลจังก็จะรู้อยู่แล้วว่าแทนเล่นกีตาร์ แต่แทนเป็นรุ่นน้องหนึ่งปีนะ รู้มาตลอดแต่ไม่เคยเล่นด้วยกันเลย จนปีสี่มันมีงานประกวดโฟล์กซองงานหนึ่ง เป็นวันสุดท้ายอีกสามชั่วโมงจะหมดเวลาสมัคร ก็เลยต้องหาใครก็ได้ที่เล่นกีตาร์เป็น


แทนไท: ซึ่งคนที่พลจังรู้จักไม่มีใครว่างเลย

 

พลจัง: ใช่ คนที่รู้จักเขาก็หาได้หมดแล้ว ยกเว้นเรา เราก็หาไม่ได้ จนกระทั่งมีคนบอกว่าลองถามแทนไหม ตอนแรกไม่ได้อยู่ในหัวเลย แต่พอเพื่อนแนะนำก็เลยลองโทรหาอยู่ ตอนนั้นก็น่าจะเป็นครั้งแรกที่เข้าใกล้กันมากขึ้น เพราะก็เป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องในคณะ ไม่ได้คุยกันเท่าไหร่ แต่พอวันนั้นมันก็เริ่มเป็นเพื่อนกันจริง ๆ

 

แทนไท: ครับผม พลจังก็บอกว่าอีกสามชั่วโมงจะปิดรับสมัครแล้ว ผมก็บอกว่าไม่มีกีตาร์ พลจังก็ขับไปหากีตาร์มาให้อีก พอมาเจอกันต้องอัดคลิปส่ง ก็ไม่รู้อีกว่าต้องอัดที่ไหน เลยอัดในรถเลย ปิดรับเที่ยงคืน แต่ได้อัดตอน 5 ทุ่ม 55 นาที ก็เลยเป็นที่มาของชื่อวงตอนนั้น พอส่งเข้าไปออดิชันปุ๊บ เราก็ได้เข้ารอบ

 

พลจัง: ก็จนจบรายการเลยแหละ มันทำให้รู้ว่าระหว่างการที่เราซ้อมเราสองคนมันซิงค์กันได้ดีในด้านของการเล่นดนตรีด้วยกัน

 

แทนไท: พอเพิ่งมาเล่นดนตรีด้วยกันก็เหมือนว่าคุยถูกคอ

 

พลจัง: เออทำไมไม่ได้เล่นด้วยกันวะ แต่ตอนนั้นก็เป็นช่วงที่พลจังเรียนจบไป เราเลยย้อนมาคุยกับแทนว่าเราอยากเล่นดนตรีกลางคืน ถ้าจะชวนไปเล่นร้านเหล้าอะไรเงี้ย แต่ตอนนั้นจังหวะชีวิตแทนยังไม่พร้อมที่จะเล่นด้วย เหมือนตอนนั้นเริ่มแตะงานแสดงจริงจัง ก็เลยได้เว้นไปปีหนึ่ง สุดท้ายก็ได้ตกลงมาเล่นด้วยกัน แต่พอเล่นด้วยกันไปพักเดียวก็ได้มีวงดนตรีในฐานะศิลปินวงแรกเกิดขึ้น 

 

แทนไท: มีโอกาสได้เข้าไปในค่าย ได้ลองตั้งวงดนตรี ทำเพลง ออกเพลงครั้งแรก 

 

พลจัง: แต่ตอนนั้นมันก็จะเป็นแบบวงน้องใหม่ ด้วยความที่อยู่ค่ายใหญ่ ก็จะมีเตรียมทีมงานแต่งเพลง ทำดนตรี โปรดิวเซอร์ สร้างเอ็มวี โปรโมต ณ ตอนนั้นเราก็เหมือนคนที่รอร้องเพลงที่ทุกอย่างเสร็จแล้ว แทนก็เล่นกีตาร์ ตอนนั้นเหมือนเป็นในลักษณะนั้นในด้านการดำเนินงาน

 

แทนไท: จริง ๆ เราก็ได้มีส่วนร่วมด้านเนื้อหาที่อยากพูดนะครับ แต่ก็มีทีมโปรดิวเซอร์คุมและทำ

 

พลจัง: ตอนนั้นแทนก็ยังไม่ได้จับโปรแกรมเอง พลจังเองก็ยังไม่มีทักษะการเขียนเพลง เหมือนเด็กน้อยกันเลย แต่โชคดีที่เราเป็นเด็กช่างสงสัย ไอนั่นก็อยากรู้ ทำไมต้องทำแบบนี้ ไอนั่นทำยังไง จนเราก็เริ่มกลับมาคุยกันว่ามันเป็นไปได้ไหม ได้รับคำแนะนำจากพี่ ๆ วง HENS สมัยก่อนที่จะเป็นวง HENS เขาก็แนะนำเรื่องโปรแกรมหลังจากที่แทนไทถาม

 

แทนไท: จริง ๆ คือเราถาม อันนั้นยังไง ชี้ ๆๆๆ อันนี้ทำยังไง

 

พลจัง: เออ เขาก็อุตส่าห์ตอบแหละ อย่างเราเราก็ถามเรื่องเนื้อเพลง ถ้าเป็นคำนี้แทนเวลาร้องมันถนัดกว่า จนไป ๆ มา ๆ พี่ปู๋ก็บอกว่า มึงแต่งเองก็ได้นะ 

 

แทนไท: (หัวเราะ)

 

พลจัง: ไม่ เขาแนะนำ เขาไม่ได้รำคาญ มึงอะคิดมาก เราก็เลยเริ่มเลย ลองดู แล้วพอได้ลองมันก็มีจังหวะที่เรายังไม่มีแพลน ด้วยสถานการณ์โควิดด้วย ก็ยังไม่มีแพลนแน่ชัดว่าเรากำลังจะมีเพลง โปรโมท หรือโชว์ช่วงไหนของปี แล้วตอนนั้นมันยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็เลยลองคุยกันว่า เราอาจจะอยากลองทำกันเองแล้วแบบเต็มตัว ในเมื่อไม่ต้องรีบอะไร เราลองใช้เวลาทำเพลงกันเลยไหม แทนก็เห็นด้วย เหมือนจริง ๆ แทนสนใจโปรแกรมและจับได้ก่อนที่พลจังจะแต่งเพลงเป็นอีก เราก็เลยคุยกับพี่ที่ค่ายว่าเราจะออกไปทำกันเองดีไหม

 

FJZ: แยกย้ายกันไปเติบโต

 

TALE: ใช่

 

พลจัง: ซึ่งพี่ ๆ เขาก็น่ารัก เขาก็บอกตามตรงว่าถ้าเกิดอยากไปจริง ๆ มันจะมีสิ่งไหนบ้างที่จะเปลี่ยนไปจากตอนนี้ มันจะไม่เหมือนเดิมนะ มันจะต้องดูแลตัวเองแล้วนะ ตอนนั้นเราก็แบบ เออเอาวะ เพราะดูวี่แววแล้วอาจจะยังไม่มีงานอะไรเข้ามาอยู่ดี ไม่ดีขึ้นก็เท่าเดิม เลยตัดสินใจ ประจวบเหมาะกับที่สัญญาหมดพอดี เลยขอออกมาทำกันเองแล้วกัน ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของวง TALE

 

ที่มาของชื่อวง TALE

พลจัง: พี่ที่ค่ายเดิมก็เป็นคนตั้งให้อีกเหมือนกัน ถ้าถามว่ามีความหมายเกี่ยวข้องกับตัวเพลงที่ทำไหม มีเต็ม ๆ เลย แต่ว่าเราไม่สามารถเห็นได้เอง ณ ตอนนั้น พอมันเป็นมุมตัวเองมองมันไม่เจอมุมเรื่องเล่า แต่คนอื่นมองมามันดูเหมือนเป็นคนเล่าเรื่องอยู่ ไม่ใช่แค่ร้อง ๆ ไป เล่น ๆ ไป มันจะมีความตั้งใจทำให้เรื่องราวนี้ออกมาให้คนเข้าใจได้ว่าเพลงนี้พูดถึงอะไร และเราตีความยังไง ก่อนหน้านั้นเราคิดเป็นสิบสิบชื่อเลยนะ แต่มันไม่รอดอะ มันยังไม่ใช่จริง ๆ จนพี่เขาบอกชื่อนี้มาก็จบเลย ก็เลยมาเป็นวง TALE

 

Track by Track

TALE – อีกเลย

พลจัง: จริง ๆ เราเป็นคนที่ชอบทบทวน ชอบสังเกตชีวิตตัวเอง มองย้อนไปหน้าหลังซ้ายขวาว่าที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง รู้สึกอะไรอยู่ แล้วต่อไปมันจะเป็นยังไงต่าง ๆ นานา เกิดเพลงนี้ได้เพราะเรารู้สึกว่า ของบางอย่าง สถานที่บางสถานที่ที่เราเคยมีความทรงจำร่วมกันกับคน ๆ หนึ่ง พอเราห่างหายกันไปแต่สถานที่มันยังอยู่ ของมันยังอยู่ แต่ความรู้สึกเราที่มีกับสิ่งนั้น ๆ มันไม่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้อีกแล้ว แล้วเราไม่สามารถเห็นสิ่งเหล่านั้นแล้วรู้สึกเช่นนั้นได้อีกเลย เพราะตอนที่ยังมีคนนั้นอยู่ เราก็ยังรู้สึก แต่พอเขาหายไป เขาก็เหมือนเอาสิ่งเหล่านั้นไปด้วย เราก็เลยหยิบคำว่าอีกเลยมาใช้ 

 

ถ้าเกิดใครไม่แน่ใจที่จะฟังเพลงนี้ดีไหม เราคิดว่าเพลงนี้อาจจะเหมาะสำหรับใครที่เคยมีเพลงที่ฟังด้วยกัน ร้านอาหารประจำ ของแห่งความทรงจำต่าง ๆ แต่ตัวเขาไม่อยู่แล้ว มันเลยทำให้เรารู้สึกไม่เหมือนเดิมอีกเลย 

 

แทนไท: เป็นเพลงแรกที่ปล่อย แต่ไม่ได้ทำมิวสิกวิดีโอ

 

พลจัง: ชาเลนจ์ที่สุดของพวกเราสองคนแล้ว มันเหมือนเป็นครั้งแรกที่เราลองมาทำเอง ไม่มีมาตรฐานสามารถบอกได้ว่าเพลงนี้เสร็จแล้ว ดีแล้ว นึกออกไหมฮะ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันดีที่สุดแล้วหรือยัง

แทนไท: คือการทำของเรามันเหมือนไม่มีอะไรให้ยึด งม ๆ คลำ ๆ กัน จนกระทั่งได้จริง ๆ ใช้เวลานานมาก

 

พลจัง: ใช้เวลาเป็นสิบกว่าเวอร์ชัน แก้ไปเรื่อย ๆ เหมือนต่างคนต่างไม่ได้มีวิชาความรู้ แทนก็ไม่ได้จบด้านทำเพลงมา พลจังก็ไม่ได้จบด้านเขียนเพลงมา เราก็บอกกันเองไม่ได้ว่าอันนี้มันจบแล้วหรือยัง หรือควรใช้มาตรวัดไหนวัดว่ามันควรปล่อยแล้ว จนถึงเวลาที่เรารู้สึกว่ามันควรปล่อยแล้ว มันเลยมาครึ่งปีได้แล้ว ก็เลยบอกแทน เอาแล้วไหม หลังจากปล่อยไปทุกอย่างก็โล่งขึ้น ก็ได้เห็นกระแสตอบรับ ได้เห็นคนพูดถึง ทวิตเตอร์มั่ง ยูทูบมั่ง พวกคอมเมนต์ เราก็เลยได้เห็นแล้วว่าเอ้อ สิ่งที่เราตั้งใจใส่ไว้ให้คนรู้สึก คนเขารู้สึกไหม เหมือนเราหยิบฟีดแบ็กตรงนั้นมาเป็นมาตรฐานให้ตัวเองแทน ว่าเพลงเรามันสมบูรณ์หรือคอมพลีตแค่ไหน เทียบกับความตั้งใจเรา และเทียบกับคนฟังที่ฟังเพลงของเรา เขาได้ยินสิ่งที่เราอยากให้ได้ยินหรือเราอยากเล่าหรือเปล่า พอมันซิงค์กันแล้วระหว่างคนทำเพลงและคนฟัง เพลงถัด ๆ มาก็ง่ายมากขึ้น

 

TALE – รอ

พลจัง: อันนี้บัดซบลงไปอีก อีกเลยเราพูดถึงอดีต แต่พอมาเพลงนี้มันก็เล่าตามชีวิตเราเลย เอาจริง ๆ มันก็ค่อนข้างดีเลย์นะกว่าจะตกตะกอนออกมาเป็นเพลงได้ เป็นช่วงที่เราจบคนนั้นไปแล้วก็ใช้ชีวิตปกติของเรา แล้วมันก็มีจังหวะที่ดันมีความรู้สึกที่ไม่แน่ใจ ก้ำกึ่ง ว่าเราเป็นอะไรกันนะ แต่อิมแพ็คมันดันสูง คน ๆ นั้นดันมีอิทธิพลกับความรู้สึกเรามาก เหมือนเป็นต้นไม้ตายยาก น้ำแห้งมานาน แต่น้ำหยดมาแค่สองสามหยดอยู่ได้เลยอีกเดือนหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นเราก็อยู่ได้ไปเรื่อย ๆ เพิ่งมารู้ตัวว่าไม่ได้มีสติอะไรเลย คิดแค่ว่าแบบนั้นดีแล้ว เราแฮปปี้ จนวันที่มันเหมือนคนเก็บกดมาก ๆ แล้วได้ระเบิดตู้มเดียว ก็เลยเข้าใจว่าทั้งเรื่องทั้งราวนี่มันไม่ใช่เขาด้วยซ้ำ แต่เป็นเราเองที่ฝืนไม่ยอมนึกดี ๆ ว่าเอ้ยจริง ๆ เราไม่ต้องอยู่ก็ได้นี่หว่า ถ้าย้อนไปถามเขาคนนั้นว่าอยากให้อยู่หรือเปล่าตอนนั้น เราก็ไม่กล้าถามนะเพราะกลัวคำตอบ แต่ก็คิดได้นะว่าเขาคงจะพูดว่าตอนนั้นไม่ได้เป็นฝ่ายขอเลย 

 

เราก็เลยคิดว่าตอนนั้นเราน่าสงสารมาก คนที่อยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้มันน่าสงสารมาก ตั้งแต่ต้นจนจบรู้สึกแย่ให้ตายก็โทษใครสักคนไม่ได้เลยนอกจากตัวเอง ก็ได้เลยมาเป็นเพลงนี้ เรารู้สึกว่ามันก็มีความหมายกับเราจริง ๆ ผ่านมากับมือด้วยความไม่มีสติ ไม่ได้รักตัวเองเท่าไรจริง ๆ เราก็เลยอยากฝากเพลงนี้ให้กับทุกคนที่เป็นไม้อวบน้ำแบบเรา ทนเก่ง รอเก่ง สามารถบำเพ็ญทุกรกิริยาให้กับคนที่ไม่ได้คิดเหมือนกันด้วย แต่เราไม่ได้โกรธเขานะ เราอาจจะเคว้งต้องมีที่เกาะแล้วมันดันเป็นเขา ก็เป็นกำลังใจเดียวที่ทำให้เราผ่านหลาย ๆ เรื่องไปได้นะในตอนนั้น

 

แล้วก็เป็นเพลงแรกที่อยากมีมิวสิควิดีโอ ทีนี้ปัญหาใหญ่สุดของเราสองคนก็คือเราไม่มีนายทุน สมมติเราเป็นคนที่มีคนมาขอเงินไปทำเพลง เราก็อาจจะอยากรู้เหมือนกันว่าวงนี้เขาจะมีงานเหรอ หรือเพลงเขาจะขายได้จนมีเงินกลับมาคืนเราหรือเปล่า พอมีโควิดงานโชว์ก็ไม่ต้องพูดถึง พอเป็นวงใหม่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมาขนาดนั้นมันก็ไม่มีอะไรที่การันตีได้เลย เราเลยคิดว่ามันยังไม่ถึงจุดที่เราจะเรี่ยไรเงินได้ ก็เลยต้องลงเงินกันเอง

 

แทนไท: พอต้องลงเงินกันเองมันก็ออกไม่ได้เยอะ ไม่ได้มั่งมีศรีสุข เราก็เลยต้องมาคิดกันว่าต้องทำยังไงถึงจะได้เอ็มวีแบบที่เราอยากได้ 

 

พลจัง: เราได้บทเรียนเลยว่าถ้าเงินน้อยต้องใช้สมองกับแรงเยอะ เราต้องเอาตัวเราลงไปทำเองเยอะ เพื่อที่จะได้ใช้เงินน้อยลง ซึ่งทั้งสตอรี่และทีมงานก็เป็นเพื่อนหมดเลย 

 

แทนไท: เราก็ยิ่งต้องเข้าไปช่วยดูในทุก ๆ ขั้นตอนด้วย ไปช่วยอะไรได้ก็ช่วย วันออกกองเราไปช่วยก็ทำแม่งทุกอย่าง ไปนั่งตัดกับมันเลย 

 

พลจัง: เรนเดอร์ ทำสี ทำทีเซอร์ ทำภาพโปรโมต ทำนู่นทำนี่ทำนั่นเราก็ต้องไปเกี่ยวข้องในทุก ๆ กระบวนการเลย ส่วนหนึ่งจะใช้คำว่าเราขยันทำเพื่อตัวเองก็ได้

 

แทนไท: หืม อย่าใช้อย่างนั้นเลย

 

พลจัง: แต่จริง ๆ เราจน (หัวเราะ) แต่ถามว่าสนุกไหม ดีไหม เราก็แฮปปี้นะ

 

แทนไท: อย่างรถที่นางเอกนั่งรถ นั่นก็รถผมเอง ผมก็ขับอยู่ เรียกได้ว่ามีส่วนร่วมมากจริง ๆ แต่ก็สนุกดี 

 

พลจัง: เรื่องดีอย่างหนึ่งคือ ความรู้สึกของเราคือเราได้มีส่วนร่วมกับชิ้นงานค่อนข้างเยอะเลยพอได้ทำแบบนี้ สมมติแต่ก่อนพอมีคนมาชมเพลงเราก็ดีใจนะตอนนั้น แต่พอตอนนี้ยอดวิวมันอาจจะยังไม่ได้เยอะเท่าตอนนั้น แต่ถ้ามีคอมเมนต์แบบ เนื้อเพลงเขียนดีจัง ดนตรีดีจัง อินมาก เราก็ชื่นใจกว่ามาก ๆ เลย พอเราไม่ได้มีทีมงานอะไรแล้วคลำทางด้วยตัวเอง เราก็รู้สึกแบบ ไอเหี้ยกูก็ทำได้หรอวะ ภูมิใจ ซึ่งตอนแรกพอจบเพลงนี้ เพลงหน้าเราจะไม่ทำเอ็มวีแล้วนะ

 

แทนไท: ไม่มีตังค์ เดี๋ยวไม่ได้ปล่อยเพลงซะก่อน

 

พลจัง: เออ สรุปแล้วบานปลายยิ่งกว่า ไอแทนก็คือไปตรากตรำทำงานหาเงินมาเพิ่ม เพราะเพลงที่สามดันลั่นไปแล้วว่าเพลงที่สองมีเอ็มวีแล้วดีว่ะ เพลงที่สามก็ต้องมีแล้วแหละ

TALE – ขอแค่เธอบอกมา

พลจัง: อันนี้เป็นอีกเฝสนึงของชีวิตแล้ว ตอนนี้เราเจอฝั่งแล้วแต่บนฝั่งก็ดันมีสตอรี่มา เราเจอคนนี้ เขาก็ดูจะชอบเรานะ เราก็รู้สึกดีและชอบเขานะ แต่พอไประยะหนึ่งเขาก็มาบอกว่ายังนึกถึงคนเก่าอยู่ เป็นเงาทับซ้อนเราขึ้นมาบ้าง และเขาก็รู้สึกผิดเลยบอกเราตามตรงว่ายังลืมคนเก่าไม่ได้ แต่เราคิดว่าสถานการณ์แบบนี้มันอยู่ที่เราแล้ว ฝ่ายนั้นเขาจริงใจมากพอที่จะพูดความจริง 

 

แทนไท: แต่เขาไม่ได้จะไปไหนไง

 

พลจัง: เขาก็ยังกล้าบอกเรา ซึ่งเรารู้สึกว่ามันโอเค สำหรับเราเราผ่านอะไรแย่ ๆ มาพอสมควร แค่นี้มันสบายมาก เราก็ถามเขาว่าอยากลืมไหม จะเริ่มต้นกับเราจริง ๆ ไหม เจตนาคืออะไร เขาก็บอกว่าจริง ๆ ไม่อยากนึกถึงแล้ว แต่ดันนึกถึงขึ้นมาเอง เราก็เลยจัดไป ได้ดิ เคยไปที่ไหนมาบ้างอะ ไปซ้ำ ไปด้วยกันนี่แหละ ข้าวร้านไหน ไป ไปกิน คอนโดไหน ไปด้วย ถ้าลืมไม่ได้ก็ไม่ต้องลืม เซฟทับไปเลย จะไปอยู่จนไม่เหลือความทรงจำของคนเดิมเลย

 

แทนไท: มันเลยเป็นเนื้อเพลงในเพลง ถ้าลืมไม่ไหวก็แค่จำเรื่องใหม่ด้วยกัน

 

พลจัง: เราไม่สามารถแก้ไขอดีตได้ มันเคยเกิดขึ้น และเราก็ไม่ได้เบลมแฟนเก่าเขาด้วย ถ้าไม่มีคนนี้ เขาอาจจะไม่ได้เจอกันก็ได้ เราเชื่อว่าถ้าอดีตมันเปลี่ยน ทุกอย่างมันจะเปลี่ยน ขอบคุณคนเก่า แต่ถ้าลืมไม่ได้ก็ไม่ว่ากัน มองข้างหน้าอย่างเดียว สร้างอะไรดี ๆ ไปด้วยกัน อะไรที่มันดีคนก็อยากจำมากกว่าเรื่องแย่ ๆ เราก็เชื่อว่าเราเซฟทับได้ ก็เลยออกมาเป็นเพลงนี้ 

 

แทนไท: ตอนแรกเราคุยกันว่าจะทำง่าย ๆ ใช้มือถือถ่ายก็พอ แต่คิดไปคิดมาคิดไม่ออกว่าจะทำเอ็มวียังไงดี เราก็เลยไปปรึกษาเติร์ด Tilly Birds เติร์ดก็บอกเดี๋ยวช่วยคิด จนสุดท้ายก็คิดมาเป็นไอเดีย Street Fighter แล้วเราชอบมาก

 

พลจัง: เริ่มจากเติร์ดช่วยคิด ไป ๆ มา ๆ เติร์ดบอกทำเลยเหอะว่ะ เขียนไปเขียนมาก็อยากทำแล้ว ไอแทนก็เลยได้ดิวะ ทำเลย

 

แทนไท: มันเป็นช่วงที่เติร์ดว่างพอดี เลยได้มาช่วยดู ก็เป็นโชคดีของพวกเราด้วย เป็นเอ็มวีที่ลงแรกเหมือนเดิมเลย (หัวเราะ) เราช่วยไรได้เราช่วยเต็มที่เลย ถ่ายยากกว่าเอ็มวีที่แล้วด้วยซ้ำ เพราะเป็นคิวแอคชัน มันต้องมีคนคิดท่า มันต้องคิดมุมกล้องว่าจะเอายังไง ตอนตัดต่อจะเอายังไง ทุกคนเก่งมากเลยครับ

 

พลจัง: ถ้าให้กลับมาเรื่องเพลงจริง ๆ อีกเลย มันเหมือนบรรยากาศมันค่อนข้างเล็ก ตัวคนเดียว เกาะอยู่ตรงระเบียง ดูฟ้า การทำเพลงมันเลยค่อนข้างเป็นเบบี้สเต็ปที่แทนยังพอทำไหว คลำ ๆ หัดเรียนรู้ เปิดยูทูบ ๆ ก็ทำได้ แต่ รอ จุดตั้งต้นแต่งเพลงนี้ของเรามันดันเห็นเป็นภาพแบบเวทีคอนเสิร์ต ดนตรีใหญ่ ๆ เหมือนเป็นเพลงที่เครื่องดนตรีต้องเยอะ ๆ มีมิติมากมาย ก็เลยกลายเป็นเพลงที่โจทย์ยากมากของแทน เปรียบแบบอีกเลยเป็นเด็กฝึกงาน แต่เพลงต่อมาไม่ใช่พนักงานนะแต่เป็นผู้จัดการเลย ก้าวกระโดด แทนก็เลยบอกว่าได้เดี๋ยวกูกลับมานะ แล้วก็อีกหกเดือนหายไปเลย ตะบี้ตะบันไม่คุยกันเลยสักคำ

 

แทนไท: ตะบี้ตะบันจริงครับ แต่ไม่ได้ไปเทคคอร์สอะไร แต่ก็ศึกษาเพิ่ม ลองทำ ลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ หกเดือนแบบจริง ๆ คนอื่นอาจจะเร็วกว่าเรา แต่เราหัดโปรแกรมใหม่เลย พอหกเดือนผ่านไปก็ถึงจะได้ดนตรีเพลงรอมา 

 

พลจัง: พอหลังจากเพลงที่สองแทนเริ่มช่ำชองแล้ว มาเพลงที่สามมันก็เลยเหลือเวลาแค่เพียงอาทิตย์เดียวที่แทนใช้ทำดนตรี เหมือนแบบโอเคกูช้ำแล้ว เข้ามือแล้ว ชิลล์ ที่เหลือก็มาดิวะ

 

แทนไท: เราว่ามันแล้วแต่เพลงแหละ พอดีเพลงนี้มันเห็นภาพและก็ไม่ต้องฝึกสกิลใหม่แล้วเพราะเพลงที่แล้วเต็มที่มาแล้ว มันก็เลยได้เร็วขึ้น เพลงมันมาแบบพลจังแต่งมาก่อน เขียนเนื้อมาแล้วก็มาดูคอร์ดด้วยกัน แล้วก็ได้โครงเพลงมาแค่ร้อง คอร์ดและเมโลดี้ เราก็เลยต้องตีโจทย์ว่าจะทำดนตรีเพลงนี้ยังไงดี เราฟังตอนแรกเรายังรู้สึกว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแบบนี้เลย มันโคตรสู้เลย เพราะถ้าเราเจอแบบนี้เราน่าจะท้อกันมากกว่า เราก็มาตีความอินเนอร์ในเพลงนี้ว่ามันใจสู้จริงไหม มันก็ใจสู้นะ แต่มันก็ยังมีความกลัวซ่อนอยู่ข้างใน มันเลยกลายเป็นคำว่า สั่นสู้ ซึ่งพอเป็นคำนี้แล้วเสียงกีตาร์ในท่อนฮุกมันก็มีความดุ๊กดิ๊ก ๆ ของโน้ต มันจะมี tremolo ที่ทำให้เสียงสั่นก็ใส่ไปนิดนึง ให้มันรู้สึกว่าไม่ได้มั่นคงขนาดนั้น สั่นสู้ของจริง ขอแค่เธอบอกมาก็จริงแต่ตัวละครมันกลมกว่านั้นยังมีหวั่น ๆ ในใจไม่ได้ลั้นลามั่นใจ 100% ก็ได้

 

พลจัง: เราอาจจะทำไม่ได้ก็ได้ในท้ายที่สุด แต่ถ้ายอมแพ้ตอนนี้ก็คือ 0% เลย แต่ถ้าไปก่อนก็ 50-50 วะ

 

แทนไท: ส่วนไลน์เบสที่เขียนออกมาแบบนี้ มันก็บู๊จริง ๆ แต่อีกฝั่งมันคือความไม่แน่นอน ไม่แน่ใจว่าเขาจะเลือกเราขนาดนั้น ใช้ midi เขียนแบบที่ไม่ได้กังวลว่าจะให้มีคนมาเล่นจริง ๆ ยังไง แต่พอส่งให้พี่ดิวที่มิกซ์ฟัง เขาก็พูดมาว่าถ้ามีเบสเล่นจริง ๆ มันจะมีชีวิตมากเลย ก็เลยไปขอแรงเจสัน quicksand bed มา ถ้าไม่ได้เจสันเราว่ามันไม่ออกมาเป็นแบบนี้แน่นอน มันเล่นยากมาก ขนาดเจสันยังเหนื่อยเลย

 

พลจัง: จริง ๆ เจสันเป็นเพื่อนเราที่เล่นดนตรีมาด้วยกันสองสามปีแล้ว เราก็เลยมั่นใจว่าเจต้องเล่นได้แบบสบาย ๆ บอกแทนเลยว่า มึง มันอัจฉริยะเว่ย มันเล่นได้ จนพอจบงานแล้วเจบอก เออเสร็จแล้วนะ อัดโคตรนานเลยว่ะ ยากชิบหาย เราก็แบบ อ้าวเหรอ งั้นโกรธแทนแทนแล้วกัน กูไม่เกี่ยว (หัวเราะ)

 

แทนไท: พออัดเสร็จเราชอบมากเลย เหมือนเจให้ชีวิตมัน ดนตรีเพลงนี้ก็เลยพยายามทำให้มันบู๊ ให้รู้สึกว่ามันสู้ขาดใจจริง ๆ 

 

พลจัง: ขอแค่เธอบอกมา ก็เลยทำสถิติเพลงที่เร็วที่สุดจากทุกเพลงทั้งเนื้อเพลงและดนตรี สองสัปดาห์กว่า ๆ ก็เสร็จเลย

 

แทนไท: แต่ว่าสองสัปดาห์กว่า ๆ ก็ยังไม่ได้ปล่อยนะ ทำเสร็จแล้วก็เก็บไว้ เพิ่งมาได้ปล่อยตอนนี้

อนาคตจะมีเพลงรักให้ได้ลุ้นกันรึเปล่า

พลจัง: มี เพราะว่ามันมีที่เราแต่งถึงเหตุการณ์หลังจากนั้นแล้ว 

 

แทนไท: พลจังแต่งแล้ว เรียบร้อย

 

แล้วอนาคตของ TALE ที่มองกันไว้ล่ะเป็นอย่างไรบ้าง

พลจัง: จริง ๆ เราบอกทุกคนตลอดว่าให้หวังที่ 0 ถ้ามันมาได้ 50 เราก็ดีใจแล้ว แต่ที่แน่ ๆ คือเราตั้งใจทำในทุก ๆ ผลงาน คงไม่ได้ท้อแท้เลิกทำกลางคัน ยังมีอนาคตรออยู่ จะตั้งใจทำมันแล้วอยู่ต่อไปอีกยาว อยากให้ทุกคนรอดูกันไปว่าผลงานของเราในทุก ๆ เพลงต่อจากนี้มันจะมีการเติบโตให้เห็นไหม หรือว่ามีคาแรคเตอร์ที่ชัดขึ้น หรือเริ่มดูออกว่าพวกเราเป็นคนยังไง เอาจริง ๆ เราก็ยังไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไงเหมือนกัน เพราะเริ่มต้นจากคำว่า ลองดู ทำซิสักสิบเพลงจะได้ย้อนมาดูได้ว่าเราสองคนเป็นคนยังไง 

ทิ้งท้ายและฝากผลงาน

พลจัง: อยากฝากผลงานทุกเพลงเลย เรื่องราวที่กลั่นกรองมา ทั้งเนื้อและดนตรี แต่เพลงล่าสุด ขอแค่เธอบอกมา เราอยากให้เป็นกำลังใจของคนที่ยังอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เราเชื่อว่าทุกแค่เป็นตัวของตัวเอง รักให้ดีที่สุด แสดงออกอย่างที่ใจต้องการก็พอ เราเชื่อว่าทุกคนสามารถมีความรักดี ๆ ได้เพียงแค่เป็นตัวเองครับ

 

ติดตาม TALE ได้ที่นี่

Instagram

Youtube

Facebook

 

 

‘ฟังไร’ รวมเพลงใหม่น่าฟังสัปดาห์ที่สอง เดือนกุมภาพันธ์ 2022

Facebook Comments

Next:


Donratcharat

นัท ปีนี้พูดกับคนน้อยลงแล้ว เพราะหันไปพูดกับหมามากขึ้น ยังคงรอวันได้กลับไปวิ่งเล่นในคอนเสิร์ตทุกชั่วขณะจิต