ford-trio-ouch-album

Interview

ชีวิตนี้คงจะร้อง ‘OUCH!’ ซ้ำ ๆ ถ้าไม่ได้รู้จักกับ ​’FORD TRIO’ ทริโอ้ฝีมือสุดฉกาจแห่งยุค

คุยกับ ฝอด, หมอ และเจมส์ FORD TRIO วงดนตรีเส้นเด้งแห่งยุคที่ความร้ายกาจของดนตรีและเรื่องเล่าจากพวกเขา ไ ม่ เ ค ย ธ ร ร ม ด า มาทำความรู้จักยอดทริโอ้จากฟากตลิ่งชันที่ใช้เสียงดนตรีสุดแสบสันมาเสียดสีความเจ็บปวดทุกแขนง ใน OUCH! อัลบั้มใหม่จากพวกเขา ที่หากคุณพลาดก็อาจจะต้องร้อง OUCH! ซ้ำ ๆ จริง ๆ

ford-trio-1

จุดเริ่มต้นของ FORD TRIO

ฝอด: โยนให้เจมส์ครับ เจมส์เล่าเรื่องนี้ได้ดีมาก

หมอ: โยนให้คนป่วยเฉยเลย

เจมส์: เจอกันในมหาวิทยาลัยครับ ทุกคนเรียนคณะดุริยางค์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปกรเหมือนกัน สาขาก็เดียวกันอีก แล้วก็มาเจอกันในวิชารวมวง จริง ๆ ผมอะอยู่อีกวงหนึ่งแต่เหมือนว่ามือกลองในรุ่นขาดตลาด ผมก็เลยต้องมาตีกลองให้วงของฝอดกับหมอ พอเราเล่นกันสามคนแล้วเราก็รู้สึกว่ามันดูดี เราไปด้วยกันได้ ก็เลยลองเริ่มทำเพลงด้วยกันดู

หมอ: แล้วก็ช่วงนั้นเราจับแนวเพลงกันได้ด้วย คือตอนเข้ามหาลัยใหม่ ๆ มันต้องมีการโชว์ขิงกันหน่อย ตอนนั้นผมก็เลยอัดคลิปตัวเองเล่นคีย์บอร์ดเพลง Stevie Wonder ที่จริงก็เล่นไม่เป็นหรอก พอถึงช่วงรับน้อง ฝอดก็เดินมาสะกิดหลังแล้วพูดว่า “นายฟัง Stevie Wonder ด้วยเหรอ?” หลังจากนั้นเลยได้รู้ว่าเราชอบฟังแนวเพลงคล้าย ๆ กัน ผมกับฝอดก็เลยทำวงกันมาก่อนแล้วค่อยมาเจอกับเจมส์ในวิชารวมวง แต่ทุกคนจะมีจุดร่วมกันคือชอบแนวเพลงแบบ Soul, American, Groovy ครับ

 

ทำไมถึงได้ชื่อเป็น FORD TRIO 

ฝอด: คือผมและทุกคนชอบ John Mayer เหมือนกัน แล้ว John Mayer เขาเคยมีวงชื่อ John Mayer Trio ตอนแรกเราจะตั้งเป็นวงทริบิวต์ล้อเลียนเฉย ๆ ว่าวงเราเล่นเหมือน John Mayer เลยเว้ย แต่มันก็กลับกลายเป็นว่าชื่อนี้มันแปลกดี ยูนีคดี ใช้เลยแล้วกัน

 

OUCH!

ฝอด: หลังจากจบอัลบั้ม Self-Titled ที่แล้วมา เหมือนอัลบั้มได้ปล่อยออกไปแล้ว พวกเราก็ได้เล่นงานที่อยากเล่นแล้ว เลยรู้สึกว่า ‘เออมันทำงานของมันได้ดีแล้วนะ เราน่าจะหยุดทำเพลงกันสักพักหนึ่ง เพื่อไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากกว่านี้แล้วค่อยกลับมาทำเพลงกันต่ออีกรอบดีกว่า’ แต่หลังจากนั้นพี่เหลิมเขาติดต่อมาว่าสนใจทำเพลงกับที่ค่ายไหม ตอนนั้นคือไม่มีเล่นตัวอะไรเลย รีบตอบทันที ‘เอาครับพี่ เอา’ สิ่งที่เราตั้งเอาไว้ว่าจะไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กันก่อน มันก็ยังไม่ตกผลึกดี เพราะว่าอยู่ในช่วงโควิดด้วย แล้วยิ่งเป็นนักดนตรีในยุคโควิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันดาร์กมาก ผมก็เลยได้จับกับประสบการณ์ตรงนั้น ทั้งความดาร์กในช่วงโควิดและการหางานหลังจากจบมหาวิทยาลัย ทั้งหมดเป็นมวลโดยรวมของอัลบั้มชุดนี้และถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวทั้ง 6 แทร็คครับ

 

Track by Track

ขโมย

ฝอด: มา! ผมเล่าเอง คือมันจะมีช่วงนึงที่โซเชียลเดือดมากเลย ทุกคนในรุ่นของพวกเราโกรธกันหมด ซึ่งตัวผมเองก็มีอารมณ์ร่วมกับตรงนี้ ทั้งโควิดและการบริหารของรัฐบาลมันเหมือนกับว่า ‘เขาขโมยชีวิตของเด็กรุ่นผมไป ไม่ว่าจะเป็นความฝันหรือความหวัง’ ก็เลยอยากจะเขียนเนื้อเพลงเพื่ออธิบายความรู้สึกของพวกเรา ส่วนดนตรี ผมรู้สึกว่าในประเทศไทยมีมู้ด เพลงแบบ Funkadelic น้อย ก็เลยอยากทำ

 

U-DO

ฝอด: U-DO ของหมอแน่นอน

หมอ: ใช่ ของผม … คือผมชอบจดคำทองเก็บไว้ในโทรศัพท์ พอรู้ว่าเรากำลังจะแต่งเพลงแนวนี้ Mood คนเฟล ๆ เรื่องแย่ ๆ ในชีวิต ผมก็ไปเจอคำว่า “อยู่ดู” (ที่จดเอาไว้) ซึ่งคำคำนี้ถ้าจะให้อธิบายได้ง่ายที่สุด มันเกิดจากตอนที่ผมเล่นเกมแล้วโดนยิงตาย เราก็จะไปอยู่ในโหมด spector หรือ ไปอยู่ในมุมมองของคนที่ฆ่าเรา ซึ่งเกมที่ผมเล่นอันนี้มันมีโปรแกรมโกงอยู่เยอะมาก แล้วบางทีเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่อ่ะแบบยิง 10 นัดโดนทุก 10 นัดเลย เราเลยต้องไปดูต่อว่า “เห้ย เค้าใช้โปรแกรมโกงจริงเปล่าวะ” พูดแบบถูกต้องที่สุดคือ เราหลุดออกมาจากเนื้อเรื่องหลักแล้ว ต่อจากนี้เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เรายังอยากจะ ‘อยู่ดู’ เพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง ก็เลยลองเอามาแต่งในแง่มุมของความสัมพันธ์ดูครับ

 

ใครฟัง 

ฝอด: เพลงนี้ผมเล่าเป็นฉาก ๆ ได้เลยนะครับ คือช่วงที่เรากำลังทำอัลบั้มจะมีการส่งเพลงเข้ามาในกลุ่มให้แบ่งกันฟัง แต่มันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมทำเพลงไปแล้วมันแบบไม่ค่อยโดนเลย ตอนนั้นรู้สึกเครียด ก็เลยใช้ท่าไม้ตายเรียกน้องวิน (Varis) มาช่วย ซึ่งเคยร่วมงานตอนเพลง ให้เธอ มาก่อน เราก็นัดกันไปที่บ้านวินไปคิดเพลง พอนั่งกันไปเรื่อย ๆ ผมก็เห็นเพลงหนึ่งของวินชื่อว่า But Will You Listen to Me? เป็นเนื้อเพลงประมาณว่าคุณอยากฟังสิ่งที่ผมเล่าหรือเปล่า เราก็เลยคุยกัน แล้วเอาเรื่องที่มีอยู่ในใจไปผสมกับคอนเซปต์ของวิน ได้ออกมาเป็นเพลงที่จะบอกกับคนอื่นว่า ‘เพลงที่เราทำมา ถ้าเกิดคุณไม่ได้อยากฟังมันอีกต่อไปแล้ว เราเสียใจนะ’ พอได้คอนเซปต์มาแล้วก็นั่งทำเพลงกันประมาณ 3 ชั่วโมงก็เสร็จ คือเพลงอะมันทำแป๊บเดียวแต่ว่ามันมาช้าตอนอัดคลิปครับ (ขำ) ตอนนั้นพอส่งเพลงเข้าไปในกลุ่มทุกคนโอเคชอบก็เลยผ่าน หลังจากนั้นเราเลยมาถ่ายมิวสิควิดีโอเพลงนี้ มีวิน (Varis) มาเล่นเปียโน แล้วก็มีพี่มาย (Supergoods) พี่ดิม (Tattoo Colour) มาร้องคอรัสด้วยครับ 

 

ทิ้งเบอร์ไว้เลย

เจมส์: ทิ้งเบอร์ไว้เลยเป็นซิงเกิลแรกของ EP. นี้ที่ปล่อยออกไป มันก็เลยเป็นเพลงที่เซ็ตมู้ดของอัลบั้มประมาณหนึ่ง ให้เขารู้ว่ามันเกี่ยวกับการออกไปเจอชีวิตจริง เพลงนี้ฝอดเป็นคนเขียนขึ้นมา มันเกี่ยวกับการสมัครงาน ไม่ว่าเขาจะอยากรับเรา หรือไม่อยากรับเรา เขามักจะพูดว่า ‘ทิ้งเบอร์ไว้เลยนะ เดี๋ยวพี่ติดต่อกลับไป’ ซึ่งส่วนมากร้อยละ 90 ก็มักจะไม่มีการตอบรับกลับมา จริง ๆ แล้วประโยคนี้มันก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่สามารถเอามาปรับใช้ได้กับทุก ๆ เรื่อง บางทีเราก็เจอสถานการณ์แบบนี้ในเหตุการณ์อื่น ๆ เช่น เราทำใบเสนอราคาแล้วเขาไม่ตอบรับกลับมา หรืออื่น ๆ ครับ ส่วนดนตรี เพลงนี้เป็นเพลงแรก ๆ ที่ขึ้นโครงเดโม่เลย เราเปลี่ยนการทำงานหลังจากอยู่ค่าย Crazy Mondae เราสร้างสรรค์ดนตรีที่เรารักกันขึ้นมาในห้องแยก แต่โจทย์เพลงนี้ค่อนข้างชัดเจนครับ พี่เหลิมเขากำหนดไว้ว่าให้เราเน้นกลับไปที่ความ FORD TRIO คือ funky & soul เพราะอย่างนั้นเลยมีการขึ้นเพลงด้วยไลน์เบสของหมอ กีตาร์ของฝอด แนวดนตรีก็ไม่ได้พยายามจะฉีกเยอะเหมือนอัลบั้มชุดที่แล้วครับ

 

ยิ้มไม่ออก

หมอ: ก็เหมือนเดิมครับมันเป็นอีกหนึ่งคำทองที่ผมจดเอาไว้ในโทรศัพท์ ตอนนั้นเป็นช่วงกลับจากโคราช ที่ถ่ายรูปวงกัน ระหว่างทางกลับเราก็นั่งฟังเพลงวง Gary Clark Jr. กัน แล้วเราก็คุยกันว่ามันเป็นเพลงแบบ rock, blues แล้วก็จะมีกีตาร์แบบ แต๊ด ๆ ๆ แต่ถ้าตัดภาพมาในดนตรีไทยที่เจอกันส่วนมากถ้าเล่นแบบนี้มันจะไปในทางเร็กเก้เสมอ ก็เลยคุยกับฝอดว่าถ้ามันมีกีตาร์แบบนี้ เล่นให้มันเป็นร็อคก็คงจะยากมาก ผมก็เลยเก็บไว้ให้มันเป็นโจทย์ในใจว่าเราไปทำดนตรีแบบนี้ที่มันเป็นร็อคกันดีกว่า ก็เลยได้ไลน์เบสในเพลงขึ้นมา เอากีตาร์มาเสริมอีก เหลือแค่คอนเซ็ปต์เพลงเท่านั้น แล้วก็เลื่อน ๆ ไปเจอคำว่า ยิ้มไม่ออก คิดว่าน่าจะเป็นอีกคำที่ประยุกต์กับ EP. ชุดนี้ได้ ซีนในหัวผมตอนแต่งคือมันเป็นเหมือนรายการซ่อนกล้องล้อกันเล่น หลอกให้คนตกใจ หลอกให้คนเจอกับเหตุการณ์ขายหน้า ทำตัวโง่ ๆ ให้คนดูหัวเราะ ซึ่งหลาย ๆ ครั้งผมรู้สึกว่ามันไม่ตลกจนรู้สึกสงสาร เพลงนี้ก็เลยแต่งมาในมุมของคนที่โดนหลอก โดนแกล้ง อาจจะเป็นในแง่ของการโดนบูลลี่ การโดน gaslight ก็ได้ แล้วทีนี้ก็มีแร็ปเปอร์คนหนึ่งที่เขามีเพลงแนวนี้อยู่แล้วและพวกเราก็ชอบเขามาก ชื่อ คนนท์ ชาญคลีเช่ ก็เลยชวนมาแร็ปกันครับผม ออกมามันมากครับ

 

S.O.S

ฝอด: ตอนที่ผมกลับไปอยู่โคราชช่วงนึงผมได้ไปเจอกับเพื่อน ๆ ก็มานั่งแชร์เรื่องราวของแต่ละคนกันว่าเจออะไรมาบ้าง ซึ่งก็จะมีคนหนึ่งที่แชร์เรื่องราวตัวเองได้เศร้ามาก เล่าไปเล่ามาก็ร้องไห้ขึ้นมากลางวง ทุกคนก็เลยนั่งปลอบกันและถามว่า “เห้ย มึง มึงเป็นขนาดนี้ทำไมมึงไม่บอกคนอื่น ไม่บอกพ่อหรือแม่ ให้เขารู้ว่ามึงกำลังเศร้าอยู่” และเพื่อนคนนั้นก็ตอบว่า “ถึงจะบอกไปก็ไม่มีใครช่วย ไม่มีใครเข้าใจหรอก” ที่นี้ผมเลยรู้สึกแบบ โห คนนี้แม่งน่าสงสารมากเลย ผมก็เลยเอาเรื่องนี้มาเขียนเป็นโนบัสแทร็ค จริง ๆ เพลงนี้มาเป็นเพลงแรกของชุดนี้เลย บรรยากาศเพลงซีเรียสมาก เครียด และลึก ในเพลงนี้ผมได้เอาคำของเพื่อนมาเขียนด้วย “ไม่ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือเพราะรู้อยู่แล้วว่าจะไม่มีใครมาช่วย” ประมาณนี้ครับ จริง ๆ ผมเขียนเพื่อที่จะบอกว่าไม่ต้องกลัวนะว่าจะไม่มีใครช่วย ยังไงก็มีคนช่วยอยู่แล้วนะ ขอแค่บอกไป

May be an image of 4 people, people standing and indoor

ร่วมงานกับ ‘คนนท์ ชาญคลีเช่’ เป็นยังไงบ้าง?

หมอ: เรื่องมันยาวตั้งแต่พยายามติดต่อเขาเลยครับ เพราะเขาไม่มีเบอร์ ทักไปก็ไม่ตอบ ผมก็ต้องไล่หา “คนนท์ ชาญคลีเช่” แล้วเจอสัมภาษณ์แค่ที่เดียวที่เขาเอ่ยชื่อจริง ผมก็ก็อปชื่อจริงมาเสิร์ชต่อ คือผมเสิร์ชจนเจองานวิดีโอที่เขาส่งครูตอนมัธยมฯเลย ตอนนั้นผมก็ได้เจอเฟซบุ๊กจริงของเขาสักทีแต่ว่าช่วงเวลาที่ผมติดต่อไป มันพอดีกับตอนที่พี่วิน The Ginkz ติดต่อเขาไปเหมือนกัน ผมก็เลยถามไปว่าพี่วินติดต่อยังไง น้องก็บอกว่า อ๋อ ทักมาทางเพจเลย ผมก็แบบ อ้าว แล้วไม่ตอบกูวะ (ขำ) ตลกดีครับ น้องเป็นคนติดต่อยากนิดนึงแต่พอมาทำงานด้วยกันจริง ๆ สนุกมากเลยครับ เป็นน้องที่นิสัยดี น่ารักคนหนึ่ง

fjz: เยี่ยมเลย รวมเทพ

ฝอด: เอาจริง ตอนที่มาเจอกันคือเขินมาก เพราะผมฟังเพลงเขาทุกเพลงเลย ใจหนึ่งก็เขินอีกใจหนึ่งก็แบบมันชอบแต่งเพลงด่าเพื่อนในห้องหรือด่าคนรอบตัว ตอนนั้นก็รู้สึกแบบมันจะเอากูไปด่าเปล่าวะ (ขำ) แต่ถ้ามีเพลงต่อไปเกี่ยวกับผมก็ขอให้เป็นเรื่องที่ดีนะครับ

 

มีเหตุการณ์เจ็บปวดแบบไม่ทันตั้งตัวอันไหนที่อยากเอามาแต่งเป็นเพลงอีกไหม?

ฝอด: ก็น่าจะเป็นเรื่องล่าสุด ที่เราติดโควิดกัน 

หมอ: คือเราก็พยายามสู้แล้วครับ พอเจมส์เป็น ใจผมก็แป้วละ แต่ฝอดบอกว่ามีน้องคนหนึ่ง ไอซ์ (มือกลองวง LAAN) เดี๋ยวเราจะให้ไอซ์ลองตีดูแล้วกัน คือน้องเองก็ไม่เคยต้องมาแกะเพลงเองในระยะเวลาสั้น ๆ เราพยายามกันมาก ซ้อมไปซ้อมมาก็รู้สึกว่า เห้ย พวกเราเริ่มมีหวังแล้วนะ พอถูไถไปได้ พอเราซ้อมเสร็จ โจที่ซ้อมมาด้วยกันทั้งชั่วโมงก็พูดขึ้นมาว่า ผมก็ไม่อยากพูดเลยว่ะพี่ แต่ว่าผมว่าผมมีอาการว่ะ ซึ่งผมเคยเป็นโควิดแล้วก็เลยถามโจว่ารู้สึกเป็นยังไงบ้าง ซึ่งโจก็ตอบว่าครั่นเนื้อครั่นตัว เจ็บคอ ผมเลยบอกว่า มึงกลับบ้านไปเลยนะ (ขำ)  แต่ว่าโจก็ตรวจไม่ขึ้นสงสัยมันเป็นช่วงที่ภูมิจากวัคซีนกำลังสู้อยู่ แล้วเมื่อวานเรามีนัดซ้อมอีกทีตอนเย็น ผมที่กำลังขึ้นรถไฟฟ้าไปซ้อม ฝอดก็ทักมาในกลุ่มว่า ผมว่าจะแคนเซิลงานครับพี่ ผมนี่แบบเห้ย ดราม่าเลย พูดไปว่า ฝอดเราสู้กันมาขนาดนี้แล้วนะเว้ย งานมันจะมาถึงแล้วอะ เราอย่าไปแคนเซิลเลย แล้วมันก็ส่งรูปมา เป็นรูปน้องโจถือ ATK ขึ้น 2 ขีด ผมก็เลยได้แต่ อ๋อ โอเค งั้นแคนเซิลเหอะ

ฝอด: แล้วคือ LAAN กับ FORD TRIO แนวเพลงมันคนละแบบกันเลย แต่ผมจะบอกว่าเนียนมากเลยนะครับ ก็คือเจมส์ 2 อะ ผมหันหลังไปตอนแรกผมจะเรียกไอซ์แต่ผมดันเรียกผิดเป็นเจมส์ ตีเหมือนมากครับ

หมอ: ถ้าจะเอามาแต่งเพลงก็คงจะเป็นคอนเซ็ปต์แบบ “ถึงสู้แล้วแต่ก็ไม่พอ” น่าจะสนุกดี แบบเราพยายามแล้วแต่โชคชะตาก็ยังเล่นตลกกับเราอยู่ดี

 

เวลาเจ็บ อุทานว่าอะไรกัน

ฝอด: ผมอุทานว่า “เอ๊อะ” ครับ ผมเป็นคนโคราช

หมอ: ผมโตมาในบ้านที่ไม่ค่อยเสียงดังอะครับ ผมเวลาเจ็บก็เลยจะ “เฮือก” เอา กลั้นเสียงเอา

เจมส์: คล้ายหมอเลย… ความเจ็บมันไม่มีเสียงอะ มันเร็วมาก มันจะแบบ “อ๊ะ”

หมอ: ถ้าเจมส์เป็นอ๊ะ ผมก็เป็นเฮือก

ฝอด: ไม่มีใครแบบ อะเหื๊อก งี้เหรอ  (ขำ)

ford-trio-2

ในชีวิตจริง เคยโดนให้ ‘ทิ้งเบอร์ไว้เลย’ กันบ้างหรือเปล่า?

หมอ: มีกันหมดเลยครับ

ฝอด: มีครับ โดนตลอดเลย วงผมเนี่ยแปลกอย่างหนึ่งคือจะไปออดิชั่นที่ไหนก็จะไม่ติด เวลาสมัครงานก็เหมือนกัน คำว่าทิ้งเบอร์ไว้เลยในเพลงนี้ก็คือเจอจริง ๆ นะครับ คือเจ้าของร้านบอกว่า “น้องทิ้งเบอร์ไว้เลยนะครับ เดี๋ยวพี่ติดต่อกลับไป” นั่นแหละ เขาไม่ติดต่อกลับมาหรอกเพราะถ้าสมมติว่าเราออดิชั่นผ่านเขาจะถามว่า “น้องว่างวันไหนบ้างครับ” ต่างหาก

 

ถ้า FORD TRIO เป็น HR เอง จะปฏิเสธผู้สมัครงานว่าอะไร

ฝอด: คงไม่มีครับ ผมก็คงใช้ “น้องทิ้งเบอร์ไว้เลยนะครับ เดี๋ยวพี่ติดต่อกลับไป” เหมือนกัน คือผมเข้าใจ HR นะครับ

หมอ: ผมเคยเจออีเมลของฝรั่ง เขาบอกว่า “เสียใจด้วยที่คุณไม่ได้ไปต่อ แต่ว่าสตีฟ จ็อบส์เองก็มาสมัครและไม่ได้ไปต่อที่บริษัทนี้เหมือนกัน และก็มีคนนู้นคนนี้ที่ไม่ได้ไปต่อ แต่ก็ได้กลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ใครจะรู้ว่าคุณอาจจะทำให้พวกเราคิดผิดก็ได้ และเราหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น” ซึ่งมันเป็นอีเมลตอบกลับที่ผมรู้สึกว่า มันดีที่สุดแล้วจากที่ผมเคยอ่านมาทั้งหมด แบบเชี่ย ถึงกูเจ็บแต่มึงก็ลูบหลังกูนี่หว่า แต่ผมเชื่อว่าการตอบตรง ๆ มันทำให้คนไม่เสียเวลา อารมณ์ตอนที่เราโดนทิ้งให้เคว้งคว้างรอคำตอบ 1-2 เดือน จนกว่าจะต้องเข้าใจเองว่าแม่งไม่ได้แล้ว มันเป็นความรู้สึกที่แย่มากแล้วก็เสียเวลาด้วย

 

อยากฝากอะไรถึง HR ทั่วประเทศตอนนี้

หมอ: HR ดี ๆ ก็มีเยอะเลยครับ ผมเข้าใจเขานะครับ

ฝอด: ผมอยากจะบอกว่าผมเข้าใจทั้งฝั่ง HR และฝั่งคนสมัครงานเลยนะครับ เข้าใจทั้งคู่เลย

หมอ: ทำงานให้เต็มที่นะครับ สู้ ๆ ครับ

 

ณ ตอนนี้ยังมีเรื่องราวไหนบ้างที่ FORD TRIO ยังอยาก U-DO จนถึงตอนจบ

ฝอด: ประเทศนี้

หมอ: เอาแบบจบสักซีซั่นก็ได้ แบบซีซั่นมหากาพย์สักซีซั่นหนึ่ง

ฝอด: แบบ J.K. Saga

หมอ: เออจบ Saga หรือจบ Lord of The Rings ก็ได้ ค่อยไป Hobbit หรืออะไรต่อก็ว่าไป ขอเห็นสักหนึ่งการเปลี่ยนแปลง จบปุ๊บมันจะไปต่อแบบนี้ จบภาคหนึ่งก็พอแล้ว

ความฝันของทุกคนในวัยเด็ก Vs ความเป็นจริงตอนโต

หมอ: ตอนแรกผมไม่ได้จะเข้าคณะดนตรี ผมจะเข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ก่อน ซึ่งปีผมเป็นปีแรกที่คณะอักษรศาสตร์ใช้คะแนน PAT1 (คณิตศาสตร์) เป็นปีที่งงมาก เพราะระบบมันถูกเปลี่ยนขึ้นมาในปีผม ซึ่งมันก็มีคนที่รู้อยู่แล้ว แล้วก็มีคนที่ไม่รู้เช่นผม ก็เลยไม่ได้เตรียมตัวมา แล้วก็ไม่ได้เก่งคณิตด้วย ช่วงม.ห้าตอนนั้นผมเลยรู้สึกว่าผมเคว้ง ถึงแม้ PAT1 ยังไม่มาถึงแต่ผมก็รู้ว่าผมทำไม่ได้หรอก แล้วมันก็ถึงจุดหนึ่งที่ผมแบบ เชี่ย จะไปเรียนภาษาที่มหา’ลัยอื่นหรือว่าเราจะลองเรียนดนตรีดี ก็เลยลองสมัครสอบของศิลปากรมาแล้วก็ได้เลย ชีวิตผมก็เปลี่ยนมาเป็นแบบทุกวันนี้ ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ระบบการสอบของมหาวิทยาลัยมันเหมือนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ผมรู้สึกว่าเหมือนเขากำลังทดสอบอะไรอยู่ตลอดเวลา แล้วมันก็ไม่เสถียรสักที จนทำให้เด็กต้องปรับตัวไปเรื่อย ๆ ซึ่งผมก็ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้องเท่าไร เพราะเด็กต้องคอยมาเป็นหนูทดลองให้คุณทุกปีในการสอบเข้า

ฝอด: ตั้งแต่เด็กผมรู้สึกว่าผมอยากเป็นครู ตอนนั้นดูโอนิสึกะแล้วแบบเบียวมาก อยากเป็นครูมาก เบียวจัด เราก็มานั่งดูว่าการที่เราจะไปเป็นครูแบบโอนิสึกะ มันไม่ได้สนุกเหมือนในการ์ตูน แต่การเป็นครูนอกระบบอย่างครูสอนพิเศษ มันไม่ได้สนุกเลย ผมรู้สึกว่าระบบต่าง ๆ ที่มันเกี่ยวกับคุณครูอยู่ตอนนี้ มันไม่ได้ได้ซัพพอร์ตให้เราเป็นครูอย่างที่เราอยากจะเป็น อาจจะด้วยรูปแบบธุรกิจของเขาหรือว่าระบบอะไรก็ตาม

fjz: แล้วทำไมสุดท้ายได้มาเรียนตรงนี้

ฝอด: เพราะตอนนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งอะไรเลย อังกฤษก็ไม่ได้ เลขก็ไม่ได้ แต่ถ้าให้อ่านทฤษฎีดนตรีคือได้ รู้เรื่อง ก็เลยรู้สึกว่าจะอ่านไปสอบเพื่อให้ได้มหาวิทยาลัยดี ๆ ก็คือมหาวิทยาลัยนี้ที่อยู่กับหมอ เจมส์ นี่แหละครับ จริง ๆ ผมมีความสนใจในทฤษฎีดนตรีอยู่แล้ว ตอนอ่านผมจะรู้สึกว่ามันเปิดโลกอะไรบางอย่างให้กับผม ตอนนั้นผมอ่านนิดเดียวก็รู้สึกว่ามันน่าจะสนุก

fjz: แล้วพอเข้ามาเรียนจริงเป็นไงบ้าง?

ฝอด: สนุกมากครับ! 

หมอ: อ่าว คำถามดัก

ฝอด: ที่มีคนแชร์ว่าเรียนดนตรีแล้วจะไม่รักมัน สำหรับผมไม่ใช่เลย ยิ่งเรียนทฤษฎีดนตรี ยิ่งได้จริงจัง ยิ่งเครียด ผมยิ่งชอบ มันสนุก มันอินมาก แต่ผมเข้าใจคนที่เรียนแล้วไม่สนุกนะเพราะว่ามันก็มีจุดที่ไม่สนุกจริง ๆ 

เจมส์: ส่วนผม ผมว่าโควิดมันขโมยความคิดที่อยากจะฝันไป ถ้าถามใครหลาย ๆ คนว่าตอนนี้คุณกล้าฝันอะไรหรือเปล่า หลายคนก็จะไม่ค่อยกล้าฝันกัน โควิดมันทำให้เราต้องอยู่กับความเป็นจริงจนเกินไป มันอาจจะไม่ได้เรียกว่าสิ้นหวังแต่ว่า…

หมอ: มันทำให้คนฝันได้แคบขึ้น ไม่กล้าฝันไกลไปจากเดิม

เจมส์: ใช่ คนที่อายุน้อยกว่าเราก็จะไม่ค่อยมีใครกล้าฝันไกลแล้ว สังคมมันพยายามบังคับให้เราคิดแบบวันต่อวันมากขึ้น เพราะฉะนั้นผมว่าสิ่งที่โดนพรากไปจริง ๆ มันคือความกล้าที่จะฝันของคน หลายคนคงไม่กล้าที่จะฝันเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้เพราะว่าในความเป็นจริงมันยากเกิน

 

ถ้ามีคนที่ไม่เคยฟัง FORD TRIO มาก่อนแล้วอยากทำความรู้จักกับวงให้มากขึ้น อยากแนะนำเพลงไหนของพวกเราให้เขาได้ฟัง

ฝอด: ใครฟัง ครับ เพราะเป็นเพลงที่มีความเพียวสูง เราไม่ได้แต่งเสริมเติมแต่งอะไรในเพลงนี้เยอะ ใช้การอัดสดด้วย คุณจะสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของพวกเราสามคนจริง ๆ รู้สึกว่าเพลงนี้จะทำให้คนรู้จักเราตอนที่เล่นดนตรีได้มากที่สุดครับ

หมอ: ถ้าสมมติไม่เคยฟังเลย ผมอยากให้เขาวาร์ปมาโผล่ตอนที่พวกเราเล่น เห้ยจารย์ แบบสด โผล่แบบ ฟึ่บ! กลางคนดูเลย มาเห็นรีแอคชั่นที่เราทำกับคนดู หน้าม้าที่เราจ้างมา ผมเลยรู้สึกว่าเพลงนี้ถ้ามาฟังแบบสดจะทำให้เข้าใจสไตล์เราได้

เจมส์: ส่วนผมก็รู้สึกว่ามาดูเราเล่นสดก่อนก็ได้ครับ ไม่ต้องฟังเพลงเรามาก่อนก็ได้ เจอกันก่อนแล้วค่อยกลับไปฟัง น่าจะรู้สึกอินมากขึ้นนะครับ

 

ภาพของ FORD TRIO ในอีกห้าปีข้างหน้าที่คิดไว้เป็นยังไง 

ฝอด: อือหือ คำถามคลาสสิก … ผมอยากจะเป็นวงที่คนต้องการให้มาเป็นไลน์อัพในเฟสติวัลใหญ่ ๆ

fjz: ฟังใจนี่ใช่ไหมคะ (ขำ)

ฝอด: ใช่เลย

หมอ: อีก 5 ปี อยากให้พวกเราทั้งสามคนแข็งแกร่งอยู่ในวงการดนตรี แต่ละคนได้ทำอะไรเบื้องหลังไปด้วย ก็คืออยู่ในวงการดนตรีให้ตัวอ้วนที่สุดแล้วก็ทำเพลงด้วยกันต่อไป แค่นี้ผมก็โอเคแล้วครับ

เจมส์: อีก 5 ปีพวกเราคงอยู่ในงานฟังใจครั้งที่ 251 ครับ (ขำ)

ในอนาคตเราสามารถ U-DO อะไรจาก FORD TRIO ได้อีกบ้าง

ฝอด: หนึ่งเลยนะครับ อนาคตในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คุณสามารถอยู่ดู (U-DO) คอนเสิร์ต a ä A OUCH! A OUCH! ของพวกเราได้ครับ ในวันที่ 10 กรกฎาคม ส่วนในภายภาคหน้าเราก็อยากให้ทุกคนติดตามผลงานของ FORD TRIO ครับ ด้วยความที่เพลงของเราเขียนตามชีวิตในช่วงนั้น ๆ ก็เลยคิดว่าทุกคนสามารถรออยู่ดูได้ว่าพวกเราจะเติบโตไปในทางไหน ต่อไปจะพูดถึงเรื่องอะไรครับ

 

___________________________________________________________

ซื้อบัตร a ä A OUCH! A OUCH! ได้ที่นี่

ฟัง OUCH! ได้แล้วที่ฟังใจ

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่นี่

Facebook Comments

Next:


Donratcharat

นัท ปีนี้พูดกับคนน้อยลงแล้ว เพราะหันไปพูดกับหมามากขึ้น ยังคงรอวันได้กลับไปวิ่งเล่นในคอนเสิร์ตทุกชั่วขณะจิต