Beastie Boys Story เด็กวัยรุ่นที่เริ่มจากการทำวง hardcore punk สู่ตำนานฮิปฮอป กับเรื่องราวที่สุดแสนจะวายป่วง จนถึงจุดเปลี่ยน และบทสุดท้ายที่คนทั้งโลกรู้จัก

Article ตาดูหูฟัง

‘Beastie Boys Story’ เรื่องราวของตำนานวงดนตรีจาก New York

 

เพลง Sabotage คือเพลงแรกที่ทำให้รู้จัก Beastie Boys มาตั้งแต่ยังเด็ก จนถึงตอนนี้มันก็ยังเป็นเพลงที่เอาไว้ใช้เพิ่มพลังในการทำงานให้กับเราได้เสมอ จนเมื่อไม่นานมานี้เราก็ตื่นเต้นมาก ๆ ที่ได้ดูตัวอย่างของหนังสารคดีของวง Beastie Boys ทาง Apple TV+ ในชื่อ Beastie Boys Story เรียกได้ว่าถ้าใครที่เป็นแฟนเพลงของวงก็ทำเอาน้ำตาคลอได้เลย ส่วนใครที่อยากรู้จัก Beastie Boys มากขึ้น เราขอแนะนำให้ดูเป็นอย่างมาก ตอนนี้ไปอ่านรีวิวคร่าว ๆ กันดีกว่า อาจจะมีเนื้อหาสปอยล์นิดหน่อยนะ

***คำเตือน บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญในภาพยนตร์ Beastie Boys Story ***

เรื่องมันเริ่มขึ้นมาจาก Mike D (Michael Diamon), Ad-Rock (Adam Horovitz), MCA (Adam Yauch) พร้อมกับ Kate Schellenbach (มือกลองในเวลานั้น) อยากที่จะตั้งวงดนตรีพังก์ด้วยกัน เพราะในยุคนั้นหนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขาต่างก็มีวงดนตรีกันทั้งนั้น จนกระทั่งทั้งแต่ละคนเริ่มจะสนใจดนตรีและการแร็ปมาขึ้น จนมีไอดอลเป็นวงฮิปฮอปในในตำนานอย่าง Run DMC

จนกระทั่ง Mike D, Ad-Rock และ MCA ได้ไปพบกับ Rick Rubin เข้า พอได้สุงสิงกันจนสนิทสนมเลยทำให้ทั้งสามคนเริ่มห่างจาก Kate ซึ่งช่วงที่ได้พบกับ Rick นั้นเป็นช่วงที่พวกเขาอยากทำวงฮิปฮอปมากไปกว่าอะไรซะอีก

วันนึง Rick ก็ได้ตัดสินใจพาไปพบกับ Russel Simmons (หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Def Jam แต่ในเวลานั้นยังไม่มีค่ายเพลง Def Jam) ทั้งสามคนก็เลยยิ่งรู้สึกว่าเข้าใกล้ความฝันอยากที่จะเป็นวงฮิปฮอปมากขึ้นไปอีก

หลังจากที่ Beastie Boys ได้ปล่อยอัลบั้มเดบิวต์ Linsence To Ill พร้อมซิงเกิ้ลโคตรฮิต Fight for Your Right ภายใต้สังกัด Def Jam โดยมี Rick Rubin เป็นโปรดิวเซอร์ วงก็ดังเป็นพลุแตกทันที และหลังจากทัวร์จบ ทาง Russel Simmons ก็อยากที่จะให้ทำอัลบั้มทันทีโดยไม่สนว่าทั้งสามคนจะรู้สึกยังไง แค่อยากได้เพลง Fight for Your Right เวอร์ชั่นที่สองในทันที ราวกับ Russel ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่เลย เขาคิดแค่ว่าจริง ๆ แล้วไอ้เด็กสามคนนี้จะเป็นใครก็ได้ตราบใดที่เป็นผิวขาว

หลังจากทั้งสามคนได้ทัวร์อย่างไม่หยุดหย่อน ปาร์ตี้ทั้งคืน และทำตัวบ้าบอตอนโชว์ เลยทำให้ทั้งสามคนเริ่มเหนื่อยล้า ใช้ชีวิตเหมือนวนลูปไปวัน ๆ และไม่อยากที่จะทำตัวกเฬวรากอีกต่อไป ต่างคนต่างเริ่มอยากที่จะพักและไปใช้ชีวิตของตัวเอง Ad-Rock ได้ไปโลดแล่นในวงการฮอลลิวู้ด อยู่พักนึง MCA ก็ไปลองทำโปรเจกต์เดี่ยวเล่น ๆ ส่วน Mike D ก็ทดลองยาเสพติดชนิดต่าง ๆ ฮ่า

ภายในเวลาไม่ถึงปีทั้งสามคนก็ได้กลับมาพบกันและตัดสินใจว่าจะทำอัลบั้มใหม่ แต่ละคนต่างมั่นใจมากว่าอัลบั้มนี้จะต้องดังจนฉุดไม่อยู่แน่ ๆ โดยอัลบั้มที่สอง Paul’s Boutique กลับได้ผลตอบรับไม่ค่อยดี จนทำให้ทั้งสามคนต้องมาคิดแล้วว่ามันเป็นเพราะอะไร หรือที่ทำอยู่มันไม่ใช่แบบที่ตั้งใจที่จะทำวงตั้งแต่แรก

ทั้งสามคนเลยกลับไปสู้จุดเริ่มต้นที่เล่นดนตรีเอง ไม่ใช้การเปิดบีตหรือแซมพ์เพลงทั้งหลาย ในปี 1992 Beatie Boys กลับมาพร้องกับอัลบั้มที่สาม Check Your Head โดยในอัลบั้มเป็นการผสมความชอบส่วนตัวเข้าไป แร็ป ร็อก พังก์ ฮาร์ดคอร์ มาหมด และนี่ก็เปิดการเริ่มต้นครั้งใหม่ของ Beastie Boys

Beastie Boys Story เด็กวัยรุ่นที่เริ่มจากการทำวง hardcore punk สู่ตำนานฮิปฮอป กับเรื่องราวที่สุดแสนจะวายป่วง จนถึงจุดเปลี่ยน และบทสุดท้ายที่คนทั้งโลกรู้จัก

ในปี 2012 ก็เกิดการสูญเสียครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ดนตรีกับการจากไปของ MCA ด้วยโรคมะเร็ง Beastie Boys เลยยุติการทำเพลงทั้งหมดไว้เพียงเท่านี้ เพราะเหมือนกับว่าเขาคือมันสมองทั้งหมดของวง และด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจของทั้ง Ad-Rock และ Mike D ไม่ว่า MCA คิดจะทำหรือทดลองอะไร ทั้งสองคนเอาด้วยหมด

แต่ถ้าใครอยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ก็ไปชม Beastie Boys Story กันได้ทาง Apple TV+ เลย และขอทิ้งท้ายไปด้วยเพลงนี้ละกันนะ

ความสัมพันธ์ที่แตกหัก นำมาสู่สงคราม และการล่มสลายใน Hiphop จากฝั่ง East Coast และ West Coast

วงนี้เคยมาไทยด้วยหรอ! รวมวงในตำนานที่เคยมาไทยแบบที่คุณเห็นชื่อแล้วต้องร้องไห้

Facebook Comments

Next: