ระเห็ดเตร็ดเตร่

When I was a Wonderer ภารกิจหนีแม่มาปั้นหม้อ ดองผัก หมักสาโท กลางเกาะนีโอฮิปปี้

17 กุมภาพันธ์ 2559

img_8626

หลายวันก่อนหน้านี้เรานึกอยากกินร้านเบอเกอร์แถว ๆ หลานหลวงร้านนึงขึ้นมา เป็นร้านที่เปิดมานานแล้วแต่ยังไม่ได้ไปกินที่ร้านสักทีก็กลัวว่าเขาจะเลิกกิจการไปแล้ว แต่พอเข้าไปเช็กในเพจร้านก็พบว่าเขา “Going to feed Neo-Hippies at Wonderfruit Festival” (จะไปออกร้านที่งานวอนเดอร์ฟรุ๊ต) เลยคิดว่าไว้ค่อยไปกินที่งานก็ได้ เพราะไหน ๆ วันรุ่งขึ้นก็จะได้เวลาหนีจากโลกจริงไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นสามวันสามคืนอยู่ดี

img_8657

ที่เล่าถึงเรื่องนี้เพราะติดใจคำว่า ‘neo-hippies’ เนี่ยแหละ รู้สึกว่ามันเป็นคำที่อธิบายบรรยากาศของงานได้ในแบบ หาอะไรมาเหมาะไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว สำหรับคนที่ไม่เคยได้ยินหรือไม่เคยไป Wonderfruit คือเทศกาลไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่มิวสิกเฟสติวัลจ๋า ๆ ขนาดนั้น เพราะเขามุ่งเน้นสนับสนุนโครงการที่ช่วยพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และจำลองการใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ (แบบที่ถ้าให้ชาวกรุงสมัยนี้ไปอยู่ป่าแบบลำบากจริง ๆ ก็คงไม่ไปกัน) โดยผนวกเข้ากับดนตรี ดีเจ ศิลปะ แฟชัน สุขภาพ อาหาร เครื่องดื่ม และงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่คัดเลือกมาแล้วเป็นอย่างดี ซึ่งในปีนี้ก็นับเป็นครั้งที่สามของงาน แม้ว่าจะถูกเลื่อนจากปลายปีที่แล้วมาจัดต้นปีนี้ หรือมีการประกาศยกเลิกการแสดงของศิลปินบางรายไป แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวและผู้ให้ความสนใจเข้างานกันอย่างเนืองแน่นในช่วงสุดสัปดาห์

Day 1

img_8620

เราออกเดินทางจากกรุงเทพ ฯ มาถึง Siam Country Club ในเวลาประมาณสี่โมงเย็นของวันศุกร์ซึ่งเป็นวันที่สองของการจัดงาน หน้างานปีนี้ไม่ได้มีซุ้มไม้ไผ่เป็นทางเข้ายาว ๆ แบบปีที่แล้ว แต่มีธงสีสันสดใสต้องรับพร้อมป้ายชื่องานรอต้อนรับพวกเรา พอรับสายรัดข้อมือ RFID ที่สามารถเติมเงินไว้ใช้ได้กับทุกร้านค้าในงาน (cashless) และสามารถ refund ได้ในวันสุดท้าย เราก็เดินแยกจากพี่ ๆ เพื่อสำรวจบริเวณงานว่าปีนี้มีอะไรน่าสนใจหรือแตกต่างจากปีที่แล้วบ้าง แน่นอนว่าสิ่งแรกที่เราเจอก็คือเหล่า Wonderers ที่แต่งตัว festival look จัดเต็มกันสุด ๆ หลายคนนี่แบบ ‘ฉันแต่งมาเพื่อฆ่าทุกคนในงานนี้’ มีทั้งสายชิค ฮิปปี้สไตล์ คลั่งหลุดโลก หรือสายตลกก็มี พอเห็นแล้วก็… โอเค พี่ไม่สู้ก็ด้ายยยย แต่ปีนี้ยังไม่เห็นคนใส่ชุดมาสคอตเด๋อ ๆ เลย เดินต่อมาเรื่อย ๆ ทางขวามือจะเจอ Forbidden Fruit ซุ้มดีเจแสงสวยที่ปีนี้ตกแต่งเป็นโครงไม้ไผ่เหมือนฟักทองลูกใหญ่ ๆ

img_8632

ข้าง ๆ กันคืองานสถาปัตยกรรมที่ใช้ชื่อว่า Back to the Breast เป็นโดมหน้าตาเหมือนกะลามะพร้าวสองลูก มีจุดข้างบนตรงกลาง ดู ๆ ไปก็เหมือนเต้านมตามชื่อนั่นแหละ โดยรู้มาว่าโดมสองลูกนี้เป็นงานผ้าฝ้ายเพนต์มือที่สร้างขึ้นจากรูปหล่อที่มาจากหน้าอกของนางแบบจริง ๆ ฝั่งตรงข้ามเราจะเห็นเวที Living Stage ซึ่งเป็นเวที่หลักของงาน ปีนี้ถูกออกแบบให้หน้าตาเหมือนหางนกยูงที่กำลังแพนออก น่ารักดี แล้วถ้าเดินมาอีกหน่อยก็จะเจอกับ Whale หรือ วาฬ installation ที่ออกแบบให้เหมือนท้องปลาวาฬโดยมีโมบายปลาตะเพียนห้อยอยู่ ซึ่งข้าง ๆ กันก็มีเวิร์กช็อปให้เราลองสานปลาตะเพียนกันได้ด้วย แล้วถ้าเดินต่อ ข้างหน้าด้านซ้ายก็จะพบกับตลาด The Knack Market โดย The Jam Factory ที่มีทั้งของทำมือ  อาหาร ยาดอง และวงดนตรีมาเล่นตลอดทั้งสามวัน

img_8689

ในเวลานี้ แสงสีต่าง ๆ เริ่มสาดส่องสู้กับแสงอาทิตย์ที่กำลังอ่อนแรง เราเดินมุ่งหน้าไปยังโซนสวย ๆ งาม ๆ อย่าง A Taste of Wonder และ Wonder Salon ที่รู้สึกว่ามีอะไรให้ตื่นตาทุกปี โดยเฉพาะปีนี้ในเต๊นท์ถูกประดับด้วยไฟสีหวานเป็นส่วนใหญ่ และกล้าพูดเลยว่าเทรนด์กิโมโน (ที่จริง ๆ ควรเรียกว่า ยูกาตะ หรือเสื้อคลุมฤดูร้อนของญี่ปุ่น) เป็นอะไรที่กำลังมา เพราะแทบทุกร้านจะต้องมีสิ่งนี้ขาย แต่เราไปติดอกติกใจกับร้าน Supersweet x moumi ที่สีชมพูกับความวิบวับของเสื้อผ้าในร้านกระแทกตาเราเหลือเกิน

img_8658

แล้วยังมีร้านเครื่องหนัง เครื่องประดับหิน ลูกปัดพื้นเมือง ผ้าย้อมครามน่ารักตามสไตล์ ข้าง ๆ กันก็เป็นซุ้มอัพลุคสวยให้สาว ๆ มีทั้งเพนต์กากเพชรจาก Wibwabwub ของ แพรวา มือกลองวง Yellow Fang ที่ทีแรกนึกว่าจะแพงมาก แต่เอาจริงราคาเป็นมิตรกว่าที่คิดไว้เยอะ (เราติดใจขนาดไปทำมาสองรอบ อิ) มีร้านตัดผม ทำผม body marbling หรือการเพนต์ลายหินอ่อนแบบเอาแขนจุ่มลงไปในสารละลายที่หยดสีแบบที่มีคลิปไวรัลออกมา บริการแต่งหน้าฟรีจาก Nyx ที่คิวยาวมาก ๆ แล้วก็มีพวก head band, hair piece ขนนก หรือมงกุฎดอกไม้ให้ไปทำได้เอง ส่วนด้านหน้าของทั้งสองซุ้มก็มีบูธรังสรรค์โดยสองสาว X0809 ที่ไปเป็นทั้งดีเจและทำ multimedia fashion performance กันด้วย

img_8716

เสร็จจากตรงนั้น เราก็เดินข้ามสะพานไม้เข้าซุ้มที่หน้าตาเหมือนป่าดูลึกลับ ๆ และได้พบว่ามันคือ Wonder Lily Island เป็น instllation บนเกาะที่มีระฆังลมขนาดใหญ่แขวนอยู่เรียงราย แล้วมีราวเหล็กที่ให้ทุกคนขึ้นไปปีนป่ายได้ เป็นโซนที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัวมาก ๆ

img_8668

พอเดินออกมาแล้วก็ข้ามไปยังอีกฟากของงาน แต่แล้วก็มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราต้องหยุดเดิน คือมีผู้ชายฝรั่งสองคนขี่ม้าแข่งกันผ่านหน้าเราไป แต่ไม่ใช่ม้าจริงนะ มันคือการเอาจักรยานมาใส่หัวและตัวม้าเอาไปขี่ได้รอบงานเลย คือน่ารักมากกกกกก เป็นอีกงานศิลปะสนุก ๆ ที่เราชอบมากในงานนี้

img_8670

ได้เดินข้ามฝั่งมาซักที เราได้เจอกับเวที Farm Stage ที่ปีนี้ออกแบบมาเหมือนซุ้มพุกามที่ทำจากรวงข้าวซึ่งแค่โครงสร้างก็สวยแล้ว พอฟ้ามืดแล้วมีไฟมาเท่านั้นแหละ ดีมากกกกก ซึ่งช่วงนี้ก็จะมีหนังตะลุง วงพื้นบ้าน world music จากหลายประเทศมาเล่น และช่วงดึก ๆ ก็มีดีเจเหมือนกัน

img_8675

เดินต่อไปอีกนิดก็มีโซน Thailand Young Farmer ที่มีอาหารพื้นบ้าน หรือแม้แต่แมลงทอด น้ำสมุนไพร ความน่ารักคือมีมาเป็นกระบอกไม้ไผ่ที่ถ้าซื้อร้อยนึง เอามาเติมน้ำได้ตลอด ๆ ชื่นใจสุดอะไรสุด ของออร์แกนิกต่าง ๆ ส่วนเวิร์กช็อปที่เราเจอก็มีทั้งงานเซรามิกจาก Raku ให้ลองปั้นขึ้นรูปและมีเตาให้เผากันตรงนั้นเลย มีให้ดองสาโทกันด้วย

img_8815

ฝั่งตรงข้ามก็เป็น Rainforest Pavilion ซึ่งในปีนี้ด้านในกลายเป็นธีมป่าในเกาะสุมาตรา มีแผนที่ interactive ให้ได้สำรวจว่ามีการทำลายป่าเกิดขึ้นอยู่ที่ไหนบ้าง และมีการเสวนาเกี่ยวกับการอนุรักษ์ในช่วงกลางวัน ส่วนช่วงกลางคืนก็จะถูกเปลี่ยนให้เป็นแดนซ์ฟลอร์พร้อม lighting design จากทีม Yimsamer ช่วยสร้างสีสันให้กับสถาปัตยกรรมนี้ ใกล้ ๆ กันมีบูธค็อกเทลและไวน์ ซึ่งเมนูที่เราชอบมาก ๆ คือ Gin Basil Smash เครื่องดื่มสดชื่น ๆ เปรี้ยวอมหวาน หอมกลิ่นโหระพา กับ sparkling wine ที่เด็ดอีกอย่างคือเขามี VR ให้เล่นตอนเมากึ่ม ๆ เรานี่ดูเพลินเลยล่ะ เยื้อง ๆ กันมีร้านอาหาร Cocotte Farm Roast & Winery ที่พร้อมเสิร์ฟอาหารละลานตา เราโดนคอหมูย่างชิ้นหนา ๆ เน้น ๆ นุ่ม ๆ กับ croquetas serrano ham ที่เป็นแฮมสอดไส้ชุบแป้งทอดกินกับกระเทียมที่อร่อยมาก ๆ

img_8695

หลังจากสำรวจงานได้เป็นบางส่วนก็ถึงเวลาทุ่มนึงที่เราต้องไปฟังดนตรีกันบ้างแล้ว เราเดินข้ามฝั่งกลับไปยัง Moon Shack ด้านหน้ามีงาน installation คล้ายพระจันทร์ดวงใหญ่ให้ได้เล่นแสงเล่นเงากัน ข้างในเป็นบาร์แจ๊สเล็กอบอุ่นที่ซ้อนตัวอยู่เงียบ ๆ ในบ้านดินเคล้าแสงจันทร์จิบค็อกเทล Sangsom Moon Shack กันไป ซึ่งวงที่เล่นอยู่ก็คือ Sunny Trio & Natt Buntita วง contemporary jazz ที่หยิบเอาสเน่ห์ของเพลงไทยเดิม ลูกทุ่ง มาผสมผสานกับดนตรีสากลได้อย่างโดดเด่น ซึ่งเพลงที่เล่นในวันนั้นก็มีทั้งเพลงออริจินัลของวงชื่อ Journey และคัฟเวอร์เพลงไทยคลาสสิก มองอะไร รูปหล่อถมไป และเพลงพระราชนิพนธ์ ส้มตำ ที่ถูกนำมา re-arrange ใหม่อย่างสละสลวย เสียงของแน็ตคือสุดยอดมาก ทั้งการร้องแบบไทยและสากลคือไร้ที่ติ คีย์บอร์ดของซันนี่ก็อย่างพริ้ว อยู่กันไปยาว ๆ

img_8702

เวลาสองทุ่ม เรารีบวิ่งกลับมาที่ Farm Stage เพื่อดู Yena วงร็อกเพื่อชีวิตยุคใหม่กับเนื้อหาในเพลงที่ตีแผ่ความจริงในสังคม เพลงของพวกเขามักจะสะกิดสิ่งที่หลายคนรู้สึกแต่ไม่กล้าพูดออกมาแทบทุกเพลง แม้คนดูจะไม่ได้หนาตาแต่การแสดงของพวกเขายังหนักแน่นและมีเสน่ห์เหมือนเดิม ซึ่งตอนที่เราไปถึง เยนาน่าจะกำลังเล่นเพลงใหม่อยู่ ต่อด้วยเพลงที่พวกเราคุ้นเคยดี ทั้ง โถขี้ ตำรวจ กรุงเทพ แกงไตปลา Hi, Hello คนรับใช้ และปิดท้ายด้วยเพลง กตัญญู

img_8735

จบแล้วเราก็เดินกลับไปยัง A Taste of Wonder ที่ตอนนี้กำลังมีดีเจที่กำลังเปิดเพลงเฮาส์อยู่ ทราบความว่าน่าจะชื่อยู กตัญญู หรือวทัญญูนี่แหละ มาจากปาย เป็นเพลงที่เราเข้าถึงไม่ยากนัก และทำได้ดีทีเดียวในการดึง vibes ให้คนดูเต้นได้เรื่อย ๆ จากนั้นก็เป็นคิวของ X0809 ตอนต้นโชว์ก็มีการบิ๊วอารมณ์เข้าสู่โลกของพวกเธอ และแม้ว่าระบบเสียงจะติด ๆ ดับ ๆ แต่เมื่อแก้ปัญหาได้สองสาวก็ถ่ายทอดเพลงออกมาได้เท่มาก คือมันเป็นอิเล็กทรอนิกโทนดีพ ๆ ดาร์ก ๆ ที่ไม่ค่อยได้ฟังเท่าไหร่และน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เห็นได้จากคนดูที่เริ่มออกสเต็ปเต้นกันแรงขึ้น สร้างบรรยากาศสนุกให้กับโซนนี้ได้มากทีเดียว

img_8741

เมื่อถึงเวลาที่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง แต่คนอย่างเรามันต้องย้อมด้วยเหล้า เราเลยพุ่งตัวกลับไปที่ The Knack Market เพื่อซดยาดอง มีให้เลือกทั้ง โด่ไม่รู้ล้ม สาวสะดุ้ง กำลังช้างสาน ยาดองสมุนไพร มีเก๊กฮวย ลำไย และยาดองสูตรพิเศษ ทั้งมะพร้าวกับสับปะรด และส้มกับเมล็ดโกโก้ ซึ่งเราโดนตัวสุดท้ายแบบช็อตแล้วประทับใจกว่าแบบค็อกเทลนะ แบบช็อตมันจะหอม เปรี้ยว เข้มข้น ลงคอแล้วร้อนขึ้นหน้า แต่ค็อกเทลเขาจะผสมน้ำสับปะรดด้วย หวานไปหน่อยเลยต้องบีบมะนาวเพิ่มให้ออกเปรี้ยว จริง ๆ ก็แล้วแต่คนชอบแหละโนะ ส่วนอาหารที่ขายก็มีสารพัดซุป สลัด ขนมปัง อาหารว่าง และอาหารจริงจังทั้งไทยและเทศ กลิ่นหอมน่ากินมากแต่ต้องอดใจไว้เพราะถ้าโดนทุกอย่างเดี๋ยวเงินจะไม่พอให้กดเหล้าวันอื่นนะฮะ

img_8746

ประมาณสี่ทุ่ม เรากลับมาที่ Living Stage เพื่อแวะดูวงที่น่าสนใจอย่าง Kate Simko & London Electronic Orchestra ที่เป็นการเอาเครื่องสายมาเล่นเพราะ ประกอบกับดนตรีอิเล็กทรอนิก จากนั้นก็เดินกลับไปที่ Forbidden Fruit เพราะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้แวะเข้าไปดูข้างใน ปรากฎว่าพอไปถึง รู้สึกว่านี่คือที่ของเราแล้วว่ะ คือเป็นดีเจชื่อ Shigeki เปิด deep house, downtempo ดีงามมาก มีไฟประดับเป็นลูกกลม ๆ หลายไซส์สีสวย แล้วมีเบาะที่ให้เรานอนลงไปได้เลย ชิวมากกก แต่นอนฟังไปได้สักพัก ก็เริ่มมีคนเดินเข้ามาจนหนาตาจนอยากรู้ว่าดีเจคนต่อไปคือใครหว่า จนพอเพลงขึ้นเท่านั้นแหละ เริ่มไม่ใช่ทางละ แม้จะเอา Let it Happen ของ Tame Impala มามิกซ์ใหม่แต่รู้สึกว่าไม่โอเค เลยเดินออกแล้วกลับไปเวทีใหญ่เพื่อดู Young Fathers จ้า

img_8750

ได้เวลาที่คนเดือดรอคอยกับ headliner ของคืนนี้ พวกเขาคือวงสามคนที่นำองค์ประกอบในเพลงป๊อปมาผสานกับฮิปฮอปและแนวเพลงอื่น ๆ ในทิศทางใหม่ ๆ ที่ไม่เหมือนใคร เพลงเดือดของพวกเขาทั้งสามจะทำให้ทุกคนโดดไปกับทำนองโดดเด่น ตอนนี้ที่เราเองก็เห็นว่ามีคนมารอดูอย่างเนืองแน่น visual lighting ยิงไฟกันให้ตาบอด แต่พอเราดูไปได้พักนึงโคตรดี แต่สังขารเริ่มไม่เที่ยง เลยกลับไปนั่งพักที่บูธไวน์ที่พี่ ๆ ที่พักที่เดียวกันรออยู่ นั่งไปนั่งมาจนตีสามครึ่ง ได้ทั้งไวน์แดง ทั้งเตกิล่า และจินอีกแก้วมากินแบบงง ๆ ส่วนสภาพหลังจากโดนไปสามอย่างนี้หรอคะ อันนี้ต้องถามพี่ ๆ ที่พักด้วยกันค่ะ เพราะมารู้ตัวอีกทีก็วาร์ปกลับโรงแรมแล้ว

img_8761

Day 2

รีบตื่นมาพร้อมความเจ็บคอและความมึนจากฤทธิ์แอลกอฮอลล์จากเมื่อคืน เรียกว่าต้องดมยาดมกันตั้งแต่เมื่อคืนมาจนถึงเช้า ถามว่าทำไมรีบตื่น เพราะเสียดายค่าเบรคฟาสต์ที่จ่ายโรงแรมไปไงล่ะคะ ไม่งั้นก็นอนอิ่ม ๆ ไปแล้ว ฮือออออ

วันนี้เราไปถึงกันประมาณบ่ายสอง พอลงจากรถนี่รู้เลยนะคะว่าความแรงของแดดไม่ปรานีใครจริง ๆ แต่ตอนนั้นรู้สึกอิ่มมากจากมื้อกลางวันที่แวะกินข้างนอกเลยต้องเดินย่อยกันหน่อย ก็ได้สำรวจโซน health and wellness มีคนสอนโยคะอยู่ ปกติตรงนี้จะมีการฝึกสมาธิ พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติต่าง ๆ ด้วย ลืมเล่าไปว่าเมื่อคืนก็เดินผ่านมีสอนเต้นระบำหน้าท้องขั้นพื้นฐาน ทุกคนดูตั้งใจกันมาก ส่วนบูธของ SC Asset ใกล้ ๆ กันก็มี น้ำใจ Tea Bar จากไร่สวรรค์บนดิน เชียงราย ที่มีชาสมุนไพรทั้งกระเจี๊ยบ มะตูม เจียวกู่หลาน อัญชัญ และน้ำลอยดอกไม้ให้ดื่มฟรี ๆ แต่เราก็สามารถบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ได้ด้วย

img_8800

แต่กว่าจะได้กินก็ต้องรอกันหน่อยเพราะคิวยาวมาก เราเลยไปนั่งจ๋องที่ Tiki Bar บาร์เครื่องดื่มริมน้ำที่อยู่ถัดออกไป บรรยากาศน่ารักมากเพราะเรียงรายไปด้วยร่มชายหาด แดดจ้า และดีเจกำลังเปิดเพลง tropical house ที่ดีมาก ๆ คนเต้นกันเพียบ มารู้ทีหลังว่านี่คือ DJ Katsu เปิดเพลงดีด้วยแล้วยังน่ารักด้วย

img_8805

สักพักก็ได้เวลาไปรับชาก็มานั่งกินจนหมด แล้วมูฟไปที่โซน F.A.C.T Space ที่เป็นเพิงเล็ก ๆ ให้เราได้ดู process การถนอมอาหารของชาวเขา มีผักดองหลากหลายชนิด มีเวิร์กช็อปเย็บผ้า และได้ชิมกาแฟดริปมือกันตรงนั้นด้วย แล้วเราก็เปลี่ยนไปที่เวิร์กช็อปของ The Archivist ที่มี screen print หรือทำภาพพิมพ์ลายน่ารัก ๆ ลงบนผ้าพันคอกว่า 20 ลายได้แบบฟรี ๆ ในนั้นมีงานของ เต้ ภาวิต ศิลปินที่เราชอบ แต่น่าเสียดายมากที่เวิร์กช็อปต้องจองคิวล่วงหน้าและเต็มอย่างรวดเร็ว

img_8821

เสร็จจากตรงนั้นก็ไม่รู้จะทำอะไร เลยคิดว่าไปเพนต์หน้ากลิตเตอร์เล่น ๆ ที่ Wibwabwub ดีกว่า ด้วยความที่เลือกแบบไม่ถูกจริง ๆ เลยให้เขาสร้างสรรค์มาให้สีแมตช์กับชุดเลยค่ะ เสร็จออกมาก็เป็นที่น่าพอใจสุด ๆ

img_8717

แล้วตอนนั้นที่กำลังเดิน ๆ อยู่ไม่มีที่ไป ก็ได้ยินสำเนียง soul, chill hop, jazz hop ลอยมาไกล ๆ พบว่าต้นตอของมันคือที่ Solar Stage เวทีดีเจสุดเท่ที่ออกแบบโดยศิลปินที่โด่งดังจากเทศกาล Burning Man มันเป็นงานที่ให้คนปีนป่ายกันขึ้นไปนั่งข้างบนได้ เป็น sculpture ที่ interact กับคนได้โดยตรงแล้วดูมีชีวิตชีวามาก ตกกลางคืนก็มี mapping ฉาย visual ลงไปบนนั้นด้วย แต่เวลาที่เราแวะมานี้เป็นช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตก แสงสวยเข้ากับงาน installation นี้มาก ระหว่างที่ดีเจกำลังเปิดเพลง สักพักเราก็ได้ยินเสียงร้องขึ้นมา เพราะมาก ปรากฎว่าพวกเขาคือ Lustbass โปรดิวเซอร์ กับ Jess Connelly นักร้องเสียงดีว่าจากมะนิลา ฟิลิปปินส์ คือเพลงทั้งหมดในตอนนี้ช่างละมุนหู สะกดเราไว้อยู่หมัดจริง ๆ เผลอแปปเดียวก็ดูจบโชว์แล้ว

img_8834

แต่ดีเจคนที่เล่นต่อกันก็เด็ดไม่แพ้กันเลย คือ Norman Jay MBE ดูเป็นคุณลุงรุ่นใหญ่ เปิดทั้งดั๊บ เร็กเก้ กับสารพัดเพลงโซลคลาสสิกที่เอามามิกซ์ใหม่จนเท่น่าเต้นไปหมด แถมตอนนั้นก็มีโชว์กายกรรมใกล้ ๆ กันด้วย

img_8853

ตอนนั้นเป็นเวลาที่พระอาทิตย์กำลังตกพอดี เราเลยแวบไปดูเจ้าลูกกลม ๆ แดง ๆ ลูกใหญ่ค่อย ๆ ร่วงลงไปช้า ๆ แล้วก็เดินเตร่ไปยังหมอลำบัส พอตกเย็นก็จะมีคนปีนขึ้นไปนั่งกันบนนั้น แล้วก็มีวงหมอลำมาแสดง เห็นฝรั่งเซิ้งก็ดูสนุกดี

img_8888

จากนั้นเราก็เดินสำรวจร้านอาหารอย่างจริงจัง รู้สึกว่าปีนี้ presentation ของแต่ละร้านไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่เลยสงสัยว่าร้านนี้เปิดอยู่ไหมหว่า แต่แล้วเราก็ไปเจอร้านนึงที่มีโครง installation ใหญ่เป็นของตัวเองเลย นั่นก็คือ Morimoto ร้านอาหารฟิวชันญี่ปุ่นของเชฟกระทะเหล็กที่ซ่อนตัวอยู่ใน MahaNakhon CUBE และที่นี่เองก็ทำให้เราค้นพบค็อกเทลที่อร่อยที่สุดในงาน ไม่ได้โม้นะ แต่มันคือ Yuzu เมนูที่ผสมสาเกชื่อ Honjozo น้ำส้มยูสุ และ umeboshi หรือบ๊วยเค็มยี่ห้อ Yukari ให้รสเปรี้ยวอมหวานเข้มข้นมาก ท็อปด้วยโซดา แต่จะกินเหล้าเข้ม ๆ อย่างเดียวก็กะไรอยู่ ลองสั่ง Angry Chicken ไก่ย่างเสียบไม้หมักด้วยมาซาล่าและโยเกิร์ต หอม อร่อย รสจัด เข้ากับเหล้ามาก จะร้องไห้ นี่คือที่สุดของงานนี้แล้วจริง ๆ กลับกรุงเทพ ฯ มาตั้งใจว่าต้องไปกินให้ได้ ระหว่างนั้นก็มีเสียงเพลงบรรเลงมาจากเวทีใหญ่ เป็นกีตาร์แจ๊สที่ดีงามมาก ๆ อีกโชว์นึง คือ Bangkok New Quartet แค่ได้ยินลอยมากับลมก็ชิวแล้ว สไตล์การเล่นของพวกเขาไม่ธรรมดาเลย

img_8908

พอถึงเวลาทุ่ม ก็ต้องเขยิบไปที่ Moon Shack เพื่อลองฟัง Mitri วงร็อกแอนด์โรลที่มีสมาชิกคุ้นหน้าคุ้นตากันดี ทั้ง เบียร์ สรณัฐ, แอมมี่ The Bottom Blues, เจสซี่ เมฆวัฒนะ พอเข้าไปแล้วก็เจอคนแน่นมากกกก ทุกคนเต้นกับเพลงจังหวะสนุก ๆ ของพวกเขา

img_8909

ก่อนที่เราจะไปต่อที่ The Knack Market ซึ่งตอนนี้มีวง Yaan world music ที่บรรเลงทั้งเครื่องดนตรีอีสาน เพอร์คัชชัน เครื่องเป่าชนเผ่า กับเพลงพื้นบ้านหลากหลายประเทศ ซึ่งตอนนั้นมีคนดูคู่นึงที่ทีแรกก็โยก ๆ อยู่ สักพักก็เริ่มปีนป่ายซึ่งกันและกัน ไม่รู้ว่าเป็นโยคะหรือยิมนาสติก แต่ภาพรวมตอนนี้ดูเป็นการแสดงจินตลีลาประกอบเพลงไปเรียบร้อย

img_8912

จบจากโชว์ตรงนี้ เราก็ไปที่ Living Stage ที่ตอนนั้นกำลังมี West of East เล่นเพลง เสียงนก อยู่พอดี เป็นครั้งแรกที่เราได้ดูโชว์ของพวกเขาแล้วก็ต้องบอกว่า เล่นโอเคเลย เดือดอยู่ แม้คนดูจะไม่เยอะมากแต่พวกเขาก็เต็มร้อย เห็นลุงฝรั่งชาวร็อกโยกอยู่ติดเวที ฟีลแกได้มาก

img_8918

บริเวณที่เดินเยื้องมาหน้างานก็มี installation สีสวย เหมือนเป็นพลาสติกเส้น ๆ แล้วส่องไฟเปลี่ยนสีไปเรื่อย ๆ ถ่ายรูปออกมาแล้วดูเมาไฟดี ตอนนั้นเองที่พี่ ๆ ที่มาด้วยกันขอตัวกลับโรงแรมกันก่อนเพราะหมดแรงแล้ว แต่เรายังอยากดู Rudimental ต่อ เลยคิดว่าจะเรียก Uber กลับโรงแรมเอง มาลุ้นกันค่ะว่าจะได้กลับไหม ซึ่งพอพี่ ๆ กลับไปแล้ว เราก็เดินไปหาของกินรอโชว์อย่าง Junun อัลบั้มโดย Shye Ben Tzur และ Rajasthan Express ซึ่งจริง ๆ โปรเจกต์นี้เป็นงานที่ Jonny Greenwood แห่ง Radiohead ร่วมทำเพลงด้วย แต่ก่อนจะถึงเวลาเราก็เดินผ่านบูธของ Marcel บาร์และร้านอาหารย่านสาธรที่มีเพลงให้คุณไปเต้นกันได้ ชาวต่างชาติก็เต้นและปาร์ตี้กัน ส่วนเราก็ได้ salted caramel icecream มากิน นี่เป็น treat ที่คุ้มค่าราคาที่สุดในงาน ลูกใหญ่ลูกละ 70 บาท แล้วคาราเมลเน้น ๆ เนื้อครีมเหนียวหนึบ ฟินมาก

img_8933

พอกินเสร็จก็ถึงคิวของวงที่เรารอคอย แม้ว่าวันนี้จะไร้เงา Jonny Greenwood แต่การแสดงของวงนี้เรียกว่า exotic และทรงพลังมาก ด้วยการแสดงของวงดนตรีมากฝีมือจากราชสถาน และมือกีตาร์จากอิสราเอล กับแนวดนตรีพื้นเมืองต่าง ๆ ผสมผสานกับความเป็นร็อก มีเพลงนึงที่เป็นอิเล็กทรอนิกจัด ๆ แล้วมีกลิ่นอาหรับ ๆ โยกมันมาก ความดีงามสุด ๆ คือด้านหน้าเวทีมีผู้ชมจับกลุ่มเต้นรำเป็นวงกลมนานอยู่หลายเพลง และขยายวงกว้างไปเรื่อย ๆ สนุกมาก

img_8954

ได้เวลาของ Rudimental กันแล้ว เอาเข้าจริงว่าไม่ใช่ทางขนาดนั้น แต่ก็ต้องลองโดนเพราะใคร ๆ ก็พูดถึงกัน ตอนเราเดินไปเกือบถึงเวทีก็เห็นว่ามีชาว Wonderers มายืนกันอยู่เต็ม คิดว่าเป็นโชว์ที่คนมากระจุกตัวเยอะที่สุดของงานในปีนี้แล้วล่ะ ตอนที่เริ่มโชว์ก็มีโลโก้วงสีขาวขึ้นบนจอดำใหญ่ ๆ แค่นั้นก็ขลังแล้ว พวกเขาคือวงที่ทำดนตรีอิเล็กทรอนิกที่จัด drum and bass หนัก ๆ มันจนต้องโยกให้หัวหลุดไปเลยจ้า ก็ดูได้ประมาณครึ่งนึงก็เริ่มโรยแรงบ้างอีกคนเพราะเมื่อคืนนอนน้อยจริง ๆ เราลองใช้แอพเรียก Uber มาที่งาน วิธีง่ายมากปักหมุด Wonderfruit ไปเลย แล้วแค่เดินไปรอตรงจุดจอด Uber หน้างาน ตอนนั้นเป็นเวลา 23.30 น. แต่รถที่มารับเราเนี่ยก็เพิ่งเอาคนมาส่งที่งาน สงสัยว่าพวกพี่แกจะต่อกันจนถึงเช้าที่ The Quarry คลับลับในป่าที่ต้องเดินห่างออกไปจากตัวงานพอสมควร แต่คนที่เป็นสายดีเจ ชอบงานตึ๊ดสุดตัวได้ไปก็ฟินแหละ เพราะแอบเห็นรูปแล้วดีไซน์ซุ้มปีนี้สวยมาก มีดีเจเปิดเพลงจนถึงตีสี่เลยล่ะ ส่วนเราขอกลับไปเอาแรงสำหรับพรุ่งนี้ดีกว่า

Day 3

img_8982

วันสุดท้ายของเฟสติวัลมาถึงแล้ว หลังจากกินอาหารเช้าและแต่งตัวเรียบร้อยเราก็รีบพุ่งมาที่งาน เพราะวันนี้กะจะใช้เวลาทั้งวันที่งานเป็นการทิ้งทวนก่อนจะต้องรออีกประมาณหนึ่งปีถึงจะได้มาอีกรอบ ปรากฎว่าก็มาถึงตอนบ่ายโมง แดดเปรี้ยงกว่าวันแรกอีกแน่ะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ เรามีตัวช่วย ด้านหลังของ Solar Stage จะมีซุ้มมิตรรักจากปีที่แล้วของเรา นั่นคือ Rocketfruit ของ Rocket Coffee Bar ที่มีดีเจให้เรามาเต้นได้ตั้งแต่เช้า พร้อมทั้งกาแฟ น้ำผลไม้ และ all day cocktail ซึ่งเราก็ไปนั่งจิบกาแฟ nitro cold brew เย็นชื่นใจ แล้วก็ลุกไปเต้นพอเป็นพิธี เมื่ออิ่มหนำสำราญใจแล้วก็กะว่าจะไปที่บูธ Nyx เพื่อแต่งหน้าลุคแซ่บ ๆ กับเขาบ้าง พอไปถึงตอนสามโมง เขาบอกว่า ต้องรอสี่โมงนะคะ ได้คิวละชั่วโมง เราเลยต้องไปหาอะไรทำรอระหว่างนั้น

img_8985

ก็ได้สังเกตสิ่งที่ไม่เคยสังเกตมาตลอดสองวันแรกอย่าง food truck เพนต์ลายลิเกสุดน่ารักของ Kaijeaw Project กับงานด้านหลังที่เอาสุ่มไก่มาซ้อนกันเป็นกำแพงขึ้นไป แล้วไปนั่งรอที่บูธไวน์แบบตายรัง พอถึงเวลาก็รีบพุ่งกลับไปที่บูท Nyx ทราบความว่าใครที่มาหลังเราและได้คิวตอนห้าโมง คุณคือคนสุดท้ายเพราะเขาจะปิดบูทกลับบ้านกันหมดแล้ว ฉันนี่รู้สึกโชคดีมากจริง ๆ ที่มาจองแต่เนิ่น ๆ ฮือ (บุญของคนแต่งหน้าไม่เป็น) จากนั้นก็ให้เขาจัดแจงลุค fierce ๆ คิ้วโก่ง ปากม่วงคม ๆ มา บอกเลยว่าไม่ชินคิ้วตัวเองอย่างแรงเพราะปกติก็ไม่เขียน เสร็จงานหน้าเต็มแล้ว ก็ไปทำกลิตเตอร์อีกรอบ หนนี้จัดสีฟ้าให้เข้ากับชุดกันไปเลย

img_8991

หลังจากได้ลุคที่ต้องการก็พบว่าเป็นกิจกรรมที่ฆ่าเวลาได้ดีมาก หมดไปสองชั่วโมงเต็ม และเป็นช่วงที่กำลังจะมืดพอดี (แต่งหน้ามาเพื่อคร้ายยยย) แต่ก็ยังพอมีแสงอยู่ ทำให้เราตัดสินใจจะไปยืนโยกแถว ๆ Solar Stage ประมาณว่า นึกอะไรไม่ออกก็ไป ทว่าพอไปถึง ก็ไม่มีอะไรแสดง ณ ตอนนั้น เราเลยเดินไปทาง The Knack Market ที่พบว่ามีสาวญี่ปุ่นเล่นเพลงอิเล็กทรอนิก เธอคือ Maika Loubté ที่เคยมาเล่นในงานส่งท้ายปีของ Have You Heard? รวมถึง Cat Expo ที่ผ่านมา ซึ่งเราพลาดโชว์ของเธอทั้งสองงาน แต่หนนี้ได้มาแก้มือแล้วเป็นอิเล็กทรอนิกป๊อปจังหวะกระชุ่มกระชวย น่ารักสดใสปนเท่ บวกกับลุคทอมบอยของเธอด้วยแล้ว โอ๊ย หลงเลยล่ะ

img_9035

แต่พอไมกะจังเล่นไปได้พักนึง เสียงจากเวทีใหญ่ก็รบกวนโชว์ของเธอทำให้ต้องพักไปก่อน เราเลยได้ไปดูวงดนตรีบรรเลงจากเกาะบอร์เนียว มาเลเซีย ที่ Farm Stage ซึ่งพวกเขาได้ผสานเอาเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ท่วงทำนองสากลมารวมเข้าด้วยกัน บางเพลงก็ฟังดูเหมือนโพสต์ร็อกโทนสว่าง มีท่อนพีคช่วงท้าย บางเพลงก็เหมือนแตรวงบ้านเรา แปลกดี

img_9014

ก่อนที่จะกลับมาดูไมกะจังอีกรอบ เราไปแวะที่โมริโมโตะอีกวัน กะว่าจะลองทาโก้เป็ดปักกิ่งที่เมื่อวานพี่เราโดนไปแล้วบอกว่าฟินมาก ได้ลองเองวันนี้ก็ฟินจริง ๆ แม้จะสนนอยู่ที่ราคาคู่ละ 180 ชิ้นประตื๋ว ที่ถือว่าสูงอยู่ แต่ก็ยอมอะเนาะ พร้อมกับสั่งเหล้ายูสุมากินอีก ด้วยความที่เขาจำหน้าได้จากเมื่อวาน ปกติจะให้เหล้าสี่ออนซ์ รอบนี้จัดมาแปดออนซ์ ท็อปโซดาแค่สองเซ็น จะเมาปะให้ทาย แล้วเราก็รีบเดินกลับไปที่ไมกะจัง หนนี้นางดูเหนื่อย คาดว่าคงเป็นเพราะการเล่นมาตลอดทั้งสามวัน แต่ดูแฮปปี้และเธอบอกว่าดีใจที่แม้จะหยุดพักไปแต่ก็ยังมีผู้ชมวนกลับมาดูเธออีกครั้ง แถมกลับมาในแบบที่ล้นออกนอกเต๊นท์กันเลย

img_9040

จบโชว์ของไมกะ เราก็รีบไปที่ Farm Stage กับวงเร็กเก้น้ำเค็มที่ถ้ามีโอกาสก็จะต้องตามไปดูอย่าง Srirajah Rockers วันนี้เรารู้สึกว่าพวกเขาเล่นดีมากเหลือเกิน แม้จะมีการอิมโพรไวส์เยอะ หรือจำเนื้อไม่ได้บ้าง แต่ยังเอาคนดูอยู่ โดยเราสามารถเห็นชาวไทยกระโดด โยกย้าย กันได้ที่เวทีนี้ค่อนข้างหนาตา กลิ่นสมุนไพรเขียว ๆ ก็เริ่มคลุ้งไปในอากาศ ความรู้สึกคุ้นเคยกลับมาอีกครั้งแล้วสินะ วันนี้คณะสีชาเล่นทั้งเพลงเก่าและเพลงจากอัลบั้ม Organix สร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมกันมากทีเดียว เราไปทันตอนที่เป็นเพลง ออร์แกนิก ต่อด้วย นานมาแล้ว พันลำพัง Destroy Babylon ฤดูแล้ง Karma Soundsystem การแชร์ Hi-speed Love และปิดท้ายที่ นักกินผัก โดยวิน นักร้องนำ ได้แกล้งทอมมี่ มือดั๊บ ให้ช่วยแปลความหมายเพลงภาษาไทยให้เป็นภาษาอังกฤษให้หน่อย ซึ่งทอมมี่ทำได้ดีมาก แต่พอเจอคำไทยยาก ๆ ไปก็งงได้เหมือนกัน

img_9059

และแล้ว โชว์ headliner ประจำวันนี้ก็ได้เวลาขึ้นแสดง เป็นโชว์สุดท้ายที่เราตั้งใจจะดูก่อนเดินทางกลับกรุงเทพ ฯ เพราะต้องทำงานในวันรุ่งขึ้น เราได้ยินเสียงเธอทักทายแฟนเพลงมาแต่ไกล เลยรีบวิ่งไปยัง Living Stage เพื่อให้ทันเพลงแรกของ Lianne La Havas สาวเสียงทรงสเน่ห์จากอังกฤษที่ทุกคนรอคอย แต่ก่อนหน้านี้เราได้ยินข่าวจากรุ่นน้องที่เป็นคนดูแลศิลปินบอกว่าลีแอนป่วยเสียงหายเมื่อคืนวันพฤหัส แทบร้อง ตอนนั้นภาวนาให้ได้ดูโชว์ของเธอ และขอให้เธอหายไว ๆ ซึ่งปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น น้องบอกว่าพาลีแอนไปหาหมอ ฉีดยา และบอกให้กินน้ำผึ้งมะนาวเยอะ ๆ และผลคือ โชว์ของเธอไร้ที่ติ แทบไม่เชื่อเลยว่านี่คือคนป่วย เพราะในหลายเพลงที่มีการขึ้นเสียงสูงมาก ๆ เธอแตะถึง pitch หมดเลย โอ๊ย แม่คุณณณ

img_9053

มีหลายคนคิดว่าจะได้ดู full set (เราก็เหมือนกัน) แต่การได้ดูอะคูสติกที่เธอเดี่ยวกีตาร์คนเดียวบนเวทีก็เป็นอะไรที่ขนลุกมาก เธอเอาคนดูอยู่หมัด ทุกคนเงียบและตั้งใจฟังเธอเล่นทั้งเพลงดังอย่าง Green & Gold, Unstoppable, Tokyo, What You Don’t Do, Age, Forget และคัฟเวอร์ Say A Little Prayer ที่พอเธอเล่นจบ ผู้ชมก็ขอให้เธอกลับมาเล่นต่อ ซึ่งลีแอนก็แถมให้เราอีกสองเพลง แถมยังชวนให้เราตบมือ ดีดนิ้ว ใน No Room For Doubt และร้องคอรัสตามในท่อนท้ายของเพลง Midnight ด้วย เป็นโมเมนต์ที่ขนลุกและประทับใจมากจริง ๆ ซึ่งตัวลีแอนเองก็ไม่คิดว่าจะมีคนรอดูเธอมากมายขนาดนี้ เธอกล่าวขอบคุณคนดูบ่อยครั้งและยิ้มกว้างมากตลอดทั้งโชว์

img_8915

ช่วงเวลาสุดท้ายที่เราได้อยู่ในเฟสติวัลนี้ก็มาถึง ขณะที่เราและเพื่อนค่อย ๆ เดินออกจาก The Field อย่างอิ่มเอมใจจากการแสดงของศิลปินที่เพิ่งจบไป เห็นได้ว่าก็ยังมีผู้คนทยอยตบเท้ากันเข้ามาที่งานแม้วันนี้จะเป็นวันสุดท้าย แต่ก็เข้าใจว่าพี่แกกะจะปาร์ตี้กันยันหว่างที่ The Quarry ไม่ก็ Farm Stage ที่มี after party ให้ในคืนนี้โดยเฉพาะแน่ ๆ

img_8901

สิ่งที่เราชอบในเฟสติวัลนี้เสมอก็คือความมีชีวิตชีวาเกือบตลอด 24 ชั่วโมงของผู้ร่วมงานที่หลากหลายที่ตั้งใจมาปาร์ตี้ แบ่งปันประสบการณ์ใหม่ ๆ หรือแม้จะแค่อยากถ่ายรูปสวยในชุดเกร๋ก็ตาม แต่พวกเขาคือคนที่คอยสูบฉีดให้งานนี้น่าสนใจ รวมไปถึงตัวงานเองที่ให้ความสำคัญกับงานศิลปะและการออกแบบ แล้วยังไม่ลืมที่จะอนุรักษ์ธรรมชาติหรือคืนกำไรสู่สังคม เป็นกิจกรรมที่ win-win กับทุกฝ่าย และได้ทำอะไรที่ไม่เคยลองทำในชีวิตนี้มาก่อน เอาจริงว่าส่วนตัวเรา การมางานนี้ทำให้เราเปิดโลกการฟังเพลงกับหลาย ๆ วงเลยนะ โดยมากเป็นดีเจซึ่งเป็นสายที่เราคิดว่าจะไม่อินแน่ ๆ แต่ก็มีสไตล์เพลงบางอย่างที่เราเข้าถึงและรู้สึกร่วมไปด้วยได้อยู่ หรือบางวงที่ไม่เคยรู้จักเลยพอได้ลองฟังตอนนี้ก็กลายเป็นว่า ตั้งแต่กลับมาก็เปิดฟังแต่เพลงของวงเหล่านี้ ถ้าใครมีโอกาสก็อยากให้ลองมากันดู จะเป็นประสบการณ์ที่ถ้าได้ลองแล้วจะทำให้อยากกลับมาอีกแน่นอน

img_8938

Facebook Comments

Montipa Virojpan

อิ๊ก คอนเสิร์ตโกเออร์ในคราบมิวสิกเจอร์นัลลิสต์ ที่นอกจากดนตรี ภาพยนตร์ และหนังสือแล้ว คราฟต์เบียร์คงเป็นอีกสิ่งที่อิ๊กสนใจเป็นพิเศษ

More ระเห็ดเตร็ดเตร่...